
วิกฤตน้ำ : วิกฤตชาติ
วิกฤตภัยแล้งยังคงเป็นปัญหาต่อเนื่องและยาวนานอีกหลายปี
โดย...สุวิทย์ คุณกิตติ
วิกฤตภัยแล้งยังคงเป็นปัญหาต่อเนื่องและยาวนานอีกหลายปี เพราะที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหาไม่เคยที่จะมองแบบองค์รวม และแก้ไขปัญหาไม่เป็นระบบต่อเนื่อง มีแต่การแก้ไขแบบเฉพาะหน้า ไม่เคยแก้ไขปัญหาแบบระยะยาวอย่างจริงจัง
ปัญหาจึงยังคงเกิดขึ้นทุกปี แต่ในช่วงนี้จะยาวนานกว่าที่เคยเกิดขึ้น เพราะการบริหารจัดการที่ผิดพลาดของรัฐบาลที่แล้ว ตั้งแต่การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในปี 2554 โดยผู้ที่ไม่มีประสบการณ์และไม่สนใจรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะของผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจและมีประสบการณ์จริง จึงมีการกำหนดนโยบายและสั่งการผิดพลาด เป็นผลทำให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงแบบไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย ซึ่งธนาคารโลกได้ประเมินว่าความเสียหายและการสูญเสียจากน้ำท่วม ปี 2554 เป็นเงินกว่า 1.4 ล้านล้านบาท
จากปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 รัฐบาลในขณะนั้นจึงให้ความสำคัญกับการป้องกันแก้ไขปัญหาน้ำท่วม โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำแบบองค์รวม ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง และระบบส่งน้ำ ทำให้สำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ โดย กบอ. ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้เปลี่ยนหลักเกณฑ์ในการปล่อยน้ำจากเขื่อน โดยให้มีการปล่อยน้ำในปริมาณมากขึ้นกว่าเดิมในช่วงต้นฤดูฝน แทนที่จะพิจารณาตามสถานการณ์และความจำเป็น ด้วยเหตุผลว่าเพื่อเป็นการเตรียมตัวสำหรับฝนปลายฤดูที่อาจมีมามากผิดปกติ จนทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมใหญ่เช่นที่เคย
เกิดขึ้นแล้วในปี 2554 แต่ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบเรื่องภัยแล้ง หากเกิดปัญหาฝนทิ้งช่วงหรือฝนปลายฤดูตกน้อยกว่าปกติ จนทำให้เกิดปัญหาภัยแล้งติดต่อกันมาจนถึงปีนี้
การดำเนินการดังกล่าวต่างจากวิธีการเดิมคือ การบริหารจัดการให้สอดคล้องและรองรับกับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา โดยมีคณะอนุกรรมการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงานจะต้องมาประชุมร่วมกันเป็นประจำทุกวันจันทร์ แล้วสรุปผลเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ และรายงานคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ และมอบหมายให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้รับไปติดตามการดำเนินการ
ในการประชุมจะมีการเอาข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ มาประกอบการพิจารณา ตั้งแต่ปริมาณน้ำในเขื่อนที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ รับผิดชอบว่ามีปริมาณน้ำใช้งานได้เท่าไร จะต้องปล่อยน้ำเพื่อปั่นไฟฟ้า รักษาระบบนิเวศ หรือใช้ในการชลประทานเพาะปลูกเท่าไรอย่างไร ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำที่กรมชลประทานรับผิดชอบ ปริมาณและระดับน้ำในแม่น้ำลำคลองที่สำคัญ รวมทั้งการพยากรณ์สภาพภูมิอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาว่าจะมีฝนตกที่ไหน เท่าไร จะตกเหนืออ่างหรือท้ายอ่าง ปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าเขื่อนและอ่างเก็บน้ำแต่ละแห่งเป็นอย่างไร มีความสามารถจะรองรับน้ำที่จะเข้ามาอีกเท่าไร จะต้องพร่องน้ำก่อนล่วงหน้า เพื่อรองรับน้ำที่จะมาใหม่หรือไม่อย่างไร หรือจะต้องเก็บกักน้ำไว้เผื่อสำหรับกรณีฝนทิ้งช่วงหรือภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นหรือไม่
ต้องพิจารณาจากสถิติที่มีตัวแปรมากมาย รวมทั้งที่ไม่สามารถจะบันทึกเป็นข้อมูลทางสถิติไว้ได้ เพราะต้องอาศัยภูมิปัญญาของผู้ที่ทำงานมาอย่างยาวนานและต้องมีประสบการณ์ จึงจะสามารถคาดการณ์เรื่องวงรอบของฝน พายุไต้ฝุ่น มรสุม ไซโคลน ในปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไร และต้องมาดูว่าปีนี้และปีต่อไปจากนี้อีกปีหรือสองปีจะแล้งหรือท่วมอย่างไรหรือไม่ เพื่อจะกำหนดแนวทางการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในขณะนั้น และมีมาตรการรองรับในช่วงต่อไป
รวมทั้งกรณีฉุกเฉินที่การคาดการณ์คลาดเคลื่อนก็จะมีการกำหนดแนวทางไว้ล่วงหน้าว่า ถ้าฝนไม่มาตามฤดูกาลหรือมาน้อยจะต้องมีการสำรองน้ำเผื่อไว้ให้เพียงพอในการอุปโภคบริโภคและการเพาะปลูกตามฤดูกาลเท่านั้น รวมทั้งการดูแลระบบนิเวศและป้องกันน้ำเค็มที่จะดันขึ้นมา ซึ่งก็จะต้องได้ข้อมูลเรื่องน้ำขึ้นน้ำลงจากกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ หากมีฝนตกหนักน้ำมากเกินไปก็จะต้องมีการเร่งระบายน้ำก่อนที่น้ำใหม่จะเข้ามา และผันน้ำออกไปตามลำน้ำสาขาและคลองผันน้ำที่มีอยู่ทั้งหมดตามความจำเป็นและตามปริมาณน้ำในเขื่อน อ่างเก็บน้ำ แม่น้ำ ลำคลอง ที่จะต้องผันออกไป
รวมทั้งการผันน้ำผ่านพื้นที่กรุงเทพมหานครหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งกรุงเทพมหานครก็ต้องมีการเตรียมตัวตรวจสอบท่อระบายน้ำไม่ให้มีการอุดตัน ซ่อมแซมประตูระบายน้ำและเครื่องสูบน้ำให้พร้อมที่จะทำงานได้ในกรณีที่มีน้ำทะเลหนุน มีการพร่องน้ำตามลำคลองและลำรางที่มีอยู่เตรียมรอรับน้ำที่จะไหลผ่านเข้ามาและผลักดันออกไป เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำท่วมและลดผลกระทบให้น้อยที่สุดหากไม่สามารถป้องกันได้ ซึ่งบางครั้งก็มีความจำเป็นจะต้องปล่อยน้ำเข้าไปตามพื้นที่การเกษตร เพื่อป้องกันและลดผลกระทบในพื้นที่เศรษฐกิจหนาแน่นด้วย
ดังนั้น การแก้ไขปัญหาวิกฤตน้ำต้องไม่แยกเรื่องภัยแล้งน้ำท่วมออกเป็นสองเรื่อง จะต้องแก้แบบเป็นระบบโดยใช้วิธีการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการมาแก้ไขให้ครบวงจร รวมทั้งการจัดหาน้ำให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้ใช้อย่างเพียงพอทั่วถึงและยั่งยืน
การบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการที่ผ่านมาไม่ได้รับความสนใจในรายละเอียดจากผู้กำหนดนโยบายและผู้ปฏิบัติ เพราะรายละเอียดมีมาก ประกอบกับข้อมูลพื้นฐานเดิมของผู้ที่เกี่ยวข้องมีน้อย ความมั่นใจในตัวเองสูง คิดว่าเป็นเรื่องง่าย ตัวเองรู้เรื่องและเข้าใจอยู่แล้ว เพียงฟังการบรรยายสรุปก็รู้เรื่องหมดแล้ว
ทำให้ไม่เข้าใจและเข้าไม่ถึงรากเหง้าของปัญหาที่แท้จริง จึงทำให้การพัฒนาไม่ได้ผล และไม่สามารถแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืนได้
หัวใจสำคัญของการแก้ไขปัญหาและพัฒนาตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานและทำเป็นตัวอย่างไว้ให้รัฐบาลและประชาชนได้มีโอกาสเรียนรู้ คือ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา”
คาถานี้สั้น จำง่าย ท่องได้ ก็จริง แต่ปฏิบัติยากและยากที่จะนำไปปฏิบัติ
หากเรียนรู้จนเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว จะรู้ว่าสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐได้พระราชทานแนวพระราชดำริ ปรัชญา และได้ทรงทำเป็นตัวอย่างไว้ให้รัฐบาลและหน่วยงานราชการ ข้าราชการ รวมทั้งอาณาประชาราษฎร์ของพระองค์ นั้นสามารถนำมาปฏิบัติได้จริง และหากนำมาบูรณาการกันอย่างเป็นระบบจะสามารถแก้ไขปัญหาวิกฤตชาติได้อย่างยั่งยืน
เมื่อวันที่ 25-27 ก.ย.ที่ผ่านมา ในการประชุมใหญ่ประจำปีองค์การสหประชาชาติ มีการประชุมสุดยอดผู้นำ United Nations Sustainable Development Summit 2015 เพื่อร่วมกันลงมติให้ความเห็นชอบ วาระการพัฒนาหลังปี 2015 (post-2015 development agenda) ที่กำหนดเป้าหมายการพัฒนาแบบยั่งยืน Sustainable Development Goals (SDG’s) มี 17 เป้าหมาย 169 เรื่อง ที่จะช่วยขจัดความอดอยาก ยากจน ความเสมอภาค และปัญหาภาวะโลกร้อน เป็นต้น ให้หมดไปภายในปี 2030
ประเด็นสำคัญที่มีการกล่าวถึง คือ การบูรณาการเรื่องน้ำ อาหาร และพลังงาน เพราะการแก้ไขปัญหาความอดอยาก หิวโหย ต้องมีการผลิตอาหารที่เพียงพอต่อการขยายตัวของประชากรโลก การผลิตอาหารปัจจัยสำคัญคือน้ำ พืชอาหารหลายชนิดถูกนำไปใช้ในการผลิตพลังงานด้วย ไม่ว่าจะเป็นเอทานอลหรือไบโอดีเซล เป็นต้น อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อปริมาณอาหารได้
ดังนั้น อาจต้องมองเรื่องการนำเอาส่วนที่เหลือของพืชจากการผลิตอาหารและวัสดุที่เหลือจากภาคการเกษตรมาใช้ในการผลิตพลังงาน และการจัดหาน้ำก็อาจต้องใช้พลังงานด้วย เช่น การสูบน้ำ การปั๊มน้ำบาดาล การกลั่นน้ำเค็มเพื่อให้เป็นน้ำจืดในพื้นที่ขาดแคลนเป็นต้น นอกจากนี้น้ำยังเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืนอีกด้วย
จะเห็นได้ว่าทั้งสามเรื่องนี้เกี่ยวข้องกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การกำหนดนโยบายและการพัฒนา แก้ไขปัญหาจะแยกเป็นเรื่องเฉพาะไม่ได้
นายกรัฐมนตรีได้ไปร่วมประชุมและได้อภิปรายในหัวข้อที่ 1 เรื่องยุติความยากจนและอดอยาก ได้นำเสนอวิธีการที่จะยุติปัญหาความยากจนและอดอยาก โดยใช้แนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานไว้ก็ถูกต้องและชัดเจน
หากนำมาปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมด้วยความเข้าใจจริง บ้านเมืองเราจะไม่เกิดวิกฤตอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้
ความพอเพียง คือ ความมั่นคงและมั่งคั่ง
ประเทศไทยจะต้องพึ่งตัวเองและยืนอยู่บนขาของตัวเองให้ได้ พื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจที่สำคัญคือภาคเกษตรกรรม ประชาชนส่วนใหญ่ก็อยู่ในภาคการเกษตร น้ำจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกษตรกรมีอยู่ มีกิน มีรายได้ หากมีการบริหารจัดการแบบบูรณาการและปฏิรูปภาคการเกษตรทั้งระบบ มีการผลิตตามความต้องการของผู้บริโภคและตลาดทั้งภายในและส่งออก ปรับปรุงคุณภาพ เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน แปรรูป เพิ่มมูลค่า พัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตร ทำให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพที่มั่นคง มีรายได้ที่มั่งคั่ง จะทำเศรษฐกิจหมุนเวียนแบบยั่งยืน
นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะสำเร็จอย่างยั่งยืนได้ ต้องทำระบบน้ำให้ถึงไร่นา ประปาให้ถึงทุกบ้าน
หากถามชาวบ้านว่า หากจะแก้ไขวิกฤตชาติจะต้องทำอย่างไร?
คำตอบที่จะได้ คือ แก้ไขปัญหาวิกฤตน้ำ หาน้ำไปให้เขาได้ทำมาหากิน อย่างน้อยมีอยู่มีกิน ไม่อดอยาก มีเหลือนำไปขายได้เงินมาก็ไม่ยากจน
คนไทยอยู่อย่างมีความสุข ประเทศก็อยู่อย่างมีความสุข







