posttoday
วสท.เร่งถกแก้รถติดสร้างรถไฟฟ้า

วสท.เร่งถกแก้รถติดสร้างรถไฟฟ้า

24 กันยายน 2558

วสท. ดึง 15 องค์กรร่วมถกปัญหาก่อสร้างในกรุงเทพฯ กับวิกฤติรถติด พร้อมแนวทางแก้ไข

วสท. ดึง 15 องค์กรร่วมถกปัญหาก่อสร้างในกรุงเทพฯ กับวิกฤติรถติด พร้อมแนวทางแก้ไข

นายอรวิทย์ เหมะจุฑา ประธานอนุกรรมการสาขาวิศวกรรมจราจรและขนส่ง วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.)​ เปิดเผยว่า การจัดเสวนา เรื่องก่อสร้างรถติด...ช่วยกันคิดแก้ไข ทางวสท.ได้รับความร่วมมือจาก 15 องค์กร ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (คณะวิศวกรรมศาสตร์), สมาคมวิทยาการจราจรและขนส่งแห่งประเทศไทย, สมาคมวิศวกรที่ปรึกษาไทย, สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยฯ, มูลนิธินโยบายถนนปลอดภัย(ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน),สำนักงานสร้างเสริมสุขภาพ, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กรุงเทพมหานคร(สำนักการระบายน้า สำนักการโยธา สำนักสิ่งแวดล้อม สำนักการจราจรและขนส่ง), การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย, กรมทางหลวง, กรมทางหลวงชนบท, การทางพิเศษแห่งประเทศไทย, การไฟฟ้านครหลวง,การประปานครหลวง และ บริษัท กสท โทรคมนาคม ที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างในเมือง ทั้งโครงการระบบราง, โครงการส่วนต่อขยายทางด่วน, โครงการนำสายไฟฟ้าลงใต้ดิน และอื่นๆ อีก

ทั้งนี้ เพื่อร่วมหาแนวทางแก้ปัญหาผลกระทบจากการงานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ​ ที่ต้องนำพื้นที่ถนนที่มือยู่จำกัดไปใช้ขนวัสดุ ขุดวางสิ่งก่อสร้าง หากไม่บริหารจัดการให้ดีก็จะนำไปสู่ความเดือดร้อนของประชาชน และอุบัติเหตุจากการก่อสร้างได้ โดยมองว่าการเสวนาจะได้ร่วมกันระดมสมองแสดงแนวทางลดผลกระทบในด้านต่างๆ รวมทั้งอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นระหว่างดำเนินการก่อสร้าง

ด้านนายเอนก ศิริพานิชกร ประธานคณะกรรมการสาขาวิศวกรรมโยธา วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) กล่าวถึงสถานการณ์ปัญหาการจราจรว่า ปัจจุบันการจราจรในกรุงเทพฯ​อยู่ในสภาวะติดขัดอยู่แล้ว โดยในปี 2557 อัตราความเร็วเฉลี่ยของรถยนต์ส่วนบุคคลบนถนนสายหลักต่างๆ (ไม่รวมบนถนนวงแหวนชั้นใน) ในชั่วโมงเร่งด่วนช่วงเช้าจะอยู่ที่ 15.8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และในช่วงเย็นจะอยู่ที่ 22.4 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทันทีที่มีสิ่งกีดขวางเกิดขึ้นในช่วงถนนใด ก็พร้อมจะเกิดการจราจรติดขัดหนักขึ้นและต่อเนื่องไปทั่วเกือบทุกถนน ยิ่งในช่วงที่ฝนตก มีน้ำขัง รถจอดเสียเกิดอุบัติเหตุ หรือรถชน หรือมีกิจกรรมข้างถนน ก็ยิ่งจะทำให้ปัญหาลุกลามเลวร้ายขยายวงยิ่งขึ้น

สำหรับถนนที่มีรถติดมากที่สุด 5 อันดับแรก ช่วงเร่งด่วนเช้า (ขาเข้าเมือง) ได้แก่

อันดับที่ 1 ถนนกรุงธนบุรี ช่วงถนนกรุงธนบุรี-สุรศักดิ์ มีความเร็วเฉลี่ย 6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

อันดับที่ 2 ถนนเจริญกรุง ช่วงถนนตก-สุรวงศ์ โดยมีความเร็วเฉลี่ย 9.9 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

อันดับที่ 3 ถนนราชวิถีชั้นใน ช่วงถนนอุภัย-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิโดยมีความเร็วเฉลี่ย 10.7 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

อันดับที่ 4 ถนนพระราม 9 ช่วงถนนรามคำแหง-พระราม 9 โดยมีความเร็วเฉลี่ย 10.9 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

อันดับที่ 5 ถนนอโศก-ดินแดง ช่วงถนนพระราม 9-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยมีความเร็วเฉลี่ย 11 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

นอกจากนี้ ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการจราจรติดขัดบนถนนนั้นมีสาเหตุมาจากโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่เบียดบังผิวการจราจรไป เช่น 1.โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว ที่แยกเกษตร ทำให้รถติดหนัก 2.โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค-บางซื่อ-ท่าพระ ซึ่งจะกระทบต่อสภาพการจราจรในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน อาทิ ถนนเจริญกรุง ถนนอิสรภาพ ถนนเพชรเกษม ถนนจรัญสนิทวงศ์ 3.โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ ซึ่งจะกระทบการจราจรในย่านนนทบุรี บางบัวทอง 4.โครงการก่อสร้างทางลอดแยกไฟฉาย ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อถนนจรัญสนิทวงศ์ และถนนพรานนก 5.โครงการสร้างทางลอดแยกมไหศวรรย์ ซึ่งทำให้ถนนตากสิน และถนนรัชดาภิเษกเกิดการจราจรติดขัดอย่างหนัก

6.โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือ ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ ซึ่งกระทบโดยตรงต่อการจราจรในเส้นสุขุมวิท ยาวไปถึงการจราจรในจังหวัดสมุทรปราการ 7.โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต ที่ทำให้ถนนโลคัลโรดรถติดยาวตลอดทั้งเส้นทาง และ 8.โครงการก่อสร้างทางพิเศษศรีรัช-วงแหวนรอบนอก ซึ่งทำให้การจราจรในถนนราชพฤกษ์ จรัญสนิทวงศ์ สิรินธร บรมราชชนนี และกำแพงเพชร หนาแน่นและติดขัดตลอดเส้นทาง

ด้านสรุปข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ปัญหาวิกฤตจราจรจากงานก่อสร้างโครงการต่างๆ ในกทม.ของวสท. มีดังนี้

1.ผู้ดูแลโครงการก่อสร้างมีมาตรการการบริหารจัดการพื้นที่ก่อสร้างและพื้นผิวจราจรอย่างมีประสิทธิภาพ

2.ผู้ปฏิบัติงานในไซต์ก่อสร้างบริหารจัดการวัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้างควรหลีกเลี่ยงการจัดวางในบริเวณที่กีดขวางการจราจรหรือบนพื้นผิวการจราจร

3.เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยดูแลจัดการเพื่อให้การจราจรคล่องตัว

4.เจ้าของโครงการมีความรับผิดชอบและตรวจสอบความปลอดภัยเพื่อป้องกันอุบัติเหตุต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ เป็นประจำทุกวัน

5.ผู้ใช้รถใช้ถนนมีระเบียบวินัย เคารพและปฏิบัติตามกฎจราจร

6.ประชาชนผู้อาศัยและชุมชนใกล้พื้นที่ก่อสร้างไม่เพิ่มภาระให้รถติดหนักขึ้นไปอีก เช่น การจอดรถในที่ห้ามจอด การจอดริมถนนแวะซื้อของ หรือการตั้งร้านหาบเร่แผงลอยบริเวณพื้นผิวจราจร เป็นต้น

7.หน่วยงานต่างๆ มีการเตรียมการจัดระเบียบและลดความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดรถติด เช่น การเตรียมท่อระบายน้ำรับมือหากฝนตกจะไม่เกิดน้ำท่วมขัง การรณรงค์ไม่ให้ทิ้งขยะลงท่อหรือทางน้ำเพื่อลดการอุดตัน การติดตั้งป้ายเตือนเลี่ยงการจราจรบริเวณก่อสร้าง การจัดหน่วยซ่อมฉุกเฉิน และหน่วยบริการส่งตัวผู้บาดเจ็บเร่งด่วน เป็นต้น

หากผู้ปฏิบัติได้ใช้ความรู้  ความสามารถให้เต็มที่ ด้วยความใส่ใจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้บุคลากรของหน่วยงานและของผู้ก่อสร้างสามารถฟื้นฟูและเพิ่มพูนได้ ทั้งนี้ทางวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์(วสท.) ได้พัฒนาและจัดการอบรม 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรการตรวจสอบความปลอดภัยทางถนน (Road Safety Audit,RSA) ซึ่งเป็นกระบวนการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเป็นทางการตามมาตรฐานสากลที่ใช้กันแพร่หลายในประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย เป็นต้น โดยตรวจสอบถนนที่ใช้งานอยู่ในช่วงถนนหรือทางแยก และการตรวจสอบโครงการก่อสร้างถนน

ประกอบด้วย 5 ช่วง คือ ช่วงการศึกษาความเป็นปได้ของโครงการ ช่วงออกแบบเบื้องต้น ช่วงการออกแบบในรายละเอียด ช่วงก่อสร้าง และช่วงก่อนเปิดใช้งาน ในการตรวจสอบมีการแต่งตั้งคณะผู้ตรวจสอบอิสระจากหลายสาขาวิชาชีพ อีกหลักสูตรหนึ่งที่สำคัญในการพัฒนาศักยภาพของบุคคลากรด้านงานก่อสร้าง คือ หลักสูตรการจัดการการก่อสร้างในเมือง ซึ่งนำไปสู่การทำงานก่อสร้างที่มีความปลอดภัยในไซต์งานและพื้นที่รอบข้าง และไม่สร้างปัญหาแก่การจราจร สิ่งแวดล้อม และสุขอนามัย หากดำเนินการอย่างจริงจังต่อเนื่องก็จะทำให้ ลดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างและลดการสูญเสียจากอุบัติเหตุ ส่งเสริมกระบวนการที่ทำให้เกิดความปลอดภัยอย่างยั่งยืน

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง