
ปฏิเวธธรรมนำสุวรรณภูมิเรืองรอง เมื่อชาวพุทธมีภราดรภาพ
โดย...สมาน สุดโต
โดย...สมาน สุดโต
การเสวนาปฏิเวธธรรม นำสุวรรณภูมิเรืองรอง ตามโครงการพุทธพลิกสุวรรณภูมิ นำโดยชมรมโพธิคยา 980 ที่โรงแรมโซฟีเทล อังกอร์ โภคีธรา กอล์ฟ & สปา รีสอร์ท จังหวัดเสียมราฐ ราชอาณาจักรกัมพูชา เป็นตอนที่ 2 หลังจากผู้นำพระพุทธศาสนาในสุวรรณภูมิได้แสดงทัศนะต่างๆ เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในแต่ละประเทศ
ทัศนะจากวิทยากร
ตอนนี้ว่าด้วยทัศนะจากวิทยากรที่ขึ้นเวทีเสวนา 6 ท่านด้วยกัน ได้แก่ พระธรรมวรนายก ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ดร.ขิ่น ชเว สมาชิกวุฒิสภาแห่งสหภาพเมียนมา สุภชัย วีระภุชงค์ เลขานุการชมรมโพธิคยา 980 พล.อ.ยศนันท์ หร่ายเจริญ หัวหน้าสำนักงานประสานงานชายแดน ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก สุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวนสำนักงานอัยการสูงสุด และสมาน สุดโต (ผู้เขียน) ที่ปรึกษากองบรรณาธิการ นสพ.โพสต์ทูเดย์ ในฐานะสื่อมวลชน ซึ่งแต่ละท่านชี้มุมมองในทางบวกเพื่อผลักดันให้พระพุทธศาสนาเชื่อมสุวรรณภูมิ
ทัศนะของนักธุรกิจ
สุภชัย นักธุรกิจที่ทำธุรกิจในสุวรรณภูมิต่อเนื่องมายาวนาน25 ปี และยังจะทำต่อไป กล่าวว่า ประชาชนในสุวรรณภูมิ ทั้งไทย สปป.ลาว กัมพูชา เมียนมา และเวียดนาม มีพื้นฐานทางประเพณี แนวคิด และวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกัน เพราะนับถือพระพุทธศาสนา เหมือนมีพ่อคนเดียวกันคือพระพุทธเจ้า แต่ที่ทำให้คนแต่ละประเทศแตกต่างกันคือค่านิยม ที่ประจักษ์ว่ามาบูชาวัตถุนิยมมากกว่าคุณธรรม ไม่เชื่อเรื่องกรรม เรื่องทำดีทำชั่ว ในขณะที่โลกาภิวัตน์ถาโถม ทำให้สังคมเกิดความเสื่อม หากมองดูวัยรุ่นคนรุ่นใหม่ จะพบว่า เขาเชื่อพรหมลิขิต ติดยา บ้าแบรนด์เนม ติดเกม และกลัวผี
ปัญหาเหล่านี้เป็นหน้าที่ของพระสงฆ์ หรือพระธรรมทูตทั้งหลายที่มาประชุมกันที่เสียมราฐนี้ ช่วยให้พวกเขามีสติ และเกิดปัญญา เพื่อเขาจะได้เดินถูกทางตามหลักปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ
ทัศนะของทหาร
ในมุมมองของนายทหารฝ่ายยุทธการ พล.อ.ยศนันท์ ได้ยกตัวอย่างปัญหาที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต จากปัจจัยภายนอก คือ เงื่อนไขความขัดแย้งในยุคสงครามเย็น ระหว่างโลกเสรีกับคอมมิวนิสต์ ปัญหาประชาธิปไตย หลังกำแพงเบอร์ลินถูกทำลายสิ้นสุดสงครามเย็น ทุกประเทศใช้ศักยภาพด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม
ส่วนปัจจัยภายใน เกิดจากความยากแค้นทางจิตใจ ยากไร้ทางวัตถุ ซึ่งเป็นปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ด้วย “การทหาร” เพียงอย่างเดียว
แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อแก้ไขความยากแค้นทางจิตใจ ยากไร้ทางวัตถุ คือ หลักพระพุทธศาสนา
พล.อ.ยศนันท์ ชี้ให้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกภูมิภาคทั่วโลก เกิดจากการปะทะกันของความเชื่อสุดโต่ง ระหว่าง “มุสลิมสุดโต่ง” กับ “ทุนนิยมสุดโต่ง” โดยยกตัวอย่างความขัดแย้งที่ “ศรีลังกา” พุทธสิงหลปะทะกับกลุ่มทมิฬ เกิดกลุ่ม DBI (Death is better than life) พวกนี้จะใช้ระเบิดฆ่าตัวตายในการทำลายฝ่ายตรงข้าม
นายทหารฝ่ายยุทธการ เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า หมอรักษาคน นักกฎหมายรักษาสังคม พระคุณเจ้ารักษาคน อำนาจที่มีประสิทธิภาพสูงสุด คือ “ปัญญา” เพื่อขจัดปัญหา
สิ่งที่จะเชื่อมโยงสุวรรณภูมิเข้าด้วยกัน คือ “ปัญญา” เพื่อให้เกิด “ภราดรภาพ” ความเป็นพี่น้อง
การสร้างความมั่นคง และความมั่งคั่ง ต้องใช้พุทธปัญญา โดยอาศัยหลักอริยสัจ 4 เหตุแห่งทุกข์,หลักอิทัปปัจจัยตา คือ หลักแห่งเหตุและผล
สว.พม่า
ดร.ขิ่น ชเว ได้เล่าถึงความเป็นมาของพระพุทธศาสนาในเมียนมายุคก่อนได้เอกราช มีทั้งยุคที่เรืองรอง และยุคที่เสื่อมถอย หลังจากเมียนมาได้รับเอกราช เมียนมามีชนเผ่าถึง 100 ชนเผ่า ศาสนาไปไม่ทั่วถึง ส่วนใหญ่ชาวเมียนมานับถือศาสนาคริสต์ ผู้ที่นับถือศาสนาพุทธยังมีจำนวนไม่มาก สถานะของ
เมียนมาอยู่ในภาวะยากจน การฟื้นฟูพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องที่ต้อง
ใช้เวลา
สมาชิกวุฒิสภาแห่งสหภาพเมียนมา ซึ่งทำงานด้านศาสนาและสาธารณกุศล ใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะฟื้นฟูให้ชาวเมียนมาหันมานับถือศาสนาพุทธถึง 10 ล้านคน โดยพระสงฆ์ของเมียนมาค่อนข้างเคร่ง มีเพียง “จีวร” และ “บาตร” ไม่ฉันเพล
แนวทางการเผยแผ่ศาสนาพุทธในเมียนมายึดหลัก ปริยัติ (สร้างสระน้ำ) ปฏิบัติ (เทน้ำ) และปฏิเวธ (การเกิดดอกบัวเบ่งบานในสระ)
นักกฎหมาย
คุณสุรศักดิ์ ชี้ให้เห็นสถิติทางคดีร้ายแรงที่มีโทษจำคุก 10 ปีขึ้นไป จะเป็นคดีค้ายาเสพติด ค้ามนุษย์ ฉ้อโกง ลักลอบตัดไม้ ซึ่งเป็นปัญหาที่มีผลกระทบด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม
ปัญหาที่ว่านี้เกิดจาก กิเลส โลภ โกรธ หลง วัตถุนิยม ขาดคุณธรรมจริยธรรม บางคดีที่เกิดขึ้นมีความซับซ้อน เพราะมี “องค์กรข้ามชาติ” เข้ามาเกี่ยวข้อง
อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด ระบุว่า พระสงฆ์ต้องมีบทบาทชี้นำสังคม สอนให้ลด ละ จากกิเลส แม้กระบวนการยุติธรรมจะต้องใช้เวลาในการพิจารณาคดี แต่ “กฎแห่งกรรม” นั้นยุติธรรมเสมอ ขอให้ยึดหลัก ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว มีคุณธรรม จริยธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้
สื่อมวลชน
ผู้เขียนได้รับเกียรติให้ขึ้นเวทีด้วย ได้เล่าให้พระคุณเจ้าฟังว่าตนนั้นภูมิใจในความเป็นชาวพุทธ พร้อมทั้งเล่าว่า เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้อริยสัจ 4 ทรงใช้เวลา 45 ปี ประกาศพระพุทธศาสนา ได้คำสอนที่ประมวลไว้ในพระไตรปิฎก รวมถึง 8.4 หมื่นพระธรรมขันธ์ คำสอนของพระพุทธองค์ โดยย่อ ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา และแบ่งการสืบทอดออกเป็นคันถะธุระและวิปัสสนาธุระ โดยมีพุทธบริษัท 4 ทำหน้าที่ถ่ายทอดกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่าเป็นเวลา 2,600 ปี ที่ยั่งยืนอยู่ได้จนถึงปัจจุบัน ถาวรตลอดในอนาคต เพราะคำสอนของพระพุทธองค์เป็นมรรควิธี ช่วยให้ชีวิตมีความสุขและความเจริญ เช่น ศีล 5 นั้นเป็นหลักที่สร้างทั้งความสงบ สันติและเมตตาในครอบครัว สังคม ตลอดถึงชุมชนของโลก
เมื่อชมรมโพธิคยา 980 มุ่งมั่นในการผลักดันให้พระพุทธศานาเป็นหลักในการสานสัมพันธ์ ประชาคมในสุวรรณภูมินั้นมีความเป็นไปได้ เมื่อพุทธมามกะมีความเป็นพี่น้อง ทำงานร่วมกันทั้งพระสงฆ์และฆราวาส แลกเปลี่ยนทัศนคติ จะทำให้กงล้อแห่งธรรมหมุนเคลื่อนไปได้แน่นอน
ทัศนะของพระเถระ
พระธรรมวรนายก ประธานโครงการส่งเสริมพระสงฆ์ไปศึกษาและปฏิบัติธรรมเชิงลึก ณ แดนพุทธภูมิ ผู้ได้รับยกย่องจากสื่อมวลชนไทยว่า เป็น “นักปราชญ์แห่งธรรม” กล่าวว่า พระพุทธศาสนา ช่วยพลิกชีวิต และความเป็นอยู่ของชาวสุวรรณภูมิในอดีตไกลโพ้น จากการนับถือผี มีลักษณะดุร้าย เป็นอันธพาลปุถุชน “แย่งอาหารกันกิน แย่งแผ่นดินกันอยู่ แย่งคู่กันสมสู่ แย่งอำนาจกันครอง” กลายมาเป็นอารยชน คนมีศาสนาในปัจจุบัน สุดท้ายท่านว่าจะให้สุวรรณภูมิกลับมาเป็นเมืองพุทธ ชาวพุทธทั้งมวลต้องช่วยกันสร้างสังคมมีศีล เรียน ปริยัติ เข้าสู่การปฏิบัติ และปฏิเวธ ปรากฏแน่นอน
ปฏิเวธธรรม จะทำให้สุวรรณภูมิเรืองรอง ชาวพุทธต้องมีความเป็นภราดรภาพ และนำศีล 5 พัฒนาชีวิต







