
ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ
ประเทศไทยอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญหรืออยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน (อีกครั้ง)
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์
ประเทศไทยอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญหรืออยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน (อีกครั้ง) ซึ่งเปลี่ยนผ่านมาหลายครั้งแล้วก็ยังผ่านไม่ได้สักที ตรงกันข้ามประเทศกลับจมปลักโคลนจนไม่รู้ว่าจะขึ้นจากหล่มได้เมื่อใด หาก คสช.ไม่ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนที่โกงกินกันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย คนไทยแตกแยกกันมากที่สุด ประเทศไทยคงก้าวไปสู่ “รัฐล้มเหลว” ตามคำนิยามที่ฝรั่งเขียนไว้
ผู้นำประเทศพูดถึงการฟื้นฟูประเทศ หวังจะเห็นประเทศไทยที่คนไทยไม่แตกแยกมีความปรองดองกันในระดับหนึ่ง ลดการทุจริตคอร์รัปชั่น รัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศตามหลักธรรมาภิบาลด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งอาจมีบทเฉพาะกาลในระยะเปลี่ยนผ่านเป็นเวลา 5 ปี ผู้นำประเทศได้พูดถึงยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปีข้างหน้า ซึ่งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติได้ร่างแผนแบบไว้เสร็จแล้ว แต่วันนี้ผู้เขียนจะเขียนถึง “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติในระยะ 20 ปีข้างหน้า” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติดังกล่าว
ก่อนจะก้าวไปสู่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงของชาติ เริ่มต้นเราคงต้องถามตัวเราเองก่อนว่า คนไทยอยากให้ประเทศไทยใน 20 ปีข้างหน้ามีหน้าตาเป็นแบบใด หลายปีที่ผ่านมาบ้านเรือนที่เรียกว่าประเทศไทยนั้นทรุดโทรมมาก คนที่พำนักอาศัยอยู่ในบ้านนอกจากไม่ดูแลบ้านเรือน ไม่ปัดกวาดเช็ดถูซ่อมแซมแล้วยังปล่อยให้บ้านเรือนทรุดโทรม หลังคาโหว่ ฝนตกทีน้ำรั่วนองพื้น ฝาบ้านผุพัง บางทียังรื้อเอาฝาบ้าน พื้นบ้านไปขายให้คนอื่นเสียอีก ปล่อยให้ปลวกแทะเสาเรือนจะผุกร่อน ทั้งที่บ้านหลังนี้สร้างมาอย่างดี แข็งแรง ทนทาน ใช้ไม้อย่างดี แต่หัวหน้าบ้านไม่เอาใจใส่ดูแล จนคนในบ้านกลุ่มหนึ่งทนไม่ไหวลุกขึ้นยึดอำนาจจากหัวหน้าครอบครัว เพื่อซ่อมแซม ปัดกวาดเช็ดถูก ทาสีใหม่ให้ดูสวยงามขึ้น
หากประเทศเป็นเหมือนบ้านหลังหนึ่ง เราต้องการให้บ้านของเราใน 20 ปีข้างหน้ามีรูปร่างอย่างไร กว้างใหญ่ แข็งแรง ทนทาน สวยงามขนาดไหน จะสร้างบ้านแบบไหนให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของไทย คนไทยต้องตกลงกันให้ได้ก่อนว่าจะให้บ้านหลังนี้มีรูปร่างอย่างไร มีภูมิทัศน์สวยงามขนาดไหน มีความมั่นคงอย่างไร ทนแดดทนลมทนฝน ทนแรงพายุได้ขนาดไหน
ไม่ว่าไปถามใคร คำตอบก็คงเป็นแบบเดียวกัน คือ ต้องการบ้านใหญ่โต สวยงาม มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย จัดภูมิทัศน์อย่างสวยงาม มีสนามเทนนิสในบ้าน มีกรีนพัตต์กอล์ฟ มีพื้นที่สำหรับขี่จักรยานหรือวิ่งได้รอบๆ และอีกมากมายแล้วแต่จะคิดสรรหา พูดง่ายๆ ก็คือ อยากได้คฤหาสน์เหมือนกับที่ใช้ถ่ายทำละครฟอร์มใหญ่ที่เราเห็นในโทรทัศน์นั่นแหละ บางทีอยากสร้างบ้านสวยทรงสเปน ซึ่งไม่เหมาะกับเมืองไทย ต้องติดแอร์ทั้งหลัง แต่มีชีวิตอยู่แบบคนไทยอีสาน สู้เรือนไทยใต้ถุนสูงมีช่องลมให้ลมพัดผ่าน หนีน้ำในหน้าฝน ไปอยู่ใต้ถุนในหน้าแล้งไม่ได้
นั่นคือความปรารถนาของคนไทย โดยไม่ดูตัวเองว่าเรามีศักยภาพหรือขีดความสามารถที่จะสร้างคฤหาสน์ใหญ่โตเช่นนั้นได้หรือไม่ สมมติว่าเราอยากจะสร้างบ้านราคา 100 ล้านบาท แต่มีเงินอยู่ ณ ขณะนี้เพียง 30 ล้านบาท หากเราจะไปกู้หนี้ยืมสินมา ขายสมบัติที่มีอยู่ อาจได้เพิ่มมาอีก 30 ล้านบาท รวมแล้ว 60 ล้านบาท ก็ยังไม่เพียงพอที่จะสร้างบ้านในฝันตามความปรารถนาในราคา 100 ล้านบาทได้
เปรียบเทียบกับประเทศก็เช่นกัน ผู้นำคงต้องการสร้างประเทศของตนให้เจริญก้าวหน้าพัฒนาอย่างมั่นคง มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง รายได้ประชาชนสูงเป็นประเทศรายได้ปานกลางถึงสูง ไม่มีขโมย
โจรผู้ร้าย บ้านเมืองมีแต่ความสงบสุข แต่ก่อนจะทำอะไร เราต้องดู “จุดแข็ง” และ “จุดอ่อน” ของเราเสียก่อน เพราะจุดแข็งและจุดอ่อนจะเป็นตัวกำหนด “ทิศทางเดินของประเทศ” ว่าจะไปทางไหน อย่างไร เราต้องประเมินศักยภาพของประเทศในปัจจุบัน และที่อาจเพิ่มพูนได้ในอนาคต ก่อนที่จะตกลงใจว่าจะสร้างบ้านของเราอย่างไร ใหญ่โต มั่นคงแข็งแรงขนาดไหน
ตัวอย่างของประเทศที่ผู้นำศึกษาและรู้จุดแข็งจุดอ่อนของตนเองเป็นอย่างดี และกำหนดทิศทางเดินของประเทศจนประสบความสำเร็จก้าวอยู่ในระดับหน้าของโลก จากประเทศที่ “ไม่มี” อะไรเลย จนกลายเป็นประเทศที่ “มี” จนเป็นที่อิจฉาของเพื่อนบ้าน นั่นก็คือ “สิงคโปร์” ที่เป็นเช่นนี้เพราะผู้นำหรือบิดาของสิงคโปร์ “นายลีกวนยิว” เป็นผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ศึกษาจุดอ่อนจุดแข็งของประเทศก่อน และรู้ว่าสิงคโปร์ควรจะเดินไปในทิศทางใด ทิศทางเดินของประเทศถูกกำหนดโดยจุดแข็งจุดอ่อนของประเทศ ซึ่งสามารถรักษาและเพิ่มพูนได้ ก่อให้เกิดพลังอำนาจของชาติที่มีประสิทธิภาพ
สิงคโปร์เป็นเกาะเล็กๆ ที่ไม่มีอะไรเลย ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติไม่ว่าประเภทใด แม้แต่น้ำกินก็ยังต้องพึ่งพาประเทศอื่น อาหารการกินก็ต้องนำเข้าจากประเทศอื่น ตัวเองไม่มีพื้นที่ที่จะผลิตอาหารได้เพียงพอเลี้ยงประชากรที่เริ่มต้นมีอยู่ประมาณ 2 ล้านคนเท่านั้น วันที่มาเลเซียขับสิงคโปร์ออกจากสหพันธรัฐ ผู้นำมาเลเซียยิ้มเยาะอยู่ในใจว่า สิงคโปร์ต้องอดตายแน่ๆ ลีกวนยิวเองไม่ได้ต้องการที่จะออกจากมาเลเซียแต่อย่างใด แต่จำใจต้องออกมาเพราะโดนขับ ลีกวนยิวมีปณิธานแน่วแน่ว่า จะต้องสร้างสิงคโปร์เป็นประเทศที่นอกจากไม่ตายหยังเขียดดังที่ผู้นำมาเลเซียคาดหวังแล้วเขาจะทำให้สิงคโปร์เจริญรุ่งเรืองทัดเทียมกับมาเลเซีย หรือให้ก้าวหน้ากว่ามาเลเซียด้วยซ้ำ ซึ่งเวลานั้นไม่มีใครเชื่อว่าลีกวนยิวจะทำได้
ลีกวนยิวเชื่อว่าเขาทำได้ เพราะสิงคโปร์มีในสิ่งที่ผู้นำประเทศอื่นไม่มี นั่นคือ “สมอง” สัปดาห์หน้ามาอ่านต่อว่า ลีกวนยิวกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศอย่างไร







