
นายกฯกล่าวถ้อยแถลงย้ำไทยเดินหน้าบริหารจัดการน้ำครบวงจร
นายกรัฐมนตรีกล่าวถ้อยแถลงระบุไทยเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำครบวงจร เพื่อบรรลุเป้าหมายวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน
นายกรัฐมนตรีกล่าวถ้อยแถลงระบุไทยเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำครบวงจร เพื่อบรรลุเป้าหมายวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน
เมื่อวันที่ 27 ก.ย. เวลา 07.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ อาคารสำนักงานใหญ่ องค์การสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถ้อยแถลงในหัวข้อ "Catalysing Implementation and Achievement of the Water Related SDGs” ซึ่งประเทศไทยได้ร่วมกับสาธารณรัฐทาจิกิสถานได้จัดกิจกรรมคู่ขนานระดับสูงกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ และประเทศสมาชิกกลุ่มน้ำ Steering Committee of the Group of Friends of Water เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำอย่างทั่วถึงประชาชนทุกสาขา
พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกฯ กล่าวถ้อยแถลงว่า ตลอดในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา การดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษได้ช่วยให้ประชาชนทั่วโลกสามารถเข้าถึงน้ำและมีการสุขาภิบาลที่ดีขึ้น และได้มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านน้ำ
ทั้งนี้ ในวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนปี พ.ศ. 2573 ที่ผู้นำประเทศต่างๆ ได้ให้การรับรองเมื่อสองวันก่อน จะสานต่อการดำเนินการ และขับเคลื่อนความพยายามของประชาคมโลกในการดำเนินการด้านน้ำที่ครอบคลุมมากขึ้น ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อ 6 ซึ่งนอกจากจะเข้าถึงการมีน้ำดื่มที่ปลอดภัยและสุขาภิบาลที่พอเพียงแล้ว ยังให้ความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพน้ำและการบริหารจัดการน้ำเสีย การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การบริหารจัดการน้ำอย่างมีบูรณาการ และการปกป้องและฟื้นฟูระบบนิเวศที่เกี่ยวกับน้ำ
ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการดำรงชีพมาโดยตลอด โดยคำนึงถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับน้ำ เช่น น้ำท่วม น้ำแล้ง และน้ำเสีย รัฐบาลเห็นถึงความสำคัญของการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการและครอบคลุม เพื่อให้เกิดความยั่งยืนและมีความต่อเนื่องในการดำเนินการ พร้อมทั้งได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และแนวพระราชดำริด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมาดำเนินการ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม ความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน กับการรักษาสิ่งแวดล้อม
"ปีนี้ รัฐบาลได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 12 ปี (พ.ศ. 2558 – 2569) เพื่อวางกรอบการดำเนินการอย่างเป็นระบบครบวงจร เน้นการมีส่วนร่วมและความร่วมมือของภาคประชาชนในแต่ละท้องถิ่น และอยู่ระหว่างการจัดทำพระราชบัญญัติน้ำ ซึ่งจะเป็นกฎหมายที่ควบคุมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำได้ในทุกมิติ"พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ฯ ดังกล่าว ไทยจะดำเนินการบริหารจัดการน้ำอย่างครบวงจรใน 3 ระดับ ได้แก่ การจัดการแหล่งน้ำ เน้นการอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมและป้องกันการพังทลายของดิน ซึ่งมีส่วนในการรักษาระบบนิเวศและสร้างสมดุลทางธรรมชาติ อีกทั้ง มีแผนการผันน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติมากักเก็บไว้เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำระยะยาว เพื่อสร้างความมั่นคงทางน้ำให้กับประเทศ
รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายให้ทุกหมู่บ้านกว่า 7,000 หมู่บ้านทั่วประเทศมีน้ำสะอาดอุปโภคบริโภคภายในปี พ.ศ. 2560 เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีพของประชาชนทั้งภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญทางเศรษฐกิจของประชาชนในชนบทของไทย มีการสร้างความมั่นคงของน้ำสำหรับภาคการผลิต โดยจัดหาและพัฒนาแหล่งน้ำให้เพียงพอ ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการรักษา และบริหารจัดการความต้องการในการใช้น้ำให้ครอบคลุม มีประสิทธิภาพ และให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงการสร้างสมดุลระหว่างการอุปโภคบริโภค ในภาคครัวเรือน ภาคเกษตรกรรม และอุตสาหกรรม นอกจากนี้ รัฐบาลได้เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโดยปรับปรุงฐานข้อมูลด้านน้ำและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องให้มีเอกภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ในการบริหารจัดการน้ำเสีย จะลดน้ำเสียจากแหล่งกำเนิด และเพิ่มประสิทธิภาพระบบบำบัดน้ำเสีย รวมทั้งควบคุมการรุกตัวของน้ำเค็ม
นายกฯกล่าวอีกว่า รัฐบาลยังได้ให้ความสำคัญต่อการป้องกัน และลดผลกระทบจากภัยพิบัติที่เกี่ยวกับน้ำ ผ่านมาตรการเชิงรุก อาทิ การพัฒนาพื้นที่รับน้ำนอง ตามแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่เรียกว่าโครงการ “แก้มลิง” สำหรับชะลอน้ำหลากเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วม และสามารถเก็บกักน้ำไว้ใช้ในยามแล้งได้อีกทางหนึ่งด้วย รวมถึงการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ด้วยการปรับตัวและเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติที่เกี่ยวกับน้ำ โดยขุดลอกคูคลองและหลีกเลี่ยงการปลูกสร้างอาคารบ้านเรือนขวางทางน้ำไหล
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากน้ำไม่สามารถรับรู้ถึงพรมแดนที่มนุษย์สร้างขึ้นได้ ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องน้ำในทุกระดับจึงเป็นสิ่งจำเป็น ดังนั้น ไทยได้ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำข้ามพรมแดนเสมอมา และได้ดำเนินการผ่านกรอบระดับอนุภูมิภาค เช่นคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง จัดตั้งขึ้นเพื่อป้องกันความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้น นอกจากนี้ เมื่อปี พ.ศ.2556 ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับผู้นำด้านน้ำแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 2 ที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งที่ประชุมได้ย้ำถึงความสำคัญของน้ำในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนผ่านปฏิญญาเชียงใหม่
นายกฯกล่าวว่า น้ำคือชีวิต น้ำคือความอยู่รอดของมนุษยชาติ น้ำเกี่ยวข้องกับทุกคนไม่ว่าจะยากดีมีจนจะอยู่ในเมืองหรือชนบท ดังนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และทุกคนในการบริหารจัดการน้ำ และใช้ทุกโอกาสเพื่อผลักดันให้น้ำเป็นกลไกสร้างความร่วมมือ เพื่อความกินดีอยู่ดี การเติบโตของเศรษฐกิจ ตลอดจนความสมดุลของระบบนิเวศอย่างยั่งยืนต่อไป







