
เศรษฐกิจไทยกับบริบทใหม่ New Normal (ตอน1)
โดย...ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล
โดย...ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริบทของเศรษฐกิจการเงินโลกและเศรษฐกิจไทยได้เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนในมิติต่างๆ และกล่าวได้ว่า เป็น “New Normal” หรือ “บรรทัดฐานใหม่” ที่จะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยง
เช่น New Normal ด้านการค้าระหว่างประเทศ ที่มีแนวโน้มชะลอลง ซึ่งจะมีนัยต่อบทบาทของภาคการส่งออกไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
New Normal ของอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ ทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ ส่วนหนึ่งจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลงมาก ซึ่งจะมีนัยต่อภาคธุรกิจในการตั้งราคาสินค้าและบริการ
New Normal จากระบบการเงินโลกที่มีความเชื่อมโยงมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ตลาดเงินและตลาดทุนในแต่ละประเทศถูกกระทบจากความผันผวนในตลาดการเงินโลกบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น
และ New Normal เกี่ยวกับโครงสร้างประชากร ที่จะมีสัดส่วนผู้สูงอายุที่มากขึ้น ซึ่งจะมีนัยต่อภาคการผลิต รวมถึงงบประมาณรายจ่ายของภาครัฐเกี่ยวกับสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ และความยั่งยืนทางการคลัง
จะเห็นได้ว่า ปรากฏการณ์เหล่านี้มีขอบเขตที่กว้างกว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง แต่ยังรวมไปถึงความท้าทายในมิติต่างๆ ที่กระทบต่อทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจและสังคม ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่อยู่ในภาคส่งออกและธุรกิจในประเทศ ภาคเศรษฐกิจจริงและภาคการเงิน ภาคเอกชนและภาครัฐ หรือผู้ที่อยู่ในวัยทำงานและวัยเกษียณ
ความท้าทายที่ภาคส่วนต่างๆ ต้องเริ่มทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ และปรับตัวให้พร้อมกับบรรทัดฐานใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นในการก้าวสู่บริบทใหม่นี้ ผมอยากเน้น 3 ประเด็นสำคัญที่เราควรตระหนักถึง
ประการแรก New Normal เกิดจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง และนโยบายเชิงรุกมีส่วนช่วยนำพาให้เศรษฐกิจก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไปได้ด้วยดี การจำกัดความของ New Normal นั้นเป็นไปได้หลากหลาย แต่สำหรับด้านเศรษฐกิจแล้ว ผมมองว่า New Normal คือการเปลี่ยนแปลงที่มีผลยั่งยืนยาวนาน โดยมาจากการปรับตัวของปัจจัยเชิงโครงสร้าง ที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรเชิงลึก หรือ“Deep Parameters” ในระบบเศรษฐกิจ
ตัวแปรเชิงลึกเหล่านี้เปรียบเสมือนฟันเฟืองของเครื่องจักร หรือสุขภาพของผู้คน ที่มักจะไม่เป็นที่ประจักษ์ และบ่อยครั้งอาจถูกมองข้ามไป แต่เป็นปัจจัยพื้นฐานที่อยู่เบื้องหลังของผลลัพธ์ต่างๆ ในวงกว้าง
หากวิเคราะห์โครงสร้างเศรษฐกิจผ่านปัจจัยการผลิต ได้แก่ แรงงาน ทุน และเทคโนโลยี จะพบว่า กำลังแรงงานในหลายประเทศขยายตัวช้าลงหรือหดตัว ตามอัตราการเกิดที่ลดลงและอายุขัยเฉลี่ยที่สูงขึ้น การสะสมทุนมีน้อยลง โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากความกังวลในช่วงที่ผ่านมาต่อความเสี่ยงและความไม่แน่นอนในระบบเศรษฐกิจที่สูงขึ้น และเทคโนโลยีพัฒนาในอัตราที่ช้าลงเช่นกัน ซึ่งสะท้อนขีดจำกัดที่มีมากขึ้นของการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ
ทั้งหมดนี้ส่งผลให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในหลายประเทศลดลงเมื่อเทียบกับในอดีต และสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของ Deep Parameters ในแง่อัตราการเกิดที่ลดลง อายุขัยของแรงงานที่สูงขึ้น ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนในระบบเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น และอัตราการขยายตัวทางเทคโนโลยีที่ชะลอลง
นอกจากนี้ หากมองในระดับโลก การค้าระหว่างประเทศมีแนวโน้มชะลอลงอย่างเห็นได้ชัด ส่วนหนึ่งสะท้อนการอิ่มตัวของการขยายฐานการผลิตผ่านห่วงโซ่อุปทานโลก และบทบาทที่ลดลงของจีนในการผลักดันการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในเอเชีย
ขณะที่การรวมตัวทางการเงินระหว่างประเทศที่ปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้เสริมความเชื่อมโยงระหว่างภาคการเงินในแต่ละประเทศ ซึ่งในแง่หนึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและสภาพคล่องในตลาดการเงิน และเสริมช่องทางในการกระจายความเสี่ยง
แต่ในขณะเดียวกัน ได้เป็นช่องทางในการส่งผ่านแรงกระแทก หรือ Shocks ต่างๆ จากตลาดการเงินโลก ซึ่งเพิ่มความผันผวนในตลาดการเงิน Deep Parameters ที่เราต้องจับตาในแง่นี้ คือ โครงสร้างการค้าโลก และระดับการรวมตัวทางการเงินระหว่างประเทศ
สำหรับนโยบายการเงิน ระดับของอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเป็นประวัติการณ์ในหลายประเทศเป็นพัฒนาการที่สำคัญ ส่วนหนึ่งสะท้อนการยึดเหนี่ยวอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ของประชาชนที่ดีขึ้น ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายที่ชัดเจนและเป็นที่ยอมรับ ซึ่งถือได้ว่าเป็นตัวแปรเชิงลึกของเศรษฐกิจตัวหนึ่ง
แต่ในขณะเดียวกัน การดำเนินนโยบายการเงินเองก็เป็นต้นตอของความไม่แน่นอนเช่นกัน โดยสิ่งที่ทุกคนจับตาอยู่ในขณะนี้ คือ แนวทางการดำเนินนโยบายการเงินในประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะในสหรัฐที่กำลังจะก้าวสู่ New Normal ที่แท้จริงแล้ว คือ Back to Normal ซึ่งอาจกระทบต่อค่าชดเชยความเสี่ยง หรือ Risk Premium ที่นักวิเคราะห์หลายท่านมองว่า อยู่ในระดับที่ต่ำเกินควรจากการดำเนินนโยบายผ่อนคลายมาเป็นเวลานาน
ภายใต้การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเหล่านี้ นโยบายภาครัฐมีบทบาทสำคัญ ทั้งผ่านมาตรการในระยะสั้นและระยะปานกลางที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และมาตรการเชิงรุกอันจะสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว







