
นาทีทองส่งออกกุ้งไทย
ถือเป็นนาทีทองสำหรับผู้ประกอบการส่งออกกุ้งของไทยในการครองส่วนแบ่งทางการตลาดกุ้งในสหรัฐ ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่างที่อำนวยต่อธุรกิจส่งออกกุ้งไทย ไม่ว่าจะเป็นค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง และความสามารถในการส่งออกวัตถุดิบของไทยที่ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการที่เกษตรกรเอาชนะโรคกุ้งตายด่วน (อีเอ็มเอส) ที่ก่อนหน้านี้แพร่ระบาดและส่งผลต่อผลผลิตกุ้งที่ลดลง
ถือเป็นนาทีทองสำหรับผู้ประกอบการส่งออกกุ้งของไทยในการครองส่วนแบ่งทางการตลาดกุ้งในสหรัฐ ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่างที่อำนวยต่อธุรกิจส่งออกกุ้งไทย ไม่ว่าจะเป็นค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง และความสามารถในการส่งออกวัตถุดิบของไทยที่ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการที่เกษตรกรเอาชนะโรคกุ้งตายด่วน (อีเอ็มเอส) ที่ก่อนหน้านี้แพร่ระบาดและส่งผลต่อผลผลิตกุ้งที่ลดลง
การที่ค่าเงินบาทอ่อนนี้ส่งผลดีต่อภาคการส่งออกของไทยเป็นอย่างมาก ทำให้กลุ่มธุรกิจส่งออกกุ้งของไทยมีความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจกับประเทศคู่แข่ง โดยเฉพาะอินเดียซึ่งเป็นคู่แข่งรายสำคัญในอุตสาหกรรมกุ้ง
ทั้งนี้ เว็บไซต์ข่าวต่างประเทศ อันเดอร์เคอร์เรนท์นิวส์ รายงานอ้างแหล่งข่าวว่า ผู้ประกอบการส่งออกกุ้งของอินเดียกำลังประสบปัญหายอดส่งออกที่ลดลง และราคาสินค้าที่สูงขึ้น ส่งผลดีต่อภาคการส่งออกของไทย
ด้าน สถาสรรพ วิริยะนันทวานิช ผู้จัดการทั่วไป บริษัท สยาม คานาเดี่ยน ฟู้ดส์ ผู้นำอุตสาหกรรมการจัดหาและจัดส่งผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็งคุณภาพสูงของเอเชีย กล่าวว่า จุดแข็งที่ทำให้กุ้งไทยสามารถแข่งขันทางการตลาดได้คือขนาดและปริมาณกุ้งที่ไทยผลิตได้
“มีการคาดการณ์จากผู้ประกอบการว่า ผลผลิตปี 2015 อาจสูงถึง 2.5 แสนตัน ในขณะที่บางรายคาดว่าจะสูงถึง 2.75 แสนตัน ขึ้นอยู่กับยอดส่งออกในไตรมาส 3 และ 4” สถาสรรพ กล่าวเสริม
นอกจากนี้ แรงซื้อของกลุ่มธุรกิจส่งออกอาหารแช่แข็งที่มีสัญญาซื้อขายกับสหรัฐ โดยความต้องการซื้อกุ้งจากสหรัฐเพิ่มขึ้น 20% จากปี 2014 และกำลังซื้อจะยาวไปจนถึงปลายเดือน พ.ย. ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับเกษตรกรที่ทำนากุ้ง
อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการบางรายกังวลว่า ถึงแม้อัตราแลกเปลี่ยนของค่าเงินบาทจะส่งผลดีต่อภาคการส่งออก แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ราคาผลิตผลจากประเทศอื่นนั้นถูกกว่าไทยอยู่มาก และหากธุรกิจเลี้ยงกุ้งอินเดียฟื้นตัวขึ้น ราคาผลิตผลของอินเดียก็จะยิ่งถูกลงไปอีก
ในขณะเดียวกัน หากไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจส่งออกกุ้ง อาจส่งผลให้สหรัฐหันไปดำเนินธุรกิจกับประเทศอื่น เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม แทน ซึ่งสหรัฐจะเป็นผู้กำหนดราคาผลิตผลเอง และผู้ผลิตจำเป็นต้องทำตามสหรัฐ
“หากผู้ประกอบการไทยรับไม่ได้กับราคาที่สหรัฐเสนอมา สหรัฐจะหันไปดำเนินธุรกิจกับประเทศอื่น และหากประเทศอื่นก็รับไม่ได้ สหรัฐจะรอจนกว่าประเทศผู้ส่งออกยอมรับในราคาที่เสนอ ซึ่งอาจใช้เวลา 1-2 สัปดาห์ สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการซื้อมีน้อยกว่าความต้องการขาย” สถาสรรพ กล่าว
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมส่งออกสินค้าประมงของไทยกำลังเป็นที่จับตามองจากนานาชาติ หลังมีการกดดันจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนว่า อุตสาหกรรมการประมงไทยมีการใช้ประโยชน์จากแรงงานเด็กและแรงงานต่างด้าวอย่างผิดกฎหมาย







