
รัฐธรรมนูญฉบับข้าวนอกนา(3)
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
วันนี้อยากแนะนำผู้เชี่ยวชาญเรื่องรัฐธรรมนูญท่านหนึ่ง
ด้วยเหตุที่อยากจะเขียนรัฐธรรมนูญคู่ขนานไปกับ “รัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่มแป๊ะ” ของคณาจารย์ด้านรัฐศาสตร์กลุ่มหนึ่ง พวกเราจึงมีการนัดประชุมอภิปรายในวงข้าววงกาแฟเป็นระยะ 3 คนบ้าง 4 คนบ้าง แต่ถ้ามีเกิน 5 คนก็ต้องแยกไปประชุมเป็น 2 ที่ เพราะมีนักวิชาการในหมู่พวกเราบางคนไม่อยากเสี่ยงกับการ “ท้าทายแป๊ะ” ซึ่งอาจจะต้องถูกนำไป “ปรับทัศนคติ” ได้ง่ายๆ
วานซืนมีพวกเราคนหนึ่งพูดถึง “ท่านอาจารย์อมร จันทรสมบูรณ์” แม้ว่าในวันนี้ท่านจะมีอายุถึง 85 ปี แต่สมองหรือสติปัญญาของท่านนั้นยังปราดเปรื่อง ซึ่งพวกเราทุกคนก็รู้จักท่านอาจารย์อมรเป็นอย่างดีทุกคน บางคนรู้จักลึกซึ้งถึงขั้นเป็น “ก้นกุฏิ” ก็นำเอาหนังสือเล่มใหญ่ชื่อว่า “ปฏิรูปการเมืองไทย : หลงทางหรือไร้จุดหมาย” ซึ่งพิมพ์เป็นอาจาริยบูชาในโอกาสที่ท่านอาจารย์อมรมีอายุครบ 84 ปี เมื่อปี 2557 มาเสนอในที่ประชุมเพื่อประกอบการเขียนรัฐธรรมนูญ
หนังสือเล่มนี้เป็นการรวบรวมบทความเกี่ยวกับการเมืองการปกครองไทย ตั้งแต่หลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2534 จนถึงการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 จึงนับว่ามีทั้งความ “ร่วมสมัย” และ “ทันสมัย” เป็นอย่างยิ่ง โดยที่เนื้อหาส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับปัญหาของการเมืองการปกครองไทย ที่ท่านอาจารย์อมรได้วิเคราะห์ได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง แต่ที่สำคัญคือมีความแม่นยำหรือถูกต้อง ไม่เพียงแต่จะคาดการณ์ได้อย่างมีเหตุผล แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามมาก็เป็นจริงตามการวิเคราะห์คาดการณ์นั้น ยิ่งไปกว่านั้นท่านก็ไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์แบบ “ตีหัวเข้าบ้าน” เพราะท่านได้เสนอแนะทางออกหรือวิธีแก้ไขปัญหาอย่างละเอียดเช่นกัน นั่นก็คือ “การเขียนรัฐธรรมนูญ” ให้สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้
ผู้เขียนขอนำ “บทอาจาริยบูชา” ในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเป็นการให้ภาพรวมที่น่าสนใจถึงความเป็น “ท่านอาจารย์อมร จันทรสมบูรณ์” ที่เขียนโดย ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ ที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นศิษย์ระดับ “ใต้ก้นกุฏิ” เพราะไม่เพียงแค่ได้ทำงานและร่วมงานมากับท่านอาจารย์อมรอย่างแนบแน่นต่อเนื่องยาวนาน ตั้งแต่ปี 2533 จนถึงทุกขณะนี้ แต่ยังได้เรียนรู้ซึมซาบถึงขั้นที่สามารถนำแนวคิดต่างๆ ของท่านอาจารย์อมรมาอธิบายได้อย่างถูกต้องชัดเจน
ท่านอาจารย์บรรเจิด สรุปให้เห็น “ความเป็นท่านอาจารย์อมร” ว่า ท่านอาจารย์อมรนี้ได้ทุ่มเทชีวิตทั้งชีวิตเพื่อการสร้างรัฐธรรมนูญที่จะแก้ปัญหาของประเทศไทย และนำประเทศไทยให้ก้าวหน้าและมั่นคงได้ โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า “สังคมวิทยาการเมือง” คือ การศึกษาสังคมแห่งความสัมพันธ์ของอำนาจด้วยวิธีการที่เป็นวิทยาศาสตร์ โดยยกตัวอย่างถึงสังคมวิทยาการเมืองในประเทศสหรัฐอเมริกา เยอรมนี ฝรั่งเศส เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ที่มีความมั่นคงแข็งแรงของรัฐธรรมนูญ และสามารถแก้ไขปัญหาทางการเมืองการปกครองของประเทศดังกล่าวนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างองค์ความรู้ให้วงวิชาการไทยได้ตระหนัก นำไปสู่การสร้างรัฐธรรมนูญของประเทศไทยด้วยวิธีการที่ประเทศเหล่านั้นนำมาใช้ ที่ท่านอาจารย์อมรเชื่อว่า “เป็นไปได้”
วิธีการแบบนี้ ก็คือ Constitutionalism ที่นักวิชาการบางท่านแปลเป็นไทยว่า “ลัทธิรัฐธรรมนูญนิยม” แต่ท่านอาจารย์อมรขอใช้คำทับศัพท์ว่า “คอนสติติวชั่นแนลลิสม์” เพราะวิธีการนี้ไม่ถึงขั้นเป็นปรัชญาหรือความเชื่ออันสมบูรณ์ที่จะเรียกว่าลัทธิได้ และการไปเรียกว่าเป็นปรัชญาหรือลัทธิก็จะยิ่งให้แนวคิดนี้มีลักษณะเป็นนามธรรมมากไป เพราะแนวคิดนี้เป็น “เครื่องมือ” ที่เอาไปใช้และปฏิบัติได้จริง มีลักษณะเป็นรูปธรรม มีตัวอย่างและวิธีปฏิบัติชัดเจน
ท่านอาจารย์อมรได้ศึกษาการปฏิรูปการเมืองของประเทศไทย ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยเปรียบเทียบกับการปฏิรูปในลักษณะเดียวกันของจักรพรรดิญี่ปุ่นในสมัยเมจิที่อยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน พบว่าการปฏิรูปของประเทศไทยแม้จะสำเร็จหลายเรื่องในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่ก็ไม่สืบเนื่องและยั่งยืน เนื่องมาจากสาเหตุ 2 ประการ สาเหตุประการแรก คือ ชนชั้นนำของไทยเห็นแก่ตัว ไม่ร่วมมือในการปฏิรูปกับรัชกาลที่ 5 ซึ่งความไม่ร่วมมือนี้เกิดด้วยสาเหตุประการที่ 2 คือ การขาดองค์ความรู้ ที่ชนชั้นนำของไทยไม่เอาธุระในการศึกษาหาความรู้ แม้รัชกาลที่ 5 จะได้นำสิ่งที่ท่านได้เห็นในการเสด็จเยือนยุโรปถึง 2 ครั้งมาถ่ายทอด แต่ก็มีน้อยคนที่จะเข้าใจถึงพระราชดำริทั้งหลายดังกล่าว ต่างจากญี่ปุ่นที่พระจักรพรรดิได้ส่งชนชั้นนำกลุ่มหนึ่งเดินทางไปยังประเทศตะวันตก คือ ยุโรปและสหรัฐอเมริกา จากนั้นก็มาวางแนวทางเป็นรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมกับญี่ปุ่น
ท่านอาจารย์อมรได้นำรัฐธรรมนูญของไทย ตั้งแต่ฉบับปี 2517 2521 2534 2540 และ 2550 มาทำการสังเคราะห์ (คือ การวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งแล้วสรุปรวมเป็นองค์ความรู้แบบรวบยอดที่ภาษาวิชาการ เรียกว่า Concept ที่หากต่อไปได้นำไปใช้ต่อจนพิสูจน์ความจริงขององค์ความรู้นั้นได้ก็จะกลายเป็น Theory หรือ “ทฤษฎี” หรือความจริงที่พิสูจน์แล้วนั่นเอง) จนพบว่านักวิชาการของไทยยังมีความอ่อนแอในความคิดเกี่ยวกับการปฏิรูปการเมืองนี้อยู่มาก โดยพิจารณาจากความล้มเหลวของรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับดังกล่าว แม้ว่านักวิชาการส่วนใหญ่ของไทยจะได้รับการศึกษาจากประเทศตะวันตกมาเป็นอย่างดี แต่ก็บกพร่องในการนำมาใช้ในสังคมไทย บางทีอาจจะเป็นเพราะความรู้ที่ชัดเจนถูกต้องเกี่ยวกับ “สังคมวิทยาการเมือง” ของสังคมไทย แต่ที่น่าตกใจ ก็คือ นักวิชาการของไทย “มีผลประโยชน์ทับซ้อน”
คือ การเขียนรัฐธรรมนูญเอาใจทหาร!
ตัวอย่างของรัฐธรรมนูญแบบนี้ คือ รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 (ที่เรียกกันว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนนั่นแหละ) ที่เขียนให้ สส.ต้องสังกัดพรรค แล้วให้พรรคนั้นคุม สส.อย่างเข้มงวด พร้อมกับการให้อำนาจแก่หัวหน้าพรรคอย่างล้นฟ้า โดยเฉพาะหากหัวหน้าพรรคพรรคนั้นได้เป็นนายกรัฐมนตรีก็จะใช้อำนาจนั้นอย่างล้นพ้นไปด้วย เพราะทหารต้องการให้มีการควบคุมพรรคการเมือง จะได้อาศัยพรรคการเมืองนั้นมาคุมนักการเมืองอีกทีหนึ่ง
ท่านอาจารย์อมรได้เขียนบทความเตือนไว้หลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนนั้นว่า จะนำไปสู่ “ระบบเผด็จการโดยพรรคการเมือง นายทุนในรัฐสภา” ซึ่งไม่นานก็เป็นจริงตามนั้น และได้กลายเป็น “ระเบิดปรมาณู” สู่สังคมไทยมาจนถึงทุกวันนี้
ท่านอาจารย์อมรไม่ได้ร่วมร่างรัฐธรรมนูญฉบับแป๊ะ จึงน่าจะเรียกได้ว่าเป็นคณะรัฐธรรมนูญฉบับข้าวนอกนาได้คนหนึ่ง โปรดติดตาม “งอกความคิด” ของท่านอีกสักตอนสองตอน







