
แจ้งความจับพ.ต.ท.รุกป่า
ป่าไม้ร่อนหนังสือถึงสตช. แจ้งความเอาผิด พ.ต.ท.รุกป่า
ป่าไม้ร่อนหนังสือถึงสตช. แจ้งความเอาผิด พ.ต.ท.รุกป่า
นายอรรถพล เจริญชันษา ผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้ เปิดเผย ว่า ได้เตรียมทำหนังสือถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรณีที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) และกรมป่าไม้โดย หน่วยพยัคฆ์ไพร เข้าตรวจสอบพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าภูหลวง จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นพื้นที่อนุรักษ์ต้นน้ำโซน ซี พบการบุกรุกพื้นที่กว่า 33 ไร่ อีกทั้งพื้นที่ ที่ถูกบุกรุกดังกล่าวยังไปทับซ้อนกับพื้นที่สวนป่าของกรมป่าไม้อีกด้วย และเจ้าหน้าที่ยังพบป้ายประกาศขนาดใหญ่ มีข้อความว่าที่ดินผืนดังกล่าวเป็นของ พ.ต.ท.รายหนึ่ง พร้อมระบุเบอร์โทรศัพท์ชัดเจน
ทั้งนี้ หน่วยพยัคฆ์ไพร ได้เข้าแจ้งความที่ สภ.หนองสาหร่าย ข้อหายึดครอบครองพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.คนดังกล่าว ได้ให้การปฏิเสธว่าไม่ใช่เจ้าของที่ดิน แต่เป็นแค่ผู้ดูแลให้อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดคนหนึ่งเท่านั้น
ขณะที่กรมป่าไม้จะชี้แจงรายละเอียดทั้งหมด ในหนังสือที่ส่งถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งตามข้อเท็จจริง และคำให้การของนายตำรวจระดับ พ.ต.ท.คนดังกล่าว พร้อมกับหลักฐานเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าภูหลวง ให้ทางผู้บังคับบัญชาของ พ.ต.ท.คนดังกล่าวทราบ เพื่อให้พิจารณาโทษตามระเบียบ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกด้วย
นายอรรถพล กล่าวว่าพฤติกรรมของ พ.ต.ท.คนดังกล่าว เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน ที่จะต้องเรียกตัวอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดคนดังกล่าวมาชี้แจงข้อเท็จจริง แต่กรณีนี้ มีหลักฐานชัดเจนจากป้ายประกาศ ที่เขียนประกาศบอกให้ผู้คนในละแวกดังกล่าวทราบ
นายอรรถพล กล่าวว่า สำหรับอีกคดี ที่เจ้าหน้าที่สำนักทรัพยากรป่าไม้ที่ 8 นครราชสีมา พร้อมทหารกองทัพภาคที่ 2 สำนักพระพุทธศาสนา จ.นครราชสีมา และเจ้าหน้าที่ตำรวจตำรวจ เข้าตรวจสอบสำนักสงฆ์ป่าภูผาสูง ที่ถูกร้องเรียนว่าบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ และอุทยานแห่งชาติปากช่อง-หมูสี ป่าโซนซีบ้านดงมะไฟ ต.มะเกลือใหม่นั้น จากการตรวจสอบย้อนหลังนั้น พบว่า สำนักสงฆ์ดังกล่าวเคยทำโครงการร่วมกับกรมป่าไม้ตามโครงการพุทธอุทยาน โดยกรมป่าไม้อนุญาตให้สำนักสงฆ์ใช้พื้นที่ป่าประมาณ 10 ไร่ พร้อมทั้งให้พระสงฆ์ช่วยดูแลรักษาป่าตั้งแต่ปี 2551 แต่ปี 2555 มีการตรวจสอบรังวัดพื้นที่ใหม่ พบว่า สำนักสงฆ์ดังกล่าว ขยายพื้นที่จากเดิม 10 ไร่ เป็น 2,600 ไร่ โดยสำนักสงฆ์ยังได้สร้างสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นจากเดิม คือ เจดีย์ แต่พื้นที่โดยรอบ ที่อยู่นอกเหนือ 10 ไร่ ตามที่ กรมป่าไม้อนุญาตแต่เดิมนั้น ยังไม่มีการพัฒนาแต่อย่างใด ยังคงเป็นพื้นที่ป่าอยู่ เพียงแต่มีการปักหมุดแสดงอาณาเขตว่าเป็นพื้นที่ของวัดเท่านั้น
"ขอเรียนว่า ก่อนหน้านี้ที่ทางกรมป่าไม้อนุญาตให้สำนักสงฆ์เข้ามาใช้พื้นที่ ไม่ว่ากี่ไร่ก็ตาม ไม่ใช่ว่าทางสำนักสงฆ์จะเป็นเจ้าของพื้นที่นั้น แต่พื้นที่ยังเป็นของกรมป่าไม้อยู่ ซึ่งโครงการพุทธอุทยานที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ ในสมัยนั้น ได้มีขึ้น เพื่อต้องการให้พระสงฆ์ ได้มีส่วนร่วมกับราชการในการดูแลป่า เพราะชาวบ้านเชื่อและมีความใกล้ชิดในพระสงฆ์ การที่พระสงฆ์เข้าไปชักชวนให้ชาวบ้านช่วยดูแลป่า น่าจะเป็นการช่วยราชการอีกแรงหนึ่ง อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็จะมีการตรวจสอบเพิ่มเติม เพื่อความยุติธรรมทั้ง 2 ฝ่าย โดยตอนนี้กรมปป่าไม้ขอให้วัดหยุดกิจกรรมทุกชนิดนอกเหนือพื้นที่ 10 ไร่ ที่ได้รับอนุญาตแต่เดิม ส่วนในพื้นที่ 10 ที่มีการสร้างเจดีย์ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ และอยู่นอกเหนือข้อตกลงที่กรมป่าไม้กับสำนักสงฆ์มีให้กันก่อนทำโครงการนั้น กรมป่าไม้ คงไม่ถึงกับไปรื้อเจดีย์ แต่จะตรวจสอบความเหมาะสมเพิ่มเติม"นายอรรถพล กล่าว







