
เร่งปฏิรูประบบบำนาญไทย ทางรอดสังคมผู้สูงอายุ
โดย...สวลี ตันกุลรัตน์
โดย...สวลี ตันกุลรัตน์
อีก 20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีประชากรที่เป็นผู้สูงอายุในสัดส่วนมากถึง 30% ของประชากรทั้งหมด และแม้ว่ารัฐบาลไทยจะมีช่องทางการออมเพื่อการเกษียณอายุครอบคลุมทุกกลุ่มอาชีพ ทั้งที่เป็นแรงงานในระบบและนอกระบบ แต่ยังคงมีคำถามว่ามีคนเข้าถึงระบบเหล่านี้มากแค่ไหน เงินออมในช่องทางเหล่านี้จะเพียงพอและระบบที่มีอยู่จะยั่งยืนมากแค่ไหน
ในงานสัมมนากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เรื่อง “เงินใช้หลังเกษียณ : ความรับผิดชอบของใคร ทำอย่างไรให้พอเพียง” จึงพยายามหาทางออกให้กับปัญหานี้ และไม่ทำให้คนสูงอายุในอีก 20 ปีข้างหน้า กลายเป็นภาระให้คนรุ่นใหม่ต้องแบกรับ
สมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการคณะกรรมการ กบข. กล่าวในงานสัมมนาว่า จากการศึกษาของ กบข. พบว่า ข้าราชการไทยที่อยู่ในช่วงต้นของวัยเกษียณอายุ 60-64 ปี จะต้องมีเงินใช้จ่ายเดือนละ 1.6 หมื่นบาทถึงจะพอเพียง หรือคนที่อายุ 55 ปีในวันนี้จะต้องมีเงินก้อนขั้นต่ำในวันเกษียณเท่ากับ 4.5 ล้านบาท
“ระบบบำเหน็จบำนาญของประเทศไทยยังไม่ครอบคลุม โดยเฉพาะแรงงานในภาคเอกชน และแรงงานนอกระบบ แม้ว่าบางจุดจะบอกว่ามีสวัสดิการอยู่แล้ว เช่น ประกันสังคม แต่จำนวนเงินที่ได้ไม่เพียงพอ” สมบัติ กล่าว
ต้องมี คกก.บำนาญแห่งชาติ
วรเวศม์ สุวรรณระดา คณะกรรมการปฏิรูประบบรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย สภาปฏิรูปแห่งชาติ กล่าวว่า ทุกวันนี้ประเทศไทยมีระบบบำเหน็จบำนาญรวมกัน 11 ระบบ แต่เป็นระบบแยกส่วน ต่างคนต่างคิด ทำให้การตัดสินใจในเชิงนโยบายไม่เป็นระบบ และไม่มองผลกระทบภาพรวมของประเทศ
“หัวใจของการปฏิรูประบบบำนาญไทย คือ ต้องมีกลไกที่ทำให้ระบบต่างๆ มาคุยกัน เพราะปัจจุบันกระจัดกระจาย ซึ่งสิ่งที่เสนอไป คือ คณะกรรมการนโยบายบำนาญแห่งชาติ ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพราะต้องการให้มองปัญหาเป็นองค์รวม” วรเวศม์ กล่าว
เช่นเดียวกับ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ประธานกรรมการปฏิรูประบบบำนาญแห่งชาติและเศรษฐกิจเพื่อรองรับสังคมผู้สูงวัย สภาปฏิรูปแห่งชาติ กล่าวว่า “ระบบในปัจจุบันมีความลักลั่น ต้องมีคณะกรรมการขึ้นมาปฏิรูประบบนี้ มาดูร่วมกันว่าจะปรับอะไรให้เข้ากันได้”
พร้อมกันนี้ เจิมศักดิ์ ยกตัวอย่างว่า อาจจะแยกส่วนเงินออมชราภาพของประกันสังคมไปอยู่ภายใต้การบริหารของกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) และแยกบัญชีรายบุคคลแบบเดียวกับ กอช. เพื่อให้กองทุนมีความยั่งยืน
ขณะที่ สมบัติ เสนอว่า ประเทศไทยควรมีหน่วยงานกลางทำหน้าที่กำกับและพัฒนาระบบหลักประกันการเงินหลังเกษียณของคนไทย โดยเชื่อมโยงทุกหน่วยงานที่เกี่ยวกับการเงินหลังเกษียณไว้ด้วยกัน
“ถือเป็นวาระแห่งชาติที่จะทำให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการออมและการลงทุนในหลักทรัพย์ และมีวินัยในการออม เพื่อการเกษียณ นอกจากนี้ต้องสร้างแรงจูงใจในการออมตั้งแต่ต้นมือ” สมบัติ กล่าว
บังคับตั้งกองสำรองเลี้ยงชีพ
สมบัติ ยังเสนอให้มีกฎหมายบังคับบริษัทเอกชนให้จัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และขยายอายุเกษียณออกไปให้มากกว่า 60 ปี เพื่อให้มีเวลาออมนานขึ้นและมีแรงงานในระบบมากขึ้น
วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ ที่ปรึกษาสมาคมนักวางแผนทางการเงิน กล่าวในงานสัมมนาเดียวกันว่า จำเป็นต้องบังคับให้มีการออมเพื่อการเกษียณ
“คนไทยถ้าไม่บังคับจะไม่ทำ และถ้าบังคับก็จะทำเท่าที่บังคับ เพราะฉะนั้นต้องบังคับให้ออมในสัดส่วนที่สูง เพราะการออมเพียงแค่ 3% ของรายได้ไม่เพียงพอ แต่อาจจะเริ่มต้นที่ 3% ได้ แต่ต้องเพิ่มขึ้น” วิวรรณ กล่าว
ใครต้องรับผิดชอบ
แม้ว่าในวันนี้จะยังไม่มีการปฏิรูประบบบำนาญของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม และเงินบำนาญที่จะได้จากการออมในระบบต่างๆ ยังไม่เพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตเกษียณในปัจจุบัน
เจิมศักดิ์ บอกว่า “ถ้าถามว่าเป็นความรับผิดชอบของใครที่ทำให้เงินบำนาญพอเพียง ต้องบอกว่าเป็นความรับผิดชอบของตัวเราเอง ที่จะทำให้ตัวเองมีเงินเพียงพอ อย่าไปร้องขอให้รัฐบาลช่วย เพราะยังมีคนอีกมากที่มีปัญหา และดูจากโครงสร้างประชากรแล้วคงจะหวังพึ่งลูกไม่ได้ ต้องพึ่งตัวเอง”







