
สำรองไฟฟ้า มากเกินควร?
โดย...อานิก อัมระนันท์
โดย...อานิก อัมระนันท์
เพื่อความแน่นอนว่าไฟฟ้าจะพอใช้ตลอดเวลา (Reliability) ไม่ตกไม่ดับ การบริหารสาธารณูปโภคไฟฟ้าจึงต้องมีกำลังผลิตสำรอง ที่จะสามารถเพิ่มการผลิตและส่งไฟให้ผู้ใช้ได้ทันท่วงที อาทิ กรณีที่เกิดเหตุขัดข้องในการผลิตหรือการจ่ายไฟ หรือการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นเกินคาด เช่น อากาศร้อนมากทำให้อาคารต่างๆ เปิดแอร์ คนเปิดพัดลมมากกว่าปกติ ผู้ใช้ก็ยังจะสามารถ “เปิดปุ๊บติดปั๊บ” ได้
กำลังไฟฟ้าสำรองคิดจาก “กำลังผลิตที่พึ่งได้” (Dependable Capacity) หักด้วยการใช้สูงสุด (Peak Demand) แต่เป็นความท้าทายมากว่าจะทำนายความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคตอย่างไรให้ผิดน้อยที่สุด และจะเตรียมกำลังผลิตอย่างไรให้ทันเวลาและเพียงพอ...แต่ไม่มากเกิน
การสร้างโรงไฟฟ้าต้องผ่านกระบวนการที่ใช้เวลาหลายปี ตั้งแต่การรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่ ขออนุมัติอีไอเอจนถึงการก่อสร้างแรมปีกว่าจะเสร็จได้เดินเครื่อง บางแห่ง 6 ปี 8 ปีได้จ่ายไฟ บางแห่ง 8 ปีแล้ว อีไอเอก็ยังไม่เสร็จ
การพยากรณ์ยากที่จะแม่นยำ แต่ถ้าวางแผนเผื่อขาดจะเกิดความเสียหายมากมายกว่าเผื่อเกิน ผลกระทบไม่ใช่เพียงความสะดวกสบายในการดำเนินชีวิตของประชาชน แต่ยังเป็นเรื่องของความปลอดภัยและเศรษฐกิจ
การรักษาพยาบาลคนเจ็บที่กำลังผ่าตัดหรือต้องอาศัยอุปกรณ์ไฟฟ้า ถนนหนทางที่ไฟส่องสว่างช่วยลดอุบัติเหตุ ความปลอดภัยในทรัพย์สินและชีวิตที่อาจสูญเสียหรือเสียหาย ธุรกิจกลางคืนที่กระทบ เช่น ตลาดดึก สถานที่ท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวประสบความไม่สบายหรือต้องลำบาก โรงงานเครื่องหยุด การผลิตสินค้าชะงัก สินค้าอาจเสียหาย กระบวนการผลิตรวน อาจผิดสัญญากับผู้ซื้อต้องถูกปรับและเสียความไว้วางใจ ฯลฯ
ทั้งหมดทั้งปวงสามารถนำไปสู่การขาดความเชื่อมั่นในประเทศไทยได้ ทั้งในส่วนของคู่ค้า นักท่องเที่ยว และนักลงทุน ซึ่งแม้แต่นักธุรกิจไทยก็เลือกได้ว่าจะขยายฐานการลงทุนในไทยหรือไปต่างประเทศ อนึ่ง ไฟตกไฟดับไม่ต้องเกิดขึ้นยาวนาน แค่มากกว่าครั้งสองครั้งก็บั่นทอนความเชื่อมั่นแล้ว
ดังนั้น กำลังผลิตไฟฟ้าสำรองจึงจำเป็นมาก หากไม่เพียงพอจะมีผลกระทบต่อทุกๆ คน ไม่ว่าจะเรื่องความปลอดภัย หรือเศรษฐกิจที่จะมีผลต่อการจ้างงาน ค่าแรง และธุรกิจต่อเนื่อง-เอสเอ็มอี
ขณะเดียวกัน หากกำลังสำรองมีมากเกินจำเป็น ก็อาจเพิ่มต้นทุนของระบบทำให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้น แต่ถ้ากำลังสำรองที่สูงเป็นโรงไฟฟ้าใหม่ซึ่งต้นทุนต่ำกว่าโรงเก่าๆ มาก หากได้ผลิตจากโรงใหม่ก็จะทำให้ค่าไฟทั้งระบบถูกลงได้!
ประเทศไทยมีแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว (PDP) ที่ต้องบริหารอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่รัฐบาลอนุมัติแผนล่าสุด PDP 2015 (พ.ศ. 2558-2579) ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าปริมาณสำรองในแผนสูงเกินเป้าหมายมาก นอกจากทำให้ค่าไฟฟ้าแพงแล้ว ยังมีการเสนอข้อมูลว่าแผนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน การบริหารสัมปทานเอราวัณ-บงกชที่จะหมดสัญญาเพื่อให้มีการผลิตต่อเนื่อง ตลอดจนสัญญาซื้อไฟฟ้าเพิ่มจากประเทศเพื่อนบ้าน... ไม่ต้องและไม่ควรทำเพราะสามารถเลื่อนออกไปได้อีก 20 ปี
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วกระทรวงพลังงานได้ประกาศคำชี้แจงในหนังสือพิมพ์ว่าตัวเลขกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองใน PDP สูงกว่าเป้าหมาย 15% เพราะ (1) เนื่องจากเศรษฐกิจไทยช่วงปัจจุบันชะลอตัว จึงได้ลดการคาดการณ์การเติบโตของจีดีพีเฉลี่ยในอนาคตทั้งหมดลงจาก 4.41% ในแผน PDP ชุดก่อน มาอยู่ที่ 3.94% ซึ่งทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเติบโตช้าลง (2) ได้เพิ่มการคาดการณ์ผลสำเร็จของแผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) จากเดิม 20% เป็น 100% เทียบกับแผนเดิม (3) มีผลผูกพันจากการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ที่รัฐได้อนุญาตไปแล้วบนฐานของแผน PDP เดิม ซึ่งทำให้กำลังผลิตในช่วงต้นๆ เกินกว่าประมาณการ
นอกจากนี้ ต้องดูรายพื้นที่ ซึ่งกรณีภาคใต้ที่การใช้ไฟฟ้าเติบโตอย่างต่อเนื่องนั้น หากไม่สร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพื่อเพิ่ม “ไฟฟ้าฐาน” (Base Load) ที่พึ่งพาได้ ไม่ช้าก็เร็วไฟฟ้าจะขาด
อย่างไรก็ตาม ได้มีการนำเสนอข้อมูลต่อสาธารณะที่อ้างอิงแผน PDP แต่กลับเป็นข้อมูลบิดเบือน ด้วยความไม่รู้หรือทั้งรู้ไม่ทราบได้
กราฟที่มาจากตัวเลข “กำลังผลิตติดตั้ง” ไฟฟ้าทั้งหมดหักลบด้วยสิ่งที่ “ไม่ควรทำ” ต่างๆ แล้ว ยังจะมี “กำลังผลิตสำรอง” เหลือเฟือตลอด 20 ปีนั้น...ผิด! เนื่องจากการมี “กำลังผลิตติดตั้ง” ไม่ได้หมายความว่าจะผลิตได้หรือ “พึ่งได้” ตลอดเวลา เช่น ฟาร์มแสงอาทิตย์กลางคืนผลิตไม่ได้ กลางวันมีเมฆมีฝนก็ได้น้อย ถ้าลมไม่พัดกังหันลมก็ผลิตไฟฟ้าไม่ได้ เป็นต้น
กำลังผลิตไฟฟ้าสำรองจึงนับได้เฉพาะส่วนที่ “พึ่งได้” (Dependable) เท่านั้น พลังงานหมุนเวียนต้องปรับลดตามสัดส่วน Dependable Capacity Factor อาทิ ไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ “พึ่งได้” ได้เพียง 27% ลมแค่ 2% ชีวมวล 36% (ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบและฤดูกาล)
กระทรวงพลังงานจึงควรรีบนำเสนอกราฟที่ถูกต้องตามสมมติฐานของผู้วิจารณ์ พร้อมวิเคราะห์สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามสถานการณ์นั้นๆ เพื่อให้เกิดความกระจ่าง โปร่งใส และฟื้นความเชื่อมั่นในภาครัฐ
เพราะหากก๊าซจากเอราวัณ-บงกชหายไปเพียงอย่างเดียว (โดยไม่นำเข้าแอลเอ็นจีที่แพงกว่ามาแทน) และยังเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ในภาพรวมกำลังสำรองประเทศจะโฉบเฉี่ยวเหนือ 0 ในปี 2565 แต่ถ้าดูรายพื้นที่ กำลังสำรองของ กทม.และภาคกลางลดต่ำกว่าเกณฑ์ในปี 2561 และกำลังผลิต “ไฟฟ้าฐาน” จะเริ่มต่ำกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2562 ได้เกิดไฟตกไฟดับ...แน่นอน!







