posttoday
ข้อเสนอการปรับระบบการศึกษาและ STI ไทย

ข้อเสนอการปรับระบบการศึกษาและ STI ไทย

23 กันยายน 2558

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

เมื่อพูดถึงเรื่องอังค์ถัค (UNCTAD : United Nations Conference on Trade and Development) ก็อดที่จะพูดถึงเรื่องข้อเสนอของอังค์ถัดในเรื่องวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมไม่ได้ ซึ่งหากสามารถทำตามข้อเสนอดังกล่าวได้ ประเทศไทยจะมีพื้นฐานที่เข้มแข็ง สามารถก้าวกระโดดต่อไปในเรื่องวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม (STI : Science Technology and Innovation) ได้อีกไกล

สาเหตุที่อังค์ถัดมีข้อเสนอในเรื่อง STI ก็เนื่องจากได้ร่วมกันศึกษากับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ รวมถึงได้วิเคราะห์ข้อมูลและจุดอ่อนจุดแข็งของประเทศไทย และถึงแม้จุดอ่อนจุดแข็งต่างๆเหล่านั้น คนไทยที่อยู่ในวงการวิจัยวิทยาศาสตร์เองจะทราบดีอยู่แล้ว แต่ก็เท่ากับได้มุมมองของนักวิชาการ ประสบการณ์ และข้อมูลเชิงลึกประกอบจากองค์การระหว่างประเทศ ดังที่ผู้เขียนได้นำตัวเลขและแผนภูมิมาให้ได้ดูกันบ้างแล้วในฉบับที่เพิ่งผ่านมา

แต่ก่อนที่จะมาดูข้อเสนอของอังค์ถัดก็คงต้องมาผ่านตากันเรื่องจุดอ่อนจุดแข็งทางด้าน STI ของประเทศกันหน่อย ผู้เขียนใช้คำว่าผ่านตา เพราะไม่ต้องการลงลึกไปถึง SWOT Analysis ที่ดูกันหลายรอบแล้ว
ยกตัวอย่างจุดแข็งง่ายๆ ก็คือ ประเทศไทยมีสินทรัพย์ที่สำคัญๆ ที่จะทำให้ประเทศเป็น Innovative Based Economy ได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรถยนต์ (Automotive) อิเล็กทรอนิกส์ การเกษตร และสินค้าเกษตร รวมถึงภาคบริการที่กำลังเติบโตอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีโครงสร้างสำหรับการทำวิจัยทางด้าน STI พอสมควร และมีระบบการศึกษาขั้นสูงที่จะไปถึงระดับนักวิจัยได้

อย่างไรก็ตาม ข้ออ่อนด้อยของประเทศไทย คือ มีหน่วยงานด้าน STI อยู่มาก ที่ทำงานบางส่วนซ้ำซ้อนกัน แถมบางหน่วยงานยังทำทั้งการกำหนดนโยบาย ให้เงินสนับสนุนการวิจัยและทำวิจัยเอง รวมถึงการดำเนินงานตามนโยบายต่างๆ เองด้วย ซึ่งที่จริงแล้วหน่วยงานเหล่านี้ควรแยกออกจากกัน โดยเฉพาะหน่วยงานให้ทุนกับหน่วยงานทำวิจัย

คณะกรรมการที่ดูแลกำกับเรื่อง STI ควรมีหน้าที่วางกลยุทธ์และงบประมาณให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ที่วางไว้ รวมถึงประกอบด้วยบุคคลจากหลากหลายองค์กร เช่นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นต้น เพื่อให้เข้าใจความจำเป็นของการวิจัยพัฒนาด้าน STI ต่อประเทศ และเห็นได้ว่าภาคเอกชนเข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำวิจัยน้อยมาก แถมยังขาดการเชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัย หน่วยงานที่ทำวิจัย และภาคธุรกิจด้วย

ที่สำคัญคือ ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรมนุษย์ด้าน STI ที่เป็นระดับอาชีวศึกษาและระดับสูง และยังขาดแรงงานฝีมือในบางอุตสาหกรรม

เรียกว่าดูไปแล้วตอนแรกก็เหมือนจะดี แต่พอลงลึกก็เจอแต่ของที่ขาดๆ ที่จริงโครงสร้างนั้นมีค่อนข้างดีอยู่แล้ว รวมถึง
ด้านการศึกษาระดับสูง แต่ขาดคนที่จะไปเรียน เนื่องจากไม่มีแรงจูงใจในหลายๆ ด้าน รวมทั้ง Carrier Path ก็มีแบบว่าวับๆ แวมๆ ไม่เหมือนการเรียนด้านการเงิน ที่ดูท่าจะรวยเร็วหรือเป็นนักร้องนักแสดงซึ่งถึงแม้อายุของอาชีพจะไม่ยั่งยืน แต่ก็มีช่วงเวลาให้กอบโกยได้

อังค์ถัดจึงมีข้อเสนอให้ประเทศไทยปรับปรุงในหลายๆ ด้าน เช่น

- ให้ปรับปรุงโครงสร้างการวิจัยพัฒนาด้าน STI โดยการควบรวมหน่วยงานที่ทำงานซ้ำซ้อนกัน ยุบหน่วยงานที่ทำงานไม่ได้ประโยชน์ แต่ที่สำคัญคือ ควรมีการออดิต (Audit) คุณภาพและประสิทธิภาพของศูนย์วิจัยของรัฐบาล และการออดิตนี้ควรทำร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศด้วย ดูอังค์ถัดจะไม่ไว้ใจเราสักเท่าไร นอกจากนี้ผู้เขียนยังเห็นเพิ่มเติมว่า ถ้าจะให้ดีควรจะประเมินคุณภาพของผลงานวิจัยของรัฐและมหาวิทยาลัยด้วย โดยให้วิจัยให้สอดคล้องกับแนวทางเทคโนโลยีของโลก และความต้องการของตลาด ไม่ใช่อยากวิจัยอะไรก็วิจัยกันไป เสร็จแล้วก็ขึ้นหิ้ง เพราะเขามีการวิจัยกันไกลแล้วในโลก หรือไม่ก็ขยาย (Up Scale) ไม่ได้ หรือตลาดไม่สนใจ

- กระตุ้นให้มีการทำ STI ให้มากขึ้น โดยให้มีทั้ง Matching Fund และจูงใจระบบภาษี เพื่อสนับสนุนการร่วมทำการวิจัยและพัฒนาการระหว่างมหาวิทยาลัยกับเอกชน ให้สิ่งจูงใจทางด้านภาษี ทั้งแก่เอสเอ็มอีและบริษัทใหญ่ ใช้ประโยชน์จากโครงการใหญ่ๆ (Mega Projects) รวมไปถึงการจัดซื้อโดยรัฐด้วย คือให้รัฐบาลซื้อสินค้าที่ผลิตโดย STI ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานในประเทศไปใช้ในโครงการใหญ่ๆ ให้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผลงานวิจัยสามารถขายได้

- ยกเครื่องระบบการศึกษา ซึ่งมีหลายเรื่องที่ต้องทำ เช่น เรื่องอาชีวศึกษา รวมไปถึงการฝึกงาน ใช้มาตรการที่เหมาะสมกับสถานศึกษาที่ไม่ได้มาตรฐาน (Under Perform) อังค์ถัดใช้คำว่า “Make Education Institution Accountable” และให้มีการให้ทั้งนักเรียน ครู สถาบันการศึกษา ได้มีโอกาสไปเปิดหูเปิดตา เชื่อมโยง หรือทำงานกับภาคธุรกิจด้วย

ทั้งหมดข้างต้นนี้ ผู้เขียนเห็นว่าเป็นการวิจารณ์และเสนอแนะที่แรงแต่ตรงไปตรงมา และตรงจุดที่ประเทศไทยจะปฏิเสธไม่ได้เลย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท