
ดึงการเมืองร่วม สปท. เปิดรูระบายลดแรงเสียดทาน
การเปิดทางให้พรรคการเมือง ตลอดจนกลุ่มการเมืองหรือสีเสื้อต่างๆได้ส่งคนเข้ามานั่งในสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศถือเป็นการเปิดรูระบาย ลดความตึงเครียดให้การเมือง
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การเปิดทางให้พรรคการเมือง ตลอดจนกลุ่มการเมืองหรือสีเสื้อต่างๆ ได้ส่งคนเข้ามานั่งในสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ (สปท.) ถือเป็นการเปิดรูระบาย ลดความตึงเครียดให้การเมืองในช่วงนี้
แถมยังเป็นการกระชับสัมพันธ์ ดึงแนวร่วมกลุ่มต่างๆ ที่เคยห่างเหินให้กลับมาร่วมไม้ร่วมมือกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินหน้าปฏิรูปประเทศไปในแนวทางที่ควรจะเป็น
ต้องยอมรับว่าสถานการณ์การเมืองตั้งเค้า “วุ่นวาย” หลังร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปที่ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญช่วยกันเขียนออกมานั้น ถูกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีมติ 135 ต่อ 105 ไม่เห็นชอบ และกลับมาตั้งต้นกันใหม่อีกรอบ
ปัญหาอยู่ตรงโรดแม็ป 6-4-6-4 รวม 20 เดือนก่อนจะถึงการเลือกตั้งที่ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในกระบวนการยื้ออยู่ในอำนาจเกินโรดแม็ปเดิม
มิหนำซ้ำยังห่วงกันว่านี่อาจเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น เพราะหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ 21 คน จะเขียนขึ้นใหม่นั้น ไม่ผ่านความเห็นชอบในประชามติ ขั้นตอนต่อจากนั้นจะต้องยืดออกไปอีกนานเท่าไหร่
หากจะเขียนรัฐธรรมนูญใหม่กันไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบเช่นนี้ย่อมไม่เป็นผลดี ยิ่งทุกอย่างต้องตัดสินกันที่ “ประชามติ” ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเขียนรัฐธรรมนูญให้ออกมาถูกใจประชาชนส่วนใหญ่ได้ในสถานการณ์ที่ขัดแย้งกันรุนแรงเช่นนี้
อีกทั้งเวลาที่ทอดยาวออกไปเรื่อยๆ ย่อมปลุกให้กลุ่มต่อต้านคัดค้าน คสช.ออกมาเคลื่อนไหวสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาล คสช.มากขึ้นเรื่อยๆ
การพยายามหา “พันธมิตร” มาเป็นพวกกับ คสช.จึงเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งสร้างความชอบธรรมให้กระบวนการปฏิรูปและประเด็นอื่นๆ ในอนาคต แถมยังทำให้กลุ่มนี้ไม่แปรสภาพกลายเป็นหอกข้างแคร่สร้างปัญหาให้ คสช.ในอนาคต
หากพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองเข้ามาร่วมมือกับ คสช. ทั้งเสนอผลักดันแนวทางการปฏิรูปย่อมลดข้อครหาว่าสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ไม่ใช่ “ผลไม้พิษ” ที่คณะรัฐประหารคิดเองทำเองแต่ฝ่ายเดียว
อีกด้านหนึ่งยังเป็นการสร้างแนวร่วมดึงฝ่ายการเมืองที่เคยยืนอยู่คนละฝั่งกับคณะรัฐประหารให้กลับมา “ลงเรือลำเดียวกับแป๊ะ” ที่จะต้องร่วมหัวจมท้ายไปด้วยกันนับจากนี้ต่อไป
นั่นย่อมทำให้กลุ่มการเมืองเหล่านี้ไม่กลายเป็น “กลุ่มต้าน” ที่จะออกมาเคลื่อนไหวเป็นหอกข้างแคร่ ซ้ำเติมการบริหารงานของ คสช.ต่อไปในอนาคต
นี่นับเป็นจุดเสี่ยงที่รัฐบาล คสช.เป็นห่วงและพยายามหาทางสกัดมาตลอด ไม่ให้กลุ่มต้านมีพลังหรือขยายวงไปมากเกินกว่าจะควบคุม ยิ่งหาก คสช.พลาดหรือสะดุดขาตัวเองด้วยแล้วย่อมมีกลุ่มที่จ้องจะเข้ามาซ้ำเติมสถานการณ์ตลอดเวลา
อย่าลืมว่าทั้งพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองนั้นมีฐานมวลชนที่สนับสนุนแต่ละกลุ่มอยู่ไม่น้อย หากดึงกลุ่มเหล่านี้มายืนอยู่ฝั่งเดียวกันได้ ย่อมมีพลังเดินหน้าและลดพลังกลุ่มต้านในอนาคต
ยังไม่รวมกับประเด็นเรื่องการทำ “ประชามติ” ชี้ขาดร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในอนาคต ที่หากมีพรรคการเมืองกลุ่มการเมืองร่วมสนับสนุน นั่นย่อมทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น
ที่สำคัญการดึงตัวแทนของพรรคการเมืองมานั่งใน สปท.ยังเป็นท่าทีการรับฟังจาก คสช.มากขึ้น ต่างจากที่ผ่านมาซึ่งคิดเองทำเองไม่ฟังเสียงค้าน จนหลายเรื่องกลายเป็นปัญหา
ความเสียหายจากการบริหารของรัฐบาล คสช.กลายเป็นการเรียกแขกให้แต่ละฝ่ายเตรียมออกมาเคลื่อนไหว แต่ติดอยู่เพียงแค่ “อำนาจพิเศษ” และคำสั่ง คสช.ที่สะกดไม่ให้มีการเคลื่อนไหว
ทว่า หากยิ่งนานวันคำสั่งเหล่านี้ย่อมไร้ความศักดิ์สิทธิ์จนเกิดอาการ “ดื้อยา” ไม่เกรงกลัวที่พร้อมจะเคลื่อนไหวท้าทาย คสช.ได้ทุกเมื่อ
มาตรการนี้จึงเป็นการลดอุณหภูมิการเมืองไม่ให้ร้อนแรงจนสร้างปัญหาต่อไป
อีกทั้งหากดูท่าทีจากพรรคการเมืองแล้วรอบนี้ก็ดูจะรับไมตรีที่ทาง คสช.หยิบยื่นมาให้ทั้งประชาธิปัตย์และพรรคขนาดกลางขนาดเล็กไปจนถึงกลุ่มการเมืองที่วางตัวบุคคลมาร่วมทีมขับเคลื่อนปฏิรูป
เพราะแน่นอนว่าการร่วมปฏิรูปนั้นไม่จำเป็นต้องแบกรับความรับผิดชอบการบริหารงานที่หากเกิดการผิดพลาดของ คสช.ในอนาคต แถมยังสามารถผลักดันประเด็นที่ตัวเองต้องการขับเคลื่อนได้ง่ายกว่าตะโกนโหวกเหวกอยู่ข้างนอกกระดานที่ไม่มีใครสนใจ
จะมีก็เพียงพรรคเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดงที่ยังต้องรักษาท่าทีและจุดยืนของตัวเองไม่สนับสนุนร่วมสังฆกรรมกับอำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งที่มีแต่จะเสียกับเสีย
ทั้งทำลายฐานมวลชนที่เคยสนับสนุนตัวเอง และอาจถูกมองว่าเป็นการฮั้วกันกับ คสช.จากการถูกไล่บี้อย่างหนักเวลานี้
ที่สำคัญหากพรรคการเมือง กลุ่มการเมืองอื่นๆ ตัดสินใจหันมาร่วมมือกับ คสช.นั้นย่อมเป็นการบีบให้เพื่อไทยต้องถูกโดดเดี่ยวต่อไปในอนาคตอีกด้วย







