
ผันเงินตรงสู่หมู่บ้าน ตำบล เยียวยาชั่วคราว
โดย...รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม
โดย...รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม
แพ็กเกจ (Package) กระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล นำโดย ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะแม่ทัพด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยมีมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชนผู้มีรายได้น้อยและมาตรการการกระตุ้นการลงทุนขนาดเล็ก ซึ่งมีวงเงินรวม 1.36 แสนล้านบาท แยกเป็นมาตรการต่างๆ เช่น มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกร “ด้วยการให้เงินกองทุนหมู่บ้าน” เพื่อปล่อยกู้ให้กับผู้มีรายได้น้อยหรือเกษตรกรในวงเงิน 6 หมื่นล้านบาท มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับชุมชนที่มีกระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบ โดยจ่ายผ่านตำบล ตำบลละ 5 ล้านบาท รวมวงเงิน 3.6 หมื่นล้านบาท เป็นต้น
มาตรการต่างๆ ที่ส่งเสริมให้ชุมชน หมู่บ้าน ตำบล ได้มีแหล่งเงินกู้เพื่อพัฒนาหมู่บ้าน โดยให้ชุมชนและชาวบ้านมีเงินทุนเพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ เสมือนการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากนั้น ได้ทำมาร่วมทศวรรษแล้ว โดยเฉพาะการส่งเงินในรูปกองทุนในรูปแบบต่างๆ ให้กับชุมชน หมู่บ้าน
นอกจากนี้ยังมีเงินทุนในระดับชุมชนในรูปแบบต่างๆ ทั้งที่ชาวบ้านมีการระดมทุนในรูปของกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ หรือเรียกว่ากลุ่มออมทรัพย์ เงินกองทุนของกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ที่ส่งตรงถึงหมู่บ้าน ตำบล รวมทั้งเงินที่ผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ลงไปให้ความช่วยเหลือกับชุมชนและชาวบ้าน ตลอดจนแหล่งเงินกู้ทั้งในระบบและนอกระบบที่ชาวบ้านยากจนต้องการเยียวยาเพื่อดำรงชีวิต เมื่อรวมเงินกองทุนในรูปแบบต่างๆ ที่ส่งตรงถึงชาวบ้านและชุมชนดังที่กล่าวแล้ว นับว่าแหล่งเงินกองทุนให้กับชาวบ้านนั้น “มีจำนวนมากมายต่อชุมชนและคนจนหรือผู้ด้อยโอกาสทั้งหลาย ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าเงินกองทุนต่างๆ เหล่านี้สามารถที่จะไปช่วยให้ชุมชนและชาวบ้านมีศักยภาพได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะความสามารถที่จะพึ่งตนเองให้มีรายได้และมีเงินออม สามารถดำรงชีวิตได้อยู่ในระยะยาวและมีความยั่งยืน”
ผมมีงานวิจัยของลูกศิษย์ระดับปริญญาเอก คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขาบริหารสังคม (Social Administration) เป็นดุษฎีนิพนธ์ “สังคมสงเคราะห์ศาสตรดุษฎีบัณฑิต” เรื่อง : ความเป็นธรรมในการเข้าถึงและรับประโยชน์จากแหล่งเงินทุนในชุมชนของผู้ด้อยโอกาสเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ของ สิริยา รัตนช่วย ซึ่งเป็นงานวิจัยที่น่าสนใจมากเหมาะที่จะให้ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลปัจจุบันนำไปศึกษาและใช้ประโยชน์ในการประยุกต์เพื่อทบทวนบทเรียนรู้การกระตุ้นเศรษฐกิจในรูปของการส่งเงินตรงต่อชุมชน ว่าสามารถที่จะช่วยเหลือชาวบ้าน เกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยเพียงใด โดยเฉพาะ “การลดความยากจน ลดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำ รวมทั้งศักยภาพที่จะทำให้ชาวบ้านและเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยและด้อยโอกาสพึ่งตนเองได้อย่างไร”
โดยโจทย์วิจัยของดุษฎีนิพนธ์ดังกล่าวนี้จะตอบโจทย์วิจัยว่าบรรดาแหล่งเงินทุนของรัฐบาลและภาคส่วนที่ส่งตรงถึงชาวบ้านและชุมชนนั้นจะสามารถทำให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นหรือไม่ “คำตอบจากผลวิจัยก็คือกองทุนในรูปแบบต่างๆ ที่ส่งตรงต่อชาวบ้านและชุมชนนั้น สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงชั่วครู่ชั่วยามในระยะสั้นเพื่อสร้างโอกาสให้เขาเข้าถึงแหล่งทุน แม้ว่าจะมีการสร้างรายได้และสร้างอาชีพบางส่วนในการช่วยการใช้จ่ายเพื่อดำรงชีวิตชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น แต่แหล่งทุนทั้งหลายก็ยังไม่ก้าวไปสู่การพัฒนาชีวิตของชาวบ้านและชุมชนได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว” จึงเป็นอุทาหรณ์และบทพิสูจน์ให้กับยุทธศาสตร์หรือมาตรการของรัฐบาลที่กำลังจะย้อนรอยกองทุนอย่างในอดีตที่ผ่านมาในรูปกองทุนต่างๆ ดังกล่าวแล้ว ดังเช่น กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองที่จะปล่อยกู้ให้กับผู้มีรายได้น้อย ซึ่งกลับมาตอกย้ำแนวทางเดิมหรือไม่อย่างไร ก็ควรจะทบทวนบทเรียนรู้ต่างๆ โดยเฉพาะผลงานวิจัยที่มีการศึกษาวิจัยกันมากมายและการจ่ายเงินตำบลละ 5 ล้านบาทก็ดี รวมทั้งเงินกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ ที่ทำให้ชาวบ้านมีโอกาสนำไปสร้างอาชีพ สร้างรายได้นั้นจะทำให้เขามีคุณภาพชีวิตและก่อให้เกิดศักยภาพที่จะจัดการตนเอง (Self-Management) และจัดการชุมชนท้องถิ่นได้หรือไม่เพียงใด
จึงน่าจะเป็นที่เข้าใจได้ว่าการกระทำเพียงส่งเสริมการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ส่งตรงแหล่งเงินทุนไปให้กับชาวบ้านและชุมชน ในรูปแบบให้ชาวบ้านและชุมชนใช้จ่ายเงินและทำโครงการพัฒนาเพื่อก่อให้เกิดรายได้ ก่อให้เกิดการมีอาชีพ ก็ให้ทำใจไว้ว่า เป็นการทำให้ชาวบ้านมีการใช้จ่ายในวิถีชีวิตในชั่วระยะเวลาหนึ่ง แล้วในที่สุดการใช้จ่ายเงินดังกล่าว เงินก็จะไหลกลับเข้ามาสู่วงจรเศรษฐกิจในระบบกระแสทุน (ทุนนิยม) เท่านั้น “ส่วนความมุ่งหวังที่จะแก้ความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมของคนจน คนด้อยโอกาส เพื่อทำให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดี มีศักยภาพที่จะดำรงชีวิตเพื่อลดช่องว่างในระยะยาวนั้นก็จะเป็นไปได้น้อยมาก”
“นี่คือบทเรียนรู้ที่สำคัญในการใช้จ่ายเงินภาครัฐเป็นแสนแสนล้านบาท แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับคนจน คนด้อยโอกาส ดูเหมือนจะไม่คุ้มค่า” แต่ความคุ้มค่าในการกระตุ้นเศรษฐกิจเข้าสู่ระบบทุนซึ่งในที่สุดคนจนก็ยังยากจนเหมือนเดิม ช่องว่างระหว่างรายได้ การลดความเหลื่อมล้ำ ก็ไม่สามารถที่จะเยียวยาได้เช่นเดิม
เสนอให้รัฐบาลทบทวนมาตรการและให้หน่วยงานที่รับผิดชอบปรับวิธีการหรือให้มีคณะกรรมการในรูปแบบต่างๆ เพื่อติดตามและประเมินเป็นระยะๆ โดยเฉพาะคณะกรรมการในระดับชาติ ระดับจังหวัด และระดับชุมชนท้องถิ่น ต้องทำให้กองทุนและเงินที่ลงไปสู่ชุมชนหมู่บ้านก่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพการมีส่วนร่วมในการใช้เงินอย่างมีธรรมาภิบาล ที่สำคัญต้องทำให้หมู่บ้านมีแบบอย่างในการจัดการตนเอง (Best Practice) ของชุมชนและคนจนอย่างเป็นรูปธรรม







