posttoday
เตือนสติ คสช. เลือก ‘มีชัย’ คิดให้ดี

เตือนสติ คสช. เลือก ‘มีชัย’ คิดให้ดี

28 กันยายน 2558

โดย...สุวนันท์ มั่นศรี ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

โดย...สุวนันท์ มั่นศรี ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

การเมืองไทยสัปดาห์นี้ ประเทศไทยจะได้เห็นว่าคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จำนวน 21 คน ที่จะมาทำหน้าที่เขียนร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีหน้าตาออกมาเป็นอย่างไร ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเวลานี้เหลือตัวเต็งประธาน กรธ.เพียง 2 คน คือ “มีชัย ฤชุพันธุ์” อดีตประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และ “อานันท์ ปันยารชุน” อดีตนายกรัฐมนตรี

อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ในฐานะผู้มีความผูกพันทางความทรงจำกับผู้ทรงคุณวุฒิข้างต้นทั้งสองท่านจากเหตุการณ์พฤษภาปี 2535 ให้สัมภาษณ์กับโพสต์ทูเดย์ไว้อย่างน่าสนใจ

อดุลย์ เริ่มทบทวนความจำว่า อาจารย์มีชัยมีความเก่งในเรื่องของกฎหมายและทำงานร่วมกับคณะรัฐประหารมาหลายสมัย โดยเฉพาะเคยร่างรัฐธรรมนูญที่เปิดทางให้มีนายกรัฐมนตรีจากคนนอกจนเกิดเหตุการณ์พฤษภา 35 ดังนั้นความเก่งในทางกฎหมายของอาจารย์มีชัยอาจไม่ใช่สำหรับสังคมไทย เพราะเวลานี้ประชาชนในสังคมมีการพัฒนาไปมาก จะมาเขียนรัฐธรรมนูญแบบลับลวงพรางไม่ได้ ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ต้องจัดทำในอนาคตนั้นไม่ได้สภามากลั่นกรอง เพราะเขียนเสร็จต้องส่งประชาชนลงประชามติทันที ลองคิดดูว่าหากประชามติไม่เห็นด้วยจะเกิดอะไรขึ้น

“คสช. (คณะรักษาความสงบแห่งชาติ) ต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะอำนาจการเลือกอยู่ที่ คสช. ซึ่งท่านมีชัยเก่งแน่นอน แต่อาจจะไม่เหมาะ ต้องบอกพวกเราญาติวีรชนพฤษภาไม่คิดรื้อฟื้นอะไรทั้งสิ้น แต่อยากขอวิงวอนท่านมีชัยด้วย ไม่ได้ค้านหรอก แต่หากอะไรจะสร้างปัญหาในอนาคต สงสารญาติวีรชนเถอะ พวกเราไม่ได้ต้องการรื้อฟื้น”

ขณะที่อดุลย์ให้มุมมองเกี่ยวกับอดีตนายกฯ อานันท์ ว่า ตอนท่านเข้ามาเป็นนายกฯ ท่านก็ได้ปลดผู้นำกองทัพที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความรุนแรง ซึ่งทำให้ประชาชนไว้วางใจในการทำงานของรัฐบาลในขณะนั้น โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่สูญเสียจากเหตุการณ์ปี 2535 อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน คสช.จะไปเชิญท่านมาได้หรือไม่

“ท่านมีความเป็นตัวตนสูง แต่ท่านรู้ทั้งหมดว่าอะไรเป็นอะไร ประคองเหตุการณ์ครั้งก่อนที่เกิดรัฐประหารได้ ที่ประชาชนยังฝังใจ และหากเป็นคนนี้สังคมจะยอมรับทุกฝ่าย ข้อกังหาจะไม่มี ผมได้คุยกับทุกฝ่าย ทั้งคุณจตุพร พรหมพันธุ์ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคเพื่อไทย ทุกคนพูดเหมือนกันหมดว่ายอมรับคุณอานันท์ เพราะเคยมีผลงานจากการทำรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ที่หลายคนยอมรับ ทุกฝ่ายโอเคหมด อยู่ที่ คสช.ว่าจะเชิญได้หรือไม่ ผมเชื่อว่าท่านไม่ได้เป็นคนที่พูดยาก แต่ควรพูดให้ท่านเข้าใจ” อดุลย์ ระบุ

ถ้าอาจารย์มีชัยหรืออดีตนายกฯ อานันท์ มาทำหน้าที่ประธาน กรธ. จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีความแตกต่างอย่างไร? อดุลย์ วิเคราะห์ว่า ถ้าเป็นอาจารย์มีชัยมาเป็นประธาน ก็มองว่าประชาชนอาจมีความสงสัยว่าจะได้รับสิทธิเสรีภาพหรือไม่ และเมื่อไปสู่การทำประชามติ จะมีการทำให้ประชาชนไว้วางใจอย่างไร ซึ่งแบบนี้การทำประชามติจะผ่านได้ยาก และเมื่อประชามติไม่ผ่าน ทุกภาคประชาชนก็จะวุ่นวาย คสช.ก็ต้องรับผิดชอบ

อดุลย์ ระบุอีกว่า หากเป็นอดีตนายกฯ อานันท์ มาเป็นประธาน ต่างประเทศจะให้การยอมรับ และน่าจะมีการคืนอำนาจให้ประชาชน และไม่เกิดวิกฤตเหมือนที่ผ่านมา รวมไปถึงจะเกิดการสร้างความปรองดอง เพราะแต่ละฝ่ายล้วนแล้วแต่ยอมรับความเป็นกลางของอดีตนายกฯ คนนี้

“คสช.มีสิทธิจะก้าวลงเวทีอย่างวีรบุรุษ ถ้าท่านผิดพลาด ท่านจะได้รับในสิ่งที่เป็นตรงกันข้ามทันที เพราะที่ผ่านมาไม่มีการรัฐประหารครั้งใดที่จะก้าวลงจากเวทีอย่างสง่างาม ดังนั้นผมได้เฝ้าดู สัมผัส กล้าพูดได้เลยว่าได้เห็น คสช.ที่มีลักษณะไม่คล้ายที่ผ่านมา การที่ คสช.ใช้มาตรา 44 ประชาชนก็ยินดีไม่ไล่ลง แสดงว่าก็ยังพอใจอยู่ บ้านเมืองสุขสงบลง”

ขณะเดียวกัน อดุลย์ ในฐานะอดีตกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ยังมองถึงท่าทีของรัฐบาลภายหลังรับข้อเสนอการสร้างความปรองดองไปแล้วว่า เมื่อเดือนที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เริ่มพูดถึงความปรองดองแล้ว โดยสื่อว่าจะปรองดองอย่างไม่มีหลักเกณฑ์ไม่ได้ ทุกคนต้องผ่านกระบวนการกฎหมาย ภายใต้หลักสากลทั่วโลกที่กำหนดไว้ 4 อย่าง คือ 1.ค้นหาความจริง 2.มีการลงโทษ 3.มีการเยียวยา 4.การนิรโทษกรรม โดยคนที่ใช้อำนาจคือผู้นำรัฐบาล แต่การนิรโทษกรรมจะเกิดได้เมื่อประชาชนเห็นด้วยเป็นส่วนใหญ่

มีหลายกรณีที่หน่วยงานความมั่นคงเชิญผู้แสดงความคิดเห็นที่แตกต่างมาปรับทัศนคติ จะถือว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อการสร้างความปรองดองหรือไม่? อดุลย์ ตอบว่า รัฐบาลและ คสช.ต้องปรับท่าทีและเปิดกว้างสังคมให้มีการแสดงออก เพราะในสังคมประชาธิปไตยต้องเสรี ไม่ลิดรอนสิทธิคนอื่น ถ้ามอง คสช.ด้วยความเข้าใจ ที่มาจากกองทัพทหาร ในมุมมองคือคำสั่งถือเป็นเด็ดขาด แต่จะใช้กับประชาชนทั่วไปที่เคยชินกับระบอบประชาธิปไตยคงไม่ได้ เพราะไม่ว่ารัฐบาลไหนก็โดนวิพากษ์วิจารณ์อยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องที่ คสช.ต้องเข้าใจ

“ความสำเร็จที่ท่านมายึดอำนาจยุติความรุนแรงประสบผลสำเร็จสูงมาก ไม่ควรต้องกังวลกับเรื่องแบบนี้อีก เพียงแต่ที่เป็นห่วงคือ เอกลักษณ์ของนายกฯ ที่พยายามจะปรามจนดูก้าวร้าว ผมก็เคยเตือนหลายครั้งว่าต้องระวังพูดให้น้อยลง ประเทศไทยไม่ใช่กองทัพไทย ต้องระวังการพูดจาไม่ถูกหูของประชาชน ต้องเข้าใจประเพณีวัฒนธรรมของไทยด้วย อีกทั้งผมก็อยากจะบอกคนที่คัดค้านว่าต้องเข้าใจท่านนายกฯ ว่าตลอดชีวิตของการเป็นทหาร ท่านก็ต้องพูดแบบการเป็นทหาร แต่ยังถือว่าท่านใช้การเผด็จการน้อยมาก” อดุลย์ กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ