
ว่าที่ปลัดมหาดไทย สวมบทประธานบริษัทดูแลประเทศ
ดีเดย์ 1 ต.ค. 2558 “กฤษฎา บุญราช” อธิบดีกรมการปกครอง จะขึ้นมาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย
ดีเดย์ 1 ต.ค. 2558 “กฤษฎา บุญราช” อธิบดีกรมการปกครอง จะขึ้นมาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย รับหน้าที่ผู้นำทัพในซีกฝั่งข้าราชการประจำ แน่นอนว่าไม่ได้ง่ายดั่งใจคิด แม้ว่ากฤษฎาจะเป็นลูกหม้อของกระทรวงมหาดไทยโดยแท้ เพราะเริ่มรับราชการครั้งแรกเมื่อปี 2522 แต่สถานการณ์การเมือง ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ว่าที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยฉายภาพแนวนโยบายในอนาคตว่า จะมอบหมายและเน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเข้าถึงประชาชน โดยลงไปยังพื้นที่ดูแลปัญหาภายในพื้นที่นั้นๆ หรือทำหน้าที่เป็นเหมือนผู้จัดการบริษัท บริหารจัดการในส่วนที่รับผิดชอบ แทนที่จะเอาแต่กำไรที่เป็นเงินมุ่งเข้าบริษัท แต่จะเป็นเรื่องการบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชนเป็นกำไรแทน
นอกจากนี้ จะนำประสบการณ์ผู้ว่าราชการจังหวัด 5 ปี มาทบทวนดูว่าการบริหารงานในพื้นที่จังหวัดนั้นๆ มีปัญหาใดบ้างที่ส่วนกลางไม่สามารถเข้าไปสนับสนุนได้ โดยจะพยายามเข้าไปสนับสนุน โดยสนับสนุนปัจจัยการบริหารทุกอย่างที่มีทั้ง เงิน งบ ระบบ คน เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถปฏิบัติงานได้คล่อง
“ผมเปรียบเหมือนเป็นประธานบริษัทที่จะต้องพร้อมสนับสนุนให้ผู้จัดการมีอำนาจหน้าที่ และเครื่องมือกลไกต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนการทำงานให้บริษัทเจริญรุ่งเรืองที่สุด”
จากนี้ไปการดำเนินงานของกระทรวงมหาดไทยจะต้องทำงานหลักใหญ่ๆ คือ การบริการประชาชน เช่น งานทะเบียนราษฎร ที่จะใช้เทคโนโลยีเข้ามาเข้ามาสนับสนุนในการทำงานให้สะดวกรวดเร็วมากขึ้น จะใช้ระบบออนไลน์คอมพิวเตอร์เข้ามาทำงาน เมื่อประชาชนไปติดต่องานราชการ ไม่ต้องเอาสำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนไป ให้นำเอาบัตรประจำตัวประชาชนแบบสมาร์ท การ์ดใบเดียวได้เลย
อีกทั้งเจ้าหน้าที่จะต้องอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน รวมทั้งงานกรมที่ดิน โดยขณะนี้ได้ขยายงานกรมที่ดินให้ครบ 878 อำเภอแล้ว ซึ่งได้หารือกับอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่วางระบบการบริการที่ดินแบบสะดวกและรวดเร็ว
อีกเรื่องที่ให้ความสำคัญคือ ศูนย์ดำรงธรรม ซึ่งในมิติของตนที่วางไว้คือ ศูนย์ดำรงธรรมจะต้องมี 3 หน้าที่ คือ 1.เป็นศูนย์แก้ไขปัญหาให้ประชาชน ถ้าปัญหานั้นอยู่ในอำนาจหน้าที่ในระดับของอำเภอหรือจังหวัด 2.เป็นศูนย์ส่งต่อปัญหาไปยังส่วนกลาง หากปัญหานั้นเกินหน้าที่ของนายอำเภอและผู้ว่าราชการจังหวัด
และ 3.ศูนย์บริการประชาชน เช่น ถ้าประชาชนอยากทราบเรื่องการเปิดโรงงานอุตสาหกรรมต้องใช้หลักฐานอะไร ติดต่อใครบ้าง คำตอบเหล่านี้ประชาชนจะต้องดำเนินการได้ทันทีและได้รับการอำนวยความสะดวก พร้อมผลักดันให้ข้าราชการกว่า 300 ตำแหน่งที่ได้รับจากข้าราชการพลเรือน ไปกระจายทำงานที่ศูนย์ดำรงธรรมทั้ง 76 จังหวัด
สำหรับนวัตกรรมใหม่อย่าง พ.ร.บ. อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ ที่ถูกพูดถึงอย่างมากในเวลานี้นั้น กฤษฎา วิเคราะห์ว่า จะส่งผล 2 มิติ คือ เจ้าหน้าที่ ข้าราชการ ต้องทำให้ประชาชนได้รับความสะดวกและรวดเร็ว แต่ถ้าผิดพลาดประชาชนจะสามารถมีสิทธิที่จะฟ้อง
“ตรงนี้จะต้องหาจุดที่จะสร้างความพอดีระหว่างกัน ต้องดูแลลูกน้องของผมด้วย และจะไม่ให้ลูกน้องทำงานด้วยความกดดัน แต่จะให้นโยบายการทำงานอย่างไรให้งานเร็วแต่มีประสิทธิภาพ เจ้าหน้าที่จะต้องไม่ถูกฟ้อง ต้องช่วยกันป้องกันความผิดพลาด”
กฤษฎา อธิบายว่า เบื้องต้นได้บอกผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องแล้วว่า อะไรก็ตามที่ประชาชนเข้ามาทำเรื่องและไม่สามารถอนุมัติหรือไม่อนุญาต ต้องเขียนเหตุผลให้ชัดเจน ว่าเพราะอะไร หรือขาดคุณสมบัติอย่างไร เพราะคนมักจะเข้าใจผิดว่า มี พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฯ และจะสามารถได้ทุกอย่างเสมอไป
“เราต้องทำตัวเป็นลมใต้ปีก งานมีสัมฤทธิผล ประชาชนพึงพอใจ”
“ถามว่าทำไมต้องเป็นลมใต้ปีก เพราะเมื่อตอนเด็กๆ ผมดูเครื่องบินลำใหญ่เบ้อเริ่ม แต่ทำไมจึงบินขึ้นฟ้าได้ นั่นเพราะมีลมใต้ปีก เช่นเดียวกันกับข้าราชการกระทรวงมหาดไทยก็เหมือนลมใต้ปีก ที่ค้ำจุนประเทศ ทำให้ประเทศมั่นคง เคลื่อนไปข้างหน้าได้ ตัวชี้วัดว่างานสัมฤทธิผลหรือไม่ นั่นคือ ประชาชนพึงพอใจหรือไม่ แต่ถ้ายังมีประชาชนยังฟ้องร้องอยู่ แสดงว่าลมใต้ปีกเริ่มเบา เครื่องบินอาจจะตกลงมาก็ได้”
ว่าที่ปลัดกระทรวงมหาดไทย เล่าใหัฟังเพิ่มเติมว่า กำลังจะเขียนแนวทางการปฏิบัติให้แก่ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยได้ศึกษาว่านายใหม่เขาต้องการอะไร เพื่อที่วันที่ 1 ต.ค.นี้ ทันทีที่เริ่มงานก็จะนำมาเผยแพร่ทันที
โดยเนื้อหาคร่าวๆ ได้แก่ 1.ระบบเศรษฐกิจประเทศไทย ที่ผูกพันกับระบบเศรษฐกิจโลกมากขึ้น 2.จุดเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ที่กำลังจะมีรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งหวังว่าจะเป็นการเมืองที่รับผิดชอบต่อประชาชนมากขึ้น เพราะการเมืองไม่ใช่แค่เรื่องเลือกตั้งอย่างเดียว ผู้ว่าฯ หรือพ่อเมืองจะต้องรู้จักวิธีทำความเข้าใจกับประชาชน ดังนั้ันต้องเข้าใจมิติตรงนี้ด้วย
“ไม่ใช่ว่าจะให้ข้าราชการทำงานหนักอย่างเดียว แต่ต้องไม่กดดันลูกน้องด้วย เพราะในอดีตเคยผ่านประสบการณ์การทำงานที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชามาก่อน ทราบดีถึงข้อติดขัดการทำงาน ดังนั้นหากข้อสั่งการที่มีข้อสงสัยอะไรไม่สามารถทำได้ ให้รายงานขึ้นมาชี้แจง เราต้องพร้อมที่จะรับฟังเหตุผลและต้องช่วยกันแก้ไขปัญหา”
ที่สำคัญ ยังต้องคำนึงเรื่องระบบสวัสดิการ ดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของเจ้าหน้าที่ข้าราชการ เช่น ปลัดอำเภอ ทำงานหนัก ฝนจะตก แดดจะออก มีแต่คนร้องหาปลัดอำเภอ หรือแม้แต่โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ แทนที่จะเป็นเรื่องกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง แต่ปรากฏว่างานทุกอย่างคือหน้าที่รับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย เพราะมีข้าราชการอยู่ในพื้นที่ทั่วประเทศ
“เขาทำงานหนักแล้วจำเป็นที่ต้องให้ความเป็นธรรม โดยขอให้ปลัดอำเภอได้รับเงินเพิ่มพิเศษ เหมือนกับ ตำรวจ พยาบาล ที่อยู่ประจำตำบล หรือเหมือนปลัด อบต. มิเช่นนั้นคนทำงานจะไม่มีขวัญและกำลังใจการทำงานภายใต้ภาวะ เศรษฐกิจไม่ดี แถมงานยังเยอะอีกด้วย” ว่าที่ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าว







