
อนาคตพรบ.คุ้มครองเพศทางเลือก
เห็นได้ชัดว่ากระแส “ความหลากหลายทางเพศ” ค่อนข้างเปิดเสรีมากขึ้นในปัจจุบัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศอนุรักษนิยมบางประเทศยังต่อต้านและจำกัดสิทธิของเพศทางเลือก ผลที่ตามมาคือการเลือกปฏิบัติที่ไม่ได้จำกัดแค่เชื้อชาติ ศาสนา หรือสีผิวเท่านั้น ประเทศไทยก็เช่นกัน
เห็นได้ชัดว่ากระแส “ความหลากหลายทางเพศ” ค่อนข้างเปิดเสรีมากขึ้นในปัจจุบัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศอนุรักษนิยมบางประเทศยังต่อต้านและจำกัดสิทธิของเพศทางเลือก ผลที่ตามมาคือการเลือกปฏิบัติที่ไม่ได้จำกัดแค่เชื้อชาติ ศาสนา หรือสีผิวเท่านั้น ประเทศไทยก็เช่นกัน
ไคล์ ไนท์ นักวิจัยประจำองค์การด้านสิทธิมนุษยชน เปิดเผยว่า หากไทยออกกฎหมายปกป้องเพศทางเลือกจากการถูกเลือกปฏิบัติ จะถือเป็นก้าวใหญ่ที่สำคัญของไทย หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีการผลักดันร่างพระราชบัญญัติความเท่าเทียมทางเพศ
อย่างไรก็ดี พระราชบัญญัติฉบับนี้ร่างบนพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน ซึ่งคือสิทธิที่มนุษย์พึงมีในการเลือกว่าจะเป็นเพศใด ไม่จำกัดว่าต้องถือเพศวิถีตามเพศสภาพที่ติดตัวมาแต่กำเนิด
นอกจากนี้ ไคล์ ไนท์ ยังระบุด้วยว่า พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวอาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในประเทศ กรณีตัวอย่างเช่นในปี 2014 องค์การแรงงานระหว่างประเทศ กล่าวว่า เพศทางเลือกในไทยมักถูกปฏิเสธรับเข้าทำงาน หากนายจ้างพบว่า เขาหรือเธอมีเพศวิถีที่ไม่ตรงกับลักษณะทางกายภาพ
อีกทั้งองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้เปิดเผยว่า 60% ของนักเรียนและนักศึกษาในไทยถูกกลั่นแกล้งจากเพื่อนร่วมชั้นเรียน ไม่ว่าจะเป็นการใช้คำพูดเสียดสี ประจาน ด่าทอ ไปจนถึงการทำร้ายร่างกายและทรัพย์สิน
ด้านภาคประชาสังคมของไทย ระบุว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวยังมีช่องโหว่อยู่มาก โดยเฉพาะการเปิดให้มีการเลือกปฏิบัติได้ ด้วยเหตุผลทางศาสนา ทางวิชาการ หรือเพื่อผลประโยชน์สาธารณะ ดังนั้นรัฐบาลควรให้ความสำคัญต่อประเด็นดังกล่าว โดยการหารือร่วมกับกลุ่มเคลื่อนไหวที่ดำเนินการเกี่ยวกับเพศทางเลือกในไทย เช่น เครือข่ายผู้หญิงเพื่อความก้าวหน้าและสันติภาพ
สอดคล้องกับคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ที่กล่าวว่า ร่างพระราชบัญญัติความเท่าเทียมทางเพศยังมีช่องโหว่ ส่งผลให้เกิดคำถามตามมาว่า ไทยพร้อมหรือไม่สำหรับการบังคับใช้ “กฎหมายคู่ชีวิต” ที่เป็นการเปิดโอกาสให้เพศเดียวกันสามารถแต่งงานกันได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญปี 2007 บัญญัติมาตราที่ให้ความเสมอภาคทางเพศระหว่างชายและหญิง แต่ต่อมาหลังรัฐประหารปี 2014 รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวถูกยกเลิกไป ส่งผลให้ยกเลิกมาตรานั้นไปโดยปริยาย ทว่าเจตนารมณ์ของตัวบทกฎหมายยังอยู่และยังคงมีการสานต่อเจตนารมณ์นั้น
ทั้งนี้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาพบว่า ขบวนการเคลื่อนไหวของเพศทางเลือกมีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นงานเสวนาถึงสิทธิเพศที่สามหรือวิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวกับเพศทางเลือก
หากไทยมีมติผ่านร่างพระราชบัญญัติความเท่าเทียมทางเพศ จะส่งผลให้ไทยเป็นผู้นำด้านสิทธิของเพศทางเลือกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคที่มีกฎหมายคุ้มครองการเลือกปฏิบัติต่อเพศทางเลือก







