
15 ก.ค.รวมพลังชาติ สวด 'มหาสันติงหลวง' ขับไล่มาร
8...อาทิตย์ เคนมี/สิทธิณี ห่วงนาค
คนไทยทั้งประเทศรวมใจกันแสดงพลังอีกครั้ง ในวันที่ 15 ก.ค.นี้ ซึ่งบังเอิญมีงานสำคัญจัดขึ้นคู่ขนานกันอย่างเหมาะเหม็งราวกับนัดกันมา...
งานแรกเป็นกุศลจิตภายใต้ชื่อ
“รวมพลังไทยเทิดทูนชาติศาสนา พระมหากษัตริย์” เพื่อเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลให้กับประเทศ ในระหว่างที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าแผนปรองดองแห่งชาติ องค์กรภาคเอกชนและประชาชนทุกภาคส่วนต่างขานรับแนวทางนี้ เพื่อร่วมกันหาทางออกจากสถานการณ์วิปโยคที่เกิดขึ้นเจ้าภาพคือคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมด้วยภาคประชาชน ถือฤกษ์งามยามดี เวลา 15.0919.00 น. ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และบริเวณพื้นที่โดยรอบ เพื่อหลอมรวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติร่วมกันทำพิธีที่แสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
ภายในงานยังมีกิจกรรมต่างๆ อาทิ การรวมพลังด้วยริ้วขบวนประชาชน 3 ริ้วขบวน บริเวณแยกผ่านพิภพลีลา บริเวณหน้าหน่วยบัญชาการรักษาดินแดง (รด.) และบริเวณที่จอดรถราชนาวีสโมสร
ตรงกันข้ามกับอีกงานซึ่งเป็นอกุศลจิต ที่เรียกว่า
“วันแห่งความโกรธแค้น” จัดขึ้นที่พรมแดนของประเทศกัมพูชา เพื่อแสดงความอาฆาตแค้นประเทศไทยจากปัญหาข้อพิพาทในพื้นที่ทับซ้อนเขาพระวิหารคณะบุคคลกลุ่มหนึ่งในนามสภาเฝ้าระวังกัมพูชา (The Combodia Watchdog Council) ประกาศเป็นวันประท้วงต่อต้านทางการไทย โดยจะเริ่มเดินขบวนตั้งแต่เวลา 07.30 น. บริเวณหน้าวัดโพทุม มุ่งหน้าไปยังอนุสรณ์แห่งเอกราชของกัมพูชา
พ.อ.สมพงษ์ ถิ่นทวี คณะกรรมการอนุศาสนาจารย์ทหารบก กรมยุทธศึกษาทหารบก ในฐานะผู้ประสานงานพิธี ยืนยันว่า เจตนารมณ์ในการจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายชัดเจน เพื่อเสริมสร้างความสามัคคีปรองดองของคนในชาติ เทิดทูนสถาบันกษัตริย์ และต้องการให้เกิดความสงบสันติ มิได้เป็นการประชันกับงานของกัมพูชา แต่เหตุที่เลือกจัดงานในวันดังกล่าว เพราะถือว่าวันพฤหัสบดีเป็นวันครู
“
หลักใหญ่ใจความของงานนี้เน้นการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเพื่อความเป็นสิริมงคล ไม่ใช่เป็นพิธีกรรมทางไสยศาสตร์มนตร์ดำ เพื่อแก้เคล็ดหรือหักล้างกัมพูชาแต่อย่างใด” พ.อ.สมพงษ์ กล่าวรูปแบบการจัดงานแบ่งออกเป็น 2 ส่วน หนึ่งคือ พิธีทางสงฆ์และการเจริญพระพุทธมนต์ อีกส่วนหนึ่งคือการจัดกิจกรรมถวายพระพรชัยมงคลแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและบูรพมหากษัตริย์ไทย
สำหรับพิธีกรรมทางศาสนาจะมี พระเทพโมลี (สุนทรสุนทราโภ) ปฏิบัติหน้าที่แทนเจ้าอาวาสวัดราชผาติการาม และเจ้าคณะเขตดุสิต เป็นประธานฝ่ายสงฆ์
เริ่มจากการบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การสวดนพเคราะห์ถวายเป็นพระราชกุศล พิธีประกาศเทวดา จากนั้นจะมีการสวดพระพุทธอุปปตะสันติ ซึ่งเป็นคัมภีร์โบราณที่คนภาคเหนือเรียกกันว่าบทสวด
“มหาสันติงหลวง” ซึ่งทั้งผู้สวดและผู้ที่สดับตรับฟังจะได้รับอานิสงส์ผลบุญโดยถ้วนหน้าตามความเชื่อของพุทธศาสนิก เชื่อกันว่ามหาสันติงหลวง เป็นบทสวดมนต์ที่มีฤทธานุภาพขจัดปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายและเหตุเภทภัยทั้งปวง สามารถบันดาลความสงบสุขแก่บ้านเมือง ประการสำคัญคือเป็นการถวายพระราชกุศลแด่พระมหากษัตริย์
“
ภายในงานจะมีการแจกบทสวดมนต์ 999 ชุด ให้กับประชาชนที่มาเข้าร่วมพิธีในพระอุโบสถ ส่วนที่เหลือสามารถรับฟังและรับชมได้ทางจอโปรเจกเตอร์ที่จัดไว้ให้ด้านนอก” อนุศาสนาจารย์ กล่าวถัดมาจะมีการจัดฉายภาพยนตร์ชุดประวัติศาสตร์ไทย ถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ก่อนจะร่วมร้องเพลงชาติในเวลา 18.00 น. จากนั้นมีพิธีถวายพระพรชัยมงคล เปิดกรวยสักการะ ร้องเพลงสดุดีมหาราชา ปิดท้ายจุดพลุอย่างยิ่งใหญ่อลังการ
“
กิจกรรมรอบนอกวัดพระแก้ว ตลอดแนวถนนราชดำเนินจนถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จะมีการจัดริ้วขบวนเฉลิมพระเกียรติ คาดว่าจะมีประชาชนมาร่วมงานนับแสนคน” อนุศาสนาจารย์ กองทัพบก กล่าวนายอำนาจ บัวศิริ เลขาธิการมหาเถรสมาคม (มส.) กล่าวว่า ทางกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ได้ขอความเมตตาทาง มส.เพื่อมีมติให้พระสังฆาธิการทั่วประเทศ จัดการเจริญภาวนาหรือทำวัตรเย็นพร้อมกันทั่วประเทศ เวลา 17.00 น.
แต่สำหรับพระผู้ใหญ่ใน มส.นั้น เนื่องจากก่อนหน้า มส.เองได้มีโครงการเจริญภาวนาถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอยู่แล้ว และมีตารางเวลากำหนดรอบการจัดการสวดมนต์มาเป็นระยะ ทางคณะผู้จัดเกรงว่าหากนิมนต์พระเถระใน มส.เป็นทางการ เกรงจะกระทบต่อโครงการที่ดำเนินการเดิม ฉะนั้น ในส่วนของพระเถระ มส.จึงได้แต่ขอความเมตตาเท่านั้น
“
เพราะฉะนั้นในงานนี้จะมีเจ้าอาวาสวัดราชผาติการาม เป็นเจ้าพิธีฝ่ายสงฆ์ ที่จะนำการสวดบทสันปิงหลวง และมีพระสงฆ์ร่วมพิธีอีก 50 รูป ในเวลา 15.00 น. ซึ่งภายในวัดรอบพระอุโบสถวัดพระแก้ว จึงขอเชิญประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าสวมชุดขาวเข้าร่วมในพิธีดังกล่าว” เลขาธิการ มส. กล่าวมหาพิธีกุศลนี้คือการหลอมรวมพลังกัน พูดดีคิดดีทำดี ประเทศชาติย่อมบังเกิดความสงบสุข







