
เทกระจาดภาษี รายได้ประเทศสะเทือนหนัก
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การเดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจของทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา มีการออกมาตรการอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและการกระตุ้นการลงทุนของประเทศครั้งใหญ่
ในส่วนของการเติมเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ วงเงิน 1.36 แสนล้านบาท ผ่านกองทุนหมู่บ้าน การแจกเงินตำบลละ 5 ล้านบาท และการเร่งลงทุนโครงการขนาดเล็กไม่เกิน 1 ล้านบาท คาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจปีนี้โตเพิ่ม 0.4% แต่ทั้งปีรัฐบาลยังไม่กล้าตกปากรับคำว่าจะยืนที่ 3% ได้หรือไม่
การอัดฉีดเงินดังกล่าวเพื่อพยุงเศรษฐกิจ รอการลงทุนขนาดใหญ่ที่รัฐบาลพยายามเร่ง ทั้งโครงการของกระทรวงคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน 2.2 ล้านล้านบาท คาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในปี 2559 อีกไม่ต่ำกว่า 1.3 แสนล้านบาท ทำให้เศรษฐกิจปีหน้าขยายตัวได้ประมาณ 1% จากเม็ดเงินตรงนี้
แต่เป้าหมายที่สำคัญของรัฐบาล คือ การกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชนทั้งขนาดเล็กและใหญ่ เพราะถือว่าเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนใหญ่ของประเทศในเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
รัฐบาลได้กระตุ้นการลงทุนของธุรกิจเอสเอ็มอี นอกจากอัดฉีดเงินดอกเบี้ยต่ำ 1 แสนล้านบาท ยังลดภาษีนิติบุคคลให้เหลือ 10% เป็นเวลา 2 ปี ขณะที่ธุรกิจเอสเอ็มอีที่เกิดใหม่ได้รับการยกเว้นภาษีนิติบุคคลถึง 5 ปี
ในขณะที่การกระตุ้นการลงทุนขนาดใหญ่ก็มีมาตรการภาษีชุดใหญ่ผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษรูปแบบคลัสเตอร์ที่เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย ให้เป็นซูเปอร์คลัสเตอร์ สร้างความแข็งแรงให้กับกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
อุตสาหกรรมที่เป็นซูเปอร์คลัสเตอร์ จะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีจำนวนมาก ทั้งการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี และลดหย่อน 50% เพิ่มเติมอีก 5 ปี ยกเว้นภาษีอากรขาเข้าเครื่องจักร ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งคนไทยและต่างชาติ
ส่วนคลัสเตอร์อุตสาหกรรมจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3-8 ปี และลดหย่อน 50% เพิ่มเติมอีก 5 ปี ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร
การดำเนินการดังกล่าวเชื่อว่าจะกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนให้เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ที่สำคัญจะทำให้เขตเศรษฐกิจตั้งไข่ได้ไวขึ้นนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม การใช้มาตรการจำนวนมากกระตุ้นการลงทุนของประเทศ ทำให้ประเทศมีปัญหาการเงินการคลังของประเทศตามมาได้ เนื่องจากประเทศตกอยู่ในภาวะที่หารายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่ายมาโดยตลอด เห็นได้ชัดจากการทำงบประมาณขาดดุลอย่างต่อเนื่องมามากกว่า 10 ปี และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตลอด ที่เห็นใกล้ตัวคือปีงบประมาณ 2558 ซึ่งจะหมดลงไม่กี่วัน เป็นงบประมาณแบบขาดดุล 2.5 แสนล้านบาท และปีงบประมาณ 2559 ที่จะเริ่มขึ้นไม่นานมีงบประมาณขาดดุลเพิ่มขึ้นเป็น 3.9 แสนล้านบาท เพราะรายจ่ายประจำเพิ่มและความต้องการเงินลงทุนพัฒนาประเทศยังมีอีกมาก
ปัญหาที่ต้องทำงบประมาณขาดดุล ส่วนหนึ่งมาจากการเก็บรายได้ของประเทศโตน้อยลงต่อเนื่อง เนื่องจากไม่มีการปฏิรูปภาษีและมีการลดภาษีจำนวนมาก ในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมามีการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 20% ทำให้การเก็บภาษีนิติบุคคลของกรมสรรพากรต่ำกว่าเป้าถึง 1.5 แสนล้านบาท มาเป็นเวลา 2 ปีติดต่อกัน
นอกจากนี้ ยังมีการลดภาษีบุคคลธรรมดา ทำให้การเก็บภาษีส่วนนี้หายไปไม่น้อยกว่า 2 หมื่นล้านบาท/ปี
ดังนั้น การลดภาษีเพื่อกระตุ้นการลงทุน ถึงแม้มีความจำเป็น แต่การให้มากเกินไปจะเป็นการซ้ำเติมในการเก็บรายได้ของประเทศให้แย่ลงทั้งในส่วนของการเก็บภาษีนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา
ที่ผ่านมา เมื่อมีการลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 20% กระทรวงการคลังมีข้อเสนอให้ลดสิทธิประโยชน์ของบีโอไอลดลง เพื่อไม่ให้เกิดการลดภาษีซ้ำซ้อน นอกจากนี้ยังพบว่าการลดภาษีผ่านบีโอไอมีผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยสวมสิทธิสินค้าและบริการที่ไม่ได้รับการส่งเสริมจนเป็นปัญหากับกรมสรรพากรจำนวนมาก
มาถึงวันนี้ กระทรวงการคลังนอกจากไม่สามารถลดสิทธิภาษีที่ผ่านบีโอไอได้แล้ว ปรากฏว่ายังให้เพิ่มเป็นจำนวนมากขึ้น ชนิดที่ผู้บริหารกระทรวงการคลังพูดไม่ออก เพราะมาตรการส่วนใหญ่นี้กระทรวงการคลังถูกตัดตอนให้เป็นผู้รับสนองทำตามนโยบายที่ออกมา โดยไม่ให้มีความเห็นไปในทางลบ
การใช้มาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนอกจากการลงทุนดังกล่าวแล้ว รัฐบาลยังจะมีการออกมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากมีสัญญาณจะเป็นฟองสบู่ เพราะผู้ประกอบการแข่งกันก่อสร้างโดยไม่สนคำเตือนว่าสินค้าจะมากกว่าความต้อง เพราะลึกๆ รู้อยู่ว่ารัฐบาลต้องเข้ามาอุ้ม ซึ่งหนีไม่พ้นต้องนำเงินภาษีของประชาชนเข้าไปอุ้ม
นอกจากนี้ รัฐบาลยังจะสั่งการให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ไปปล่อยกู้สินเชื่อให้กับผู้กู้ซื้อบ้านจากธนาคารพาณิชย์ไม่ผ่าน ทั้งๆ ที่รู้ว่ามีความเสี่ยงเป็นหนี้เสียกับ ธอส. โดยไปบีบให้ ธอส.หารายได้จากลูกค้าดีมาโปะลูกค้าเสีย ซึ่งถือเป็นเรื่องท้าทาย ธอส. ว่าจะกล้าเสี่ยงลุยไฟปล่อยกู้ให้ลูกค้าที่สอบตกจากธนาคารพาณิชย์จนธนาคารเสียหายเพื่ออุ้มผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์หรือไม่
การดำเนินนโยบายการคลังกระตุ้นการลงทุนแบบเทกระจาดภาษีให้กันแบบไม่ยั้งเช่นนี้ ทำให้ฐานะการคลังของประเทศมีความเสี่ยง ที่ผ่านมามีการทำโครงการประชานิยมผู้มีรายได้น้อยจากโครงการรับจำนำข้าวทำให้ประเทศเสียหายหลายแสนล้านบาท มาถึงเวลานี้รัฐบาลกำลังแจกภาษีทำประชานิยมให้กับนายทุน หากไม่ประสบความสำเร็จพยุงเศรษฐกิจไม่ขึ้น ก็ทำให้ประเทศเสียหาย สูญเสียรายได้ไปไม่น้อยเช่นกัน
เพราะถึงวันนี้รัฐบาลอัดฉีดเงินลงไปในระบบหลายแสนล้านบาท ออกมาตรการแจกภาษีนับไม่ถ้วน ยังไม่กล้าบอกว่าเศรษฐกิจปีนี้และปีหน้าจะโตได้เท่าไร แสดงให้เห็นว่าทรัพยากรที่ทุ่มเทลงไปมีความเสี่ยงได้ไม่คุ้มเสีย หากเป็นเช่นนี้การเรียกความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจให้ฟื้นกลับมาได้เร็วๆ ก็เป็นเรื่องยาก







