posttoday
เซฟเฮเวนล่ม! บอนด์มะกันหมดขลัง

เซฟเฮเวนล่ม! บอนด์มะกันหมดขลัง

28 กันยายน 2558

ท่ามกลางสภาพความผันผวนของเศรษฐกิจโลก แม้แต่พันธบัตรและตราสารหนี้ซึ่งถือเป็นแหล่งลงทุนที่มีความผันผวนต่ำก็กำลังก้าวสู่ความเสี่ยงเช่นกัน

ท่ามกลางสภาพความผันผวนของเศรษฐกิจโลก แม้แต่พันธบัตรและตราสารหนี้ซึ่งถือเป็นแหล่งลงทุนที่มีความผันผวนต่ำก็กำลังก้าวสู่ความเสี่ยงเช่นกัน

ตลาดการซื้อขายพันธบัตรและตราสารหนี้ของสหรัฐ ถือเป็นแหล่งพักพิงเงินที่ใหญ่ที่สุดของนักลงทุนในยุคสมัยนี้ จากความผันผวนในตลาดหุ้น ซ้ำเดิมด้วยสภาพ“ตลาดหมี” ในสินค้าโภคภัณฑ์ จึงไม่น่าแปลกใจที่นักลงทุนทั่วโลกจะบ่ายหน้าเข้าหาตลาดตราสารหนี้ของสหรัฐ ซึ่งได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (เซฟเฮเวน) ที่สุดในยุคนี้

ตามข้อมูลจากสมาคมอุตสาหกรรมหลักทรัพย์และตลาดการเงิน (ซีฟมา) ตลาดตราสารหนี้ของสหรัฐถือเป็นหนึ่งในตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก จากการประเมินเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา มูลค่าตลาดสูงถึง 39.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว

เท่ากับว่ามีขนาดใหญ่กว่าตลาดหุ้นสหรัฐ 1 เท่า และใหญ่เกือบเป็น 2 เท่าของตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก 5 แห่งรวมกัน คือ ตลาดหุ้นในญี่ปุ่น จีน และยุโรป

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้น เนื่องจากสินทรัพย์ประเภทตราสารหนี้ขึ้นชื่อมานานในฐานะสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูง เหมาะสำหรับเป็นแหล่งพักเงินในช่วงเศรษฐกิจขาลง ปัจจุบันการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนได้จุดชนวนให้เกิดสภาพบรรยากาศการลงทุนที่ซึมเซาไปทั่วโลก รวมถึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งไหลลงตามราคาน้ำมันไปติดๆ ทำให้กองทุนเก็งกำไรราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลายแห่งขาดทุนไปตามๆ กัน

ท่ามกลางสภาพแบบนี้ จึงเหลือแต่ตลาดพันธบัตรเท่านั้นที่พอจะเป็นแหล่งพักพิงไม่ให้พอร์ตการลงทุนลดค่าลงจากการถูกเงินเฟ้อกินหรือการขาดทุน

กอปรกับการส่งสัญญาณของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ผู้ทรงอิทธิพลในระบบการเงินโลก ที่ประกาศจะให้มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้อย่างแน่นอน กลายเป็นลมส่งให้ตลาดตราสารหนี้เมืองลุงแซมเคลื่อนไหวอย่างคึกคักมาตั้งแต่ช่วงต้นปี

การปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี จึงเป็นที่น่าจับตาไม่น้อยทีเดียว เพราะอีกนัยหนึ่งหมายความว่าเฟดกำลังจะพลิกกลับทิศทางนโยบายทางการเงินให้กลับมาเป็นแบบเข้มงวดอีกครั้ง หลังจากที่ดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมาตลอดหลังช่วงวิกฤตซับไพรม์ปี 2008-2009

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางแนวโน้มว่าดอกเบี้ยเฟดจะปรับขึ้นในปีนี้อย่างแน่นอน เมื่อวันที่ 18 ก.ย.ที่ผ่านมา เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟด ก็ประกาศผลการประชุมช็อกโลก ว่า ทางเฟดยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งที่ผ่านมา หักปากกาเซียนกันไปหลายแท่งเลยทีเดียว

แม้ท้ายที่สุด เยลเลน จะยืนยันว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยจะมีขึ้นภายในปีนี้อย่างแน่นอน แต่แรงสั่นสะเทือนก็ส่งไปถึงตลาดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เนื่องจากผลตอบแทนพันธบัตรเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับอัตราดอกเบี้ย การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเท่ากับว่าผลตอบแทนในตลาดพันธบัตรจะปรับขึ้นตามไปด้วยดังนั้น เมื่อเฟดตัดสินใจชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยออกไปก่อน เท่ากับผลตอบแทนจะไม่เพิ่มขึ้นอย่างที่นักลงทุนคาดการณ์กันไว้ ซึ่งเท่ากับเป็นการเขย่าตลาดครั้งใหญ่เลยทีเดียว

ปัญหาขณะนี้จึงอยู่ที่ทุนที่ไหลเข้าตลาดพันธบัตรไปก่อนหน้านี้ ทำให้ตลาดพันธบัตรใหญ่ขึ้นมาก โดยสาเหตุหลักๆ การที่สถาบันการเงินตั้งกองทุนตราสารหนี้ขึ้นมาใหม่จำนวนมากเพื่อเกาะกระแสในช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งการประกาศคงอัตราดอกเบี้ยของเฟดกลายเป็นแรงกระตุ้นที่จะทำให้นักลงทุนรายย่อยขายหน่วยลงทุนทิ้ง

วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานอ้างเจ้าหน้าที่หน่วยงานกำกับดูแลตลาดการเงินของสหรัฐหลายราย ซึ่งแสดงความกังวลว่าสภาพตลาดผันผวนขาลงอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อาจกระตุ้นให้นักลงทุนขายหน่วยลงทุนในกองทุน ซึ่งจะสร้างแรงกดดันให้กองทุนต้องขายตราสารหนี้ที่ถืออยู่เป็นเงินสด

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ให้เกิดแรงเทขายทั่วตลาดในที่สุด ดังนั้นหลังเฟดประกาศคงอัตราดอกเบี้ย ซึ่งสร้างความผิดหวังให้บรรดานักลงทุนอย่างยิ่ง จึงกลายเป็นการสร้างความเสี่ยงให้ตลาดตราสารหนี้มากขึ้น

จากข้อมูลของสถาบันบริษัทการลงทุน นับตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา มีเม็ดเงินกว่า 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในรูปแบบกองทุนรวมพันธบัตรสหรัฐ และกองทุนอีทีเอฟ  ไหลเข้าลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐบาลท้องถิ่น เปรียบเทียบกับการลงทุนในกองทุน ซึ่งลงทุนในหุ้นอยู่ที่ราว 8.29 แสนล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น

นอกจากนี้ การออกตราสารหนี้ของภาคเอกชนซึ่งไม่เคยสูงเกิน 1.47 แสนล้านเหรียญสหรัฐ นับตั้งแต่ปี 1996 กลับทะลุเพดานได้เมื่อปี 2010 ที่ผ่านมาเช่นกัน ถึงแม้ความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้ยังน้อยอยู่ก็ตาม

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเท่ากับว่า สหรัฐต้องแบกรับภาระหนี้ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายใน (จีดีพี) เพิ่มสูงขึ้น  ตามการประเมินของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (บีไอเอส) สัดส่วนหนี้ทั้งจากภาครัฐ ภาคครัวเรือน รวมไปถึงภาคเอกชน อยู่ที่ระดับ 239% ต่อจีดีพี จากเดิมซึ่งอยู่ที่ราว 218% ต่อจีดีพี เมื่อปี 2007

แน่นอนว่า การพูดเรื่องผิดนัดชำระหนี้กับสหรัฐถือเป็นเรื่องที่ดูถูกประเทศมหาอำนาจโลกรายนี้เป็นอย่างยิ่ง ผู้กุมบังเหียนการเงินโลกไว้ในมือทั้งหมด ตราบใดที่สหรัฐยังคงเป็นผู้ออกเสียงส่วนใหญ่ในไอเอ็มเอฟ และการซื้อขายน้ำมันซึ่งเป็นปัจจัยสำหรับการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจทุกอย่างยังคงต้องทำผ่านสกุลเงินเหรียญสหรัฐ ก็ต้องยอมรับว่ายากมากที่เมืองลุงแซมจะผิดนัดชำระหนี้ เพราะสามารถพิมพ์เงินออกมาได้เรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม การลุกขึ้นมาปฏิวัติวงการการเงินโลกของจีนด้วยการตั้งสถาบันการเงินระหว่างประเทศเป็นของตนเองอย่างธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (เอไอไอบี) และการผลักดันเงินหยวนให้เป็นหนึ่งในสกุลเงินหลักของโลก ก็นับว่าน่ากลัวสำหรับสหรัฐไม่น้อย ที่อิทธิพลในการกุมบังเหียนโลกการเงินจะต้องเปลี่ยนมือไปอยู่ที่จีนมากขึ้น

และเมื่อวันนั้นมาถึงความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ของสหรัฐก็ไม่ใช่เรื่องเกินจริงอีกต่อไป ซึ่งเจ้าหนี้รายใหญ่ของสหรัฐก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นจีนนั่นเอง

กลับมาที่ตลาดพันธบัตรสหรัฐอีกครั้ง หนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัลยังระบุไว้ในตอนท้ายอีกว่า อัตราความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นกับตลาดพันธบัตรสหรัฐเท่านั้น แต่ต้องถือว่าเกิดขึ้นกับตลาดทั่วโลก แม้แต่ตลาดพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีอายุ 10 ปี ซึ่งถือว่าเป็นพันธบัตรที่มีความผันผวนต่ำมาก ยังเริ่มส่งสัญญาณของความผันผวนให้เห็นกันแล้ว ถึงแม้จะไม่มีข่าวความเคลื่อนไหวขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับตลาดก็ตาม

การตัดสินใจเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้ตราสารหนี้สหรัฐซึ่งเป็นสินทรัพย์ซึ่งถือเป็นเซฟเฮเวนแหล่งสุดท้ายของปีนี้ เสื่อมคลายมนต์เสน่ห์ไปในที่สุด ต้องยอมรับว่าขณะนี้แทบไม่เหลือสินทรัพย์ที่สามารถเป็นแหล่งพักเงินได้อีกต่อไป นับว่าน่าจับตาไม่น้อยทีเดียวว่าทุนโลกจะไหลไปที่ไหนต่อ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท