posttoday
อัดฉีดตำบลละ 5 ล้าน เดิมพันอนาคต ‘กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน’

อัดฉีดตำบลละ 5 ล้าน เดิมพันอนาคต ‘กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน’

27 กันยายน 2558

ภายหลังที่รัฐบาลคลอดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินลงไปสู่ตำบลทั่วประเทศแห่งละ 5 ล้านบาท

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ภายหลังที่รัฐบาลคลอดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินลงไปสู่ตำบลทั่วประเทศแห่งละ 5 ล้านบาท ได้เกิดความสับสนในการบริหารจัดการขึ้น เนื่องจากผู้นำท้องถิ่นเข้าใจผิดว่าทุกพื้นที่จะต้องได้รับงบประมาณเต็มวงเงิน 5 ล้านบาทเท่ากันหมด ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น

เพื่อความชัดเจนในนโยบายและความชัดแจ้งในการปฏิบัติ “โพสต์ทูเดย์” นัดหมายกับ กฤษฎา บุญราช อธิบดีกรมการปกครอง (ปค.) และว่าที่ปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อยุติความคลุมเครือ

กฤษฎา อธิบายว่า รัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย (มท.) ได้ประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ และผู้บริหาร มท.ว่า การดำเนินงานตามโครงการดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนในระดับตำบล ตำบลละ 5 ล้านบาทนั้น ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บริหาร มท.ได้ให้ความสนใจเป็นสำคัญ

นั่นเพราะรัฐบาลมีเป้าหมายชัดเจนว่า ต้องการอัดฉีดงบประมาณรวมแล้วกว่า 3.6 หมื่นล้านบาท ลงไปใน “หมู่บ้าน” ของทุกตำบล ดังนั้นโครงการที่จะนำเสนอควรเป็นโครงการประเภท “จ้างแรงงาน” เพื่อให้เกิดสาธารณประโยชน์และแก้ปัญหาของหมู่บ้าน เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับตำบลนั้นๆ โดยโครงการที่จะนำเสนอต้องผ่านคณะกรรมการหมู่บ้านซึ่งได้รับคัดเลือกมาจากประชาชน

อธิบดีกรมการปกครอง อธิบายต่อว่า ทาง ปค.ได้ขยายกรอบที่รัฐบาลวางมาเพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจของนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมทั้งคณะกรรมการหมู่บ้าน ได้แก่ 1.ให้สำรวจตรวจสอบว่าในหมู่บ้านมีเหมืองฝายที่เสียหายอยู่หรือไม่ ถ้าเสียหายอยู่แล้วจะต้องซ่อมแซมก็สามารถจ้างแรงงานในหมู่บ้าน หรือสามารถซื้อวัสดุบางอย่างเข้ามาดำเนินการได้

2.มีการประเมินสถานการณ์เอาไว้ว่า อีก 2-3 เดือนข้างหน้า จะเกิดภาวะแห้งแล้ง ฉะนั้นหากสามารถทำฝายทดน้ำหรือทำหลุมขนมครกไว้ตามจุดต่างๆ ของหมู่บ้านได้ ก็สามารถใช้งบประมาณเพื่อดำเนินการได้เช่นกัน 3.หากหมู่บ้านนั้นๆ มีการทำสินค้าโอท็อปแต่ยังไม่มีสถานที่ขาย ก็สามารถเอางบประมาณ 5 ล้านบาท ไปทำร้านค้าชุมชน อยู่บริเวณข้างถนนหรือตามสถานที่ท่องเที่ยวได้

4.ทาง ปค.ได้ประสานงานกับมูลนิธิปิดทองหลังพระและสำนักงานประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อขอทราบว่าโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานไว้ มีโครงการใดบ้างที่จะขยายต่อไปได้ รวมถึงมีโครงการใดที่จำเป็นต้องได้รับการซ่อมแซมหรือไม่ ก็ให้เอางบประมาณนี้ไปสนับสนุนได้ ยกตัวอย่างเช่น บางจุดท่านได้ทำฝายหรืออ่างเก็บน้ำไว้ให้แล้ว แต่ยังไม่มีทางระบายน้ำไปยังพื้นที่เกษตรกรรม ก็สามารถใช้เงิน 5 ล้านบาทได้

กฤษฎา ให้ภาพเพิ่มเติมอีกว่า แม้จะไม่ได้มีข้อกำหนดหรือกฎเกณฑ์สั่งห้ามคณะกรรมการหมู่บ้านไปว่าจ้างผู้รับเหมา แต่ต้องขึ้นอยู่กับสภาพและข้อจำกัดของพื้นที่ และหากจะว่าจ้างผู้รับเหมาจริง ก็มีเงื่อนไขว่าต้องมีการว่าจ้างแรงงานส่วนหนึ่ง คือประมาณ 30-40% ของโครงการ นั่นหมายความว่าผู้รับเหมาก็ต้องมาจ้างแรงงานอีกทีหนึ่ง

“ถ้าในพื้นที่มีแรงงานแต่ไม่ยอมจ้าง โดนสอบแน่” ว่าที่ปลัด มท.พูดชัด “ผมได้บอกกับท่านนายอำเภอไปแล้วว่าเรามี 3 มาตรการในการลงโทษ 1.มาตรการทางปกครอง คือ ถ้าร้องเรียนมาแล้วและมีหลักฐานเอาผิดได้ ก็ต้องถูกย้าย 2.มาตรการทางวินัย ถ้าผลสอบสวนออกมาก็มีตั้งแต่การภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ไล่ออก 3.มาตรการอาญา คือ ถ้าผิดอาญาก็ต้องว่าไปตามนั้น”

สำหรับขั้นตอนการดำเนินโครงการ ทุกตำบล หมู่บ้าน ต้องเสนอโครงการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ก.ย.นี้ จากนั้นคณะกรรมการระดับจังหวัด ซึ่งมีทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและคณะกรรมการที่มาจากส่วนราชการ ประธานหอการค้า ประธานอุตสาหกรรม รวมถึงตัวแทนสำนักงบประมาณอีกจังหวัดละ 2 คน จะลงไปตรวจสอบรูปแบบรายการว่าถูกต้องตามระเบียบหรือไม่

“ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติงบประมาณ ซึ่งจะพิจารณาไปถึงวันที่ 30 ก.ย. นั่นหมายความว่าเงินจำนวน 3.6 หมื่นล้านบาท ยังไม่ได้ลงไปในจังหวัด อำเภอ หมู่บ้าน แม้แต่สลึงเดียว ดังนั้นใครที่บอกว่ามีการหักหัวคิวเอาไว้แล้ว คงไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริงสักเท่าไร” กฤษฎา ระบุ

ในส่วนของการประชาสัมพันธ์โครงการที่บอกว่าตำบลจะได้รับเงินแห่งละ 5 ล้านบาทนั้น ข้อเท็จจริงคือเมื่อครั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ไปตรวจราชการยัง จ.นครราชสีมา มีประชาชนที่ได้รวมตัวกันตามกลุ่มอาชีพ เช่น กลุ่มทำสวนยาง กลุ่มชาวนา ได้มาขอรับงบประมาณสนับสนุนกลุ่มอาชีพซึ่งท่านนายกฯ ก็ได้อนุมัติงบประมาณไปเพื่อลดต้นทุนการผลิตและถึงมือชาวบ้านจริงๆ

จากนั้นจึงมีการนำโมเดลที่ จ.นครราชสีมา มาใช้กับจังหวัดต่างๆ ทำให้มีหลายจังหวัดมาขอรับการสนับสนุนงบประมาณพัฒนากลุ่มอาชีพ ซึ่งรัฐบาลก็อนุมัติไปแล้วกว่า 3,200 ล้านบาท เมื่อมาถึงโครงการตำบลละ 5 ล้านบาท หากแจกทุกตำบลเท่ากันหมดเงินก็จะไปซ้อนกัน และเงินก็จะไม่พอ

ดังนั้น ในรอบแรกรัฐบาลจึงให้นายอำเภอดูว่าตำบลใดบ้างที่ได้รับเงินงบประมาณสนับสนุนกลุ่มอาชีพไปแล้ว ก็จะหักออก เช่น ตำบล ก.ไก่ ได้รับเงินสนับสนุนกลุ่มอาชีพไปแล้ว 2 ล้านบาท ก็จะได้รับเงินสนับสนุนตำบลอีก 3 ล้านบาทเท่านั้น

ทุกวันนี้เรามีตำบลทั่วประเทศ 7,255 ตำบล ทราบว่าตำบลที่ได้รับสนับสนุนงบกลุ่มอาชีพไปแล้วมีประมาณ 1,000 ตำบล นั่นหมายความว่าส่วนใหญ่จะได้เงิน 5 ล้านบาท เต็มจำนวน

สำหรับการป้องกันการรั่วไหลของเงินนั้น กฤษฎา ยืนยันว่าได้กำหนดมาตรการป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ 1.หลังจากวันที่ 30 ก.ย.เป็นต้นไป ทาง ปค.จะมอบหมายให้ผู้ตรวจราชการ มท.กับผู้ตรวจราชการ ปค. รวมทั้งสิ้น 24 คน ลงไปตรวจติดตามการดำเนินงาน

2.พล.อ.อนุพงษ์ ได้สั่งการว่า ทุกตำบล ทุกหมู่บ้าน ต้องขึ้นป้ายแสดงงบประมาณที่จังหวัดอนุมัติมา เพื่อโชว์ให้คนในหมู่บ้านรับรู้ เช่น ตำบล ก.ไก่ ทำเหมืองฝาย 3 แสนบาท ทำร้านค้าชุมชน 5 แสนบาท ทุกคนก็จะได้รับรู้และสามารถตรวจสอบได้

ขณะเดียวกัน ปค.อยู่ระหว่างทำเว็บเพจประจำตำบลอีกกว่า 7,200 เว็บ แต่ละตำบลหมู่บ้านก็จะถ่ายรูปการดำเนินโครงการ ทั้งก่อนดำเนินงาน ระหว่างดำเนินงาน และหลังดำเนินงาน ให้ประชาชนเข้าไปตรวจสอบได้

3.หากประชาชนยังติดใจเรื่องการทุจริตก็สามารถแจ้งไปยังสายด่วน 1567 หรือศูนย์ดำรงธรรม หรือแจ้งตรงไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ ก็ได้ รวมทั้งยังมีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) รวมถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่จะเข้ามาดูแลด้วย

“ผมมั่นใจว่า โครงการครั้งนี้จะไม่ใช่การก่อสร้างเพียงอย่างเดียว เพราะหากดูตามไทม์ไลน์ที่รัฐบาลวางไว้ คือ ระหว่างวันที่ 1 ต.ค.-31 ธ.ค.เท่านั้น ฉะนั้นระยะเวลาเพียง 3 เดือน ถ้าไปทำโครงการใหญ่รับรองว่าเบิกไม่ทัน และคณะกรรมการระดับจังหวัดก็คงไม่ผ่านให้ ตรงนี้จะเป็นการควบคุมกันในตัว รวมทั้งได้สั่งการไปแล้วว่าโครงการประเภทซื้อของแจกชาวบ้านนั้นห้ามทำโดยเด็ดขาด เช่น ซื้อเต็นท์ ซื้อกล้องซีซีทีวี จานชาม ห้ามเด็ดขาด”

อธิบดีกรมการปกครอง มั่นใจว่า การดำเนินโครงการผ่านกลไก มท.จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี อีกทั้งได้พูดกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอ ว่า ถ้าครั้งนี้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ท่านนายอำเภอ ร่วมมือกันทำงาน นอกจากจะได้ประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชนแล้ว จะทำให้สถาบันกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่เกรงกันว่าเขาจะมายุบ มาเปลี่ยน มาแปลง ก็คงจะไม่มีใครทำได้ นั่นเพราะคุณมีผลงานดี ทำดีแล้ว

ส่วนความสำเร็จหรือผลสัมฤทธิ์ของโครงการ กฤษฎา บอกว่า จะพิจารณาทั้งจาก “เอาต์พุต” และ “เอาต์คัม” โดยเริ่มจากเอาต์พุตนั้น หากตำบลเสนอมา 11 โครงการ ในจำนวนนี้เป็นฝาย 3 แห่ง เป็นร้านชุมชน 2 แห่ง ก็จะไปดูว่าในพื้นที่มีฝายครบตามที่เสนอจริงหรือไม่ คุณภาพเป็นอย่างไร และจากนั้นเราก็จะวัดเอาต์คัม คือ ประชาชนจะได้รับประโยชน์เท่าไร โดยอาจขอความร่วมมือสถาบันการศึกษาหรือองค์กรกลางเข้าไปประเมินผลโครงการนี้อีกทีหนึ่ง เพราะ มท.ในฐานะผู้ดำเนินโครงการคงจะไม่ประเมินเอง

นอกจากนี้ จะมีการจัดประกวดโครงการดีเด่นจากนโยบายตำบลละ 5 ล้านบาทด้วย โดยจะแบ่งออกเป็นภาคเหนือ กลาง ใต้ ตะวันออก ซึ่งที่ หนึ่ง สอง สาม ของแต่ละภาค จะได้รางวัลเป็นงบประมาณพิเศษจาก ปค.ไปพัฒนาหมู่บ้าน และตัวของผู้รับผิดชอบพื้นที่ คือนายอำเภอ ปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ก็จะได้รับคะแนนพิเศษด้วย เพราะโครงการนี้ถือเป็นโครงการหลักของรัฐบาล

กฤษฎา ออกตัวว่า ไม่กล้าบอกว่าโครงการนี้จะดีกว่าโครงการอื่นที่แล้วๆ มาหรือไม่ แต่โครงการนี้มีจุดเด่นอยู่ 3 เรื่อง คือ 1.เป็นโครงการที่เสนอโดยประชาชนขึ้นมา ซึ่งจะสะท้อนสภาพปัญหาของชุมชนได้ชัดเจน 2.เงินมุ่งลงไปที่ตำบลหมู่บ้าน ฉะนั้นถ้ากรรมการหมู่บ้านสามารถจัดลำดับความสำคัญของปัญหาได้ เงิน 5 ล้านบาท อาจไปช่วยลดปัญหาจาก 10 ปัญหา เหลือ 2 ปัญหาได้ 3.เป็นโครงการที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ระบอบประชาธิปไตย จะเป็นเครื่องชี้วัดได้ว่าคนไทยมีความพร้อมหรือเข้าใจระบอบประชาธิปไตยชัดเจนแล้วหรือยัง

ทั้งนี้ โครงการนี้เสนอโดยประชาชน และมีการควบคุมโดยประชาชน แต่ถ้าประชาชนส่วนใหญ่ยังมาฮั้วกับผู้รับเหมาหรือข้าราชการ เพื่อกินเล็กกินน้อย แสดงว่าการเรียนรู้หรือจิตสำนึกที่จะมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของตำบล หมู่บ้าน ของคนไทยยังมีน้อยมาก แสดงว่าเรายังไปไม่ถึงไหนกัน

“โครงการนี้สังคมจับจ้องตั้งแต่เริ่มต้น เราจะทำให้โปร่งใสที่สุด ถือเป็นการวัดใจกัน งานนี้เป็นการเดิมพันระหว่างกระทรวงมหาดไทยกับรัฐบาล เป็นการเดิมพันระหว่างสถาบันกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กับนายอำเภอ โครงการนี้จะวางเดิมพันว่ากำนันและผู้ใหญ่บ้านยังใช้ได้หรือไม่ นายอำเภอยังใช้ได้หรือไม่ ยังเป็นกลไกของรัฐในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขได้หรือไม่”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท