
ดร.เฮนรี่ คิสซินเจอร์
โดย...ศุภมิตร ปิติพัฒน์
โดย...ศุภมิตร ปิติพัฒน์
เพราะต้องเขียนบทความส่งล่วงหน้า จึงยังไม่รู้ผลการเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ว่าสหรัฐกับจีนจะบรรลุความตกลงและมีถ้อยแถลงร่วมกันออกมาอย่างไร จึงขออนุญาตพูดถึง ดร.เฮนรี่ คิสซินเจอร์ ผู้เปิดประตูความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ เมื่อเกือบห้าสิบปีก่อน และยังมีบทบาทสำคัญเป็นระยะในการสานสร้างความเข้าใจและรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองในเวลาต่อมา
ความน่าสนใจของคิสซินเจอร์ สำหรับคนที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อยู่ที่ว่าเขาเป็นปัญญาชนนักวิชาการ พร้อมกับที่เป็นผู้เคยใช้อำนาจมาแล้วในโลกของภาคปฏิบัติที่สร้างผลสะเทือนจริง ทั้งต่อการสร้างเสถียรภาพให้แก่ระเบียบการเมืองระหว่างประเทศ ด้วยนโยบายผ่อนคลายความตึงเครียดกับสหภาพโซเวียตและการเปิดความสัมพันธ์กับจีน และการทำลายเสถียรภาพภายในของหลายประเทศทั้งในทางลับและเปิดเผยด้วยความรุนแรง เช่น ในอินโดจีนและชิลี ความคิดของเขาเกี่ยวกับการใช้อำนาจเพื่อหลักการ และการใช้หลักการมารองรับการใช้อำนาจเพื่อรักษาผลประโยชน์ของสหรัฐยังทรงอิทธิพลอยู่มากทีเดียวในแวดวงนโยบายต่างประเทศของสหรัฐจนถึงทุกวันนี้ แม้ว่าปีนี้เขาจะมีอายุได้ 92 ปีแล้ว
งานเขียนของคิสซินเจอร์อ่านสนุกเพราะเขาทำให้ผู้อ่านเห็นโลกของภาคปฏิบัติที่ต้องเผชิญกับความตึงเครียดอันเกิดจากการเผชิญประจันระหว่างการใช้อำนาจกับการรักษาหลักการ ระหว่างความชอบธรรมของเป้าหมายกับความถูกต้องของวิธีการ ระหว่างสถานการณ์ความจำเป็นที่ตีกรอบจำกัดทางเลือกกับความพยายามของผู้นำที่พยายามมองหาโอกาสที่จะก้าวข้ามข้อจำกัดนั้น ระหว่างการสร้างและรักษาระเบียบกับพลังการเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีใครเลี่ยงได้ที่จะมาทำลายระเบียบนั้นลงไป
งานเขียนของคิสซินเจอร์ยังเต็มไปด้วยข้อสังเกตน่าสนใจที่เขาถ่ายทอดมาจากประสบการณ์ในภาคปฏิบัติและจากความรู้ความเข้าใจอันลึกซึ้งในประวัติศาสตร์ทั้งที่เป็นปรัชญาและนัยสำคัญของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เขาเคยเทียบให้เห็นว่าตะวันตกกับจีนเผชิญกับฝ่ายตรงข้ามด้วยเกมคนละแบบ ตะวันตกเล่นหมากรุกในขณะที่จีนเล่นหมากล้อม โดยที่เกมสองแบบนี้ใช้ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี และมองชัยชนะแตกต่างกัน สหรัฐไม่ปิดบังอำพรางยามจะใช้กำลังเต็มอัตราศึกเข้าจัดการกับศัตรูของตนเพื่อผลแพ้ชนะที่ชัดเจน ในขณะที่จีนซุ่มซ่อนแทรกซึม และมองว่าชัยชนะที่ดีที่สุดไม่ใช่การต้องได้ชนะในทุกๆ สมรภูมิ แต่คือการทำให้อีกฝ่ายแพ้โดยไม่ต้องรบ การบุกโจมตีซึ่งหน้ามิใช่วิธีชาญฉลาดเท่ากับการหาทางทำลายยุทธศาสตร์ที่อีกฝ่ายหนึ่งใช้จนทำให้มันไม่เป็นผล หรือการเจาะเข้าหาพันธมิตรของฝ่ายตรงกันข้ามด้วยการค่อยๆ โอบล้อมเข้าไปเรื่อยๆ
ข้อสังเกตของคิสซินเจอร์เกี่ยวกับบุคลิกลักษณะผู้นำนั้นก็น่าฟังมาก และดูเหมือนว่าจากการประเมิน เขาให้ความเคารพฝ่ายตรงข้ามของเขามากกว่าฝ่ายที่เป็นพันธมิตรของสหรัฐมากนัก คิสซินเจอร์เขียนถึงเหมาและโจวเอินไหลเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างคนทั้งสองว่า เหมาใช้อารมณ์ความรู้สึก โจวใช้สติปัญญา เหมาต้องการให้คู่ต่อสู้หมดพลังที่จะต้านทานตน โจวชอบการโน้มน้าวหรือสกัดดักทางฝ่ายตรงข้าม เหมาต้องการเป็นผู้สร้างและเร่งกระบวนการประวัติศาสตร์ไปสู่เป้าหมายที่ตนเป็นผู้วาง ในขณะที่โจวหาทางใช้ประโยชน์จากกระแสเหตุการณ์และเงื่อนไขของสถานการณ์ เหมามองตัวเองว่าเป็นนักคิดและมีปรัชญาที่จะถ่ายทอด โจวพอใจบทบาทของนักบริหารนักเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหา ถ้าในการประชุมที่มีเหมาอยู่ด้วย เขาจะเป็นศูนย์รวมครอบงำทุกคน ในขณะที่โจวจะค่อยๆ ตีโอบแทรกเข้ามา
นานมาแล้ว คิสซินเจอร์เคยตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเข้าใจธรรมชาติของความเป็นจริงระหว่างโลกตะวันตกที่ผ่านการปฏิรูปทางศาสนา การปฏิวัติวิทยาศาสตร์ การปฏิวัติภูมิปัญญา และการปฏิวัติทางการเมือง กับโลกนอกตะวันตกที่ไม่ได้อยู่ในกระแสความรู้และคุณค่าเหล่านั้นว่า 2 ฝ่ายมีแนวโน้มจะมองธรรมชาติความเป็นจริงแตกต่างกัน
คิสซินเจอร์แยกง่ายๆ ว่า ฝ่ายโลกตะวันตกเน้นที่ความเป็นจริงทางวัตถุที่อยู่ภายนอกตัวผู้สังเกตศึกษา ในขณะที่โลกนอกตะวันตกให้ความสำคัญกับความเชื่ออันอยู่ภายในความคิดจิตใจ ด้วยเหตุนี้การใช้ยุทธศาสตร์การต่างประเทศกับโลกนอกตะวันตกที่เน้นให้ความช่วยเหลือเพื่อพัฒนาการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ โดยไม่ให้ความสำคัญต่อเรื่องการหาทางมีอิทธิพลต่อความคิดความเชื่ออันเป็นมิติภายในจึงไม่สู้จะประสบผลสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงค่านิยมเดิมในสังคมเหล่านั้น ให้รับวิธีคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์และระบบคุณค่าของโลกสมัยใหม่ ตรงกันข้าม ผู้นำของประเทศเหล่านี้ชำนาญอย่างยิ่งในการจัดการกับความคิดผู้คนเพราะพวกเขาตระหนักว่าสิ่งที่คนเชื่อที่อยู่ในใจคนสำคัญกว่าสภาพตามที่เป็นจริงที่ประจักษ์จากภายนอก และพวกเขายังสามารถสั่งนำเข้าเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้สอยได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเปลี่ยนวิธีคิดเพื่อค้นคิดเทคโนโลยีเหล่านั้นออกมาเอง
สิ่งที่คิสซินเจอร์เสนอแนะให้สหรัฐทำมีอยู่ว่า สหรัฐต้องให้ความใส่ใจแก่ปัจจัยที่จับต้องไม่ได้แต่มีความสำคัญต่อความสัมพันธ์ทางการเมือง เช่น ความคิดความเชื่อของประชาชนให้มาก และหาทางปลูกฝังเผยแพร่ค่านิยมเกี่ยวกับเสรีภาพและการเคารพศักดิ์ศรีของมนุษย์ให้แก่คนรุ่นใหม่ในสังคมเหล่านี้อย่างจริงจังจนทำให้พวกเขารับคุณค่าชุดนี้ทั้งในทางอารมณ์ความรู้สึกและความคิดจิตใจ
เราลองรอดูบทบาททูตสหรัฐคนใหม่ที่จะมาปลายเดือนนี้ก็แล้วกันว่าเขาจะดำเนินตามคำแนะนำของคิสซินเจอร์ข้อนี้อย่างไร







