
หนี้เสียแห่งปี "สหวิริยา" แบงก์ป่วน เศรษฐกิจป่วน
บทเรียนจากปัญหาหนี้เอ็นพีแอลรายใหญ่ก้อนนี้ เชื่อว่าหลังจากนี้ทุกธนาคารต้องหันมาเข้มงวดกับระบบคัดกรองลูกค้าสินเชื่อ
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
ถือเป็นสินเชื่อที่มีปัญหาก้อนใหญ่แห่งปีก็ว่าได้ เมื่อบริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี (SSI) ประกาศหยุดผลิตเหล็กแท่งแบนที่โรงงานเอสเอสไอทีไซด์ ซึ่งเป็นธุรกิจโรงถลุงเหล็กของบริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี ยูเค (SSI UK) บริษัทย่อยของ SSI
การปิดโรงงานดังกล่าวส่งผลให้ธนาคาร 3 แห่ง คือ ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย และธนาคารทิสโก้ ประกาศกันสำรองหนี้ที่ปล่อยกู้ให้ SSI UK วงเงินรวม 2.64 หมื่นล้านบาท แบบเต็มจำนวนหนี้ที่ปล่อยกู้ หรือ 100% และจะมีการตัดหนี้สูญด้วย
ยังไม่นับผลกระทบที่เกิดกับเม็ดเงินที่ปล่อยกู้ให้ SSI บริษัทแม่ของ SSI UK ด้วย ทั้งในฐานะผู้ค้ำประกันเงินกู้และความสามารถในการชำระหนี้ที่ลดลงจากรายได้ที่หายไปจากการปิดโรงงานถลุง ทำให้ธนาคารทั้ง 3 แห่ง อาจจะต้องจัดชั้นหนี้ SSI ให้เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอล
โดยธนาคารทั้ง 3 แห่งปล่อยกู้ให้ทั้ง SSI และ SSI UK รวมแล้วประมาณ 5 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิเคราะห์จากคำแถลงของ ญนน์ โภคทรัพย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ระบุว่า การตั้งสำรองเต็มจำนวนหนี้ที่ปล่อยกู้ให้ SSI UK ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า “หลักประกันที่มีอยู่จะถูกตีมูลค่าเป็นศูนย์” ทำให้ธนาคารต้องตั้งสำรองหนี้สองบริษัทเต็มจำนวนประมาณ 1.0-1.1 หมื่นล้านบาท
เช่นเดียวกับ อรนุช อภิศักดิ์ศิริกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ ระบุว่า การตั้งสำรองหนี้เต็ม 100% ของธนาคารในส่วน SSI UK ราว 3,570 ล้านบาทนั้น หลักประกันถูกกำหนดมูลค่าเป็นศูนย์ เพราะไม่สามารถประเมินราคาได้
และหากย้อนไปเมื่อปี 2555 ที่มีการปล่อยสินเชื่อก้อนใหญ่ให้ SSI ไปซื้อโรงถลุงเหล็กที่อังกฤษนั้น ธนาคารเจ้าหนี้รายใหญ่อย่างธนาคารไทยพาณิชย์ ที่มี วิชิต สุรพงษ์ชัย ปัจจุบันเป็นประธานกรรมการบริหาร กับ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ ที่เป็นกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทยในขณะนั้น และปัจจุบันเป็น รมว.คลัง ได้ร่วมกันพิจารณาและวิเคราะห์ความเป็นไปได้โครงการนี้อย่างไร รวมทั้งมีระบบคัดกรองลูกค้าเพื่อปล่อยสินเชื่อมากน้อยแค่ไหน จึงยอมปล่อยกู้ลูกค้ารายนี้จนต้องตัดหนี้สูญ 100% และไม่สามารถยึดหลักทรัพย์มาขายทอดตลาดเพื่อลดความสูญเสียของธนาคารได้
ทั้งที่ ธุรกิจของ SSI UK เป็นโรงถลุงเหล็ก ที่มีโรงงาน ที่ดิน อุปกรณ์และเครื่องจักรต่างๆ เป็นหลักประกันให้ธนาคารยึดเพื่อชำระหนี้ได้ ซึ่งจะลดความสูญเสียในการตั้งสำรอง
การตีมูลค่าประกันเป็นศูนย์แสดงว่าโรงงานถลุงเหล็ก ที่ดิน เครื่องจักรอุปกรณ์ในโรงถลุงเหล็กของ SSI UK ไม่มีมูลค่าเหลือเลย ซึ่งอาจจะเป็นด้วยหลายสาเหตุ เช่น ติดกฎหมายการซื้อกิจการหรือขายทอดตลาดสินทรัพย์ของอังกฤษ ปัญหากฎหมายแรงงาน หากมีการยึดโรงงานมา ฯลฯ
ขณะที่ วิน วิริยประไพกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มและกรรมการผู้จัดการใหญ่ SSI บริษัทแม่ของ SSI UK ยังระบุว่า ธุรกิจของ SSI UK ที่บริษัทได้เข้าไปลงทุนเมื่อ 4 ปีก่อนประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่อง แม้จะพยายามลดต้นทุนไปแล้ว 30%
ปัญหาที่เกิดขึ้นครั้งนี้ทำให้เกิดคำถามว่า ธนาคารผู้ปล่อยกู้ทั้ง 3 แห่ง มีการวิเคราะห์สินเชื่อและความเป็นไปได้ของโครงการมากน้อยแค่ไหนจึงกล้าปล่อยกู้เป็นหมื่นล้านบาท แต่สุดท้ายสินทรัพย์หลักประกันอย่างโรงงาน ที่ดิน ที่อยู่ในอังกฤษกลับมีมูลค่าเป็นศูนย์ ขณะเดียวกันกิจการนี้ยังประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่อง แม้ว่าโดยปกติการซื้อกิจการในต่างประเทศจะประสบผลขาดทุนในช่วงต้น แต่ก็ต้องวิเคราะห์ระยะเวลาการคุ้มทุนและกำไรก่อนให้กู้ เพื่อให้กิจการสามารถชำระหนี้ได้
นอกจากนี้ ขนาดของความเสียหายจากการปล่อยสินเชื่อให้ SSI และ SSI UK ยังส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ทั้ง 3 แห่งที่ล้วนมีปัญหาสินเชื่อชะลอตัวและคุณภาพสินเชื่อที่ย่ำแย่ลงจากปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว
ในส่วนของธนาคารไทยพาณิชย์ แม้หนี้เสียก้อนนี้คิดเป็นสัดส่วนเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ที่มีอยู่ แต่ก็ต้องขายเงินลงทุนในพอร์ตมาชดเชยการตัดหนี้สูญ 1.1 หมื่นล้านบาท ทำให้สูญเสียโอกาสการหาผลประโยชน์จากเงินลงทุนก้อนมหาศาลนั้น รวมทั้งธนาคารยังมีภาระต้องแก้ปัญหาโครงสร้างหนี้ของ SSI ที่ถูกกระทบจากการปิดโรงถลุงเหล็กและราคาเหล็กที่เป็นธุรกิจหลักของ SSI ลดต่ำลงด้วย
และต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านั้นภาพลักษณ์ของธนาคารไทยพาณิชย์ถูกกระทบจากการที่ต้องกันเงินไว้ 1,500 ล้านบาท เพื่อดูแลความเสียหายให้สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) หลังจากพบว่ามีพนักงานของธนาคารเมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตใน สจล.
สำหรับธนาคารกรุงไทยเองต้องตัดหนี้สูญและกันสำรองหนี้เพิ่มขึ้นอีก 9,000 ล้านบาท ซึ่งส่งผลกระทบต่อธนาคารกรุงไทยพอสมควร เพราะต้องใช้เงินกันสำรองส่วนเกินที่มีอยู่มากันสำรองหนี้ส่วนนี้ ทำให้สัดส่วนอัตราเงินสำรองต่อหนี้สงสัยจะสูญ (Coverage Ratio) ที่เดิมมีอยู่ 125% ลดลงเหลือกว่า 90% ธนาคารจึงต้องตั้งสำรองเพิ่มพิเศษในช่วงที่เหลือของปี เพื่อให้สัดส่วนสำรองปรับเพิ่มขึ้นมาเป็นไม่ต่ำกว่า 100% ภายในปีนี้
ขณะเดียวกันเอ็นพีแอลของธนาคารกรุงไทยก็เพิ่มขึ้นอีกกว่า 2 หมื่นล้านบาท จาก 6.3 หมื่นล้านบาท เมื่อสิ้นเดือน ส.ค. ส่งผลให้สัดส่วนเอ็นพีแอลปรับขึ้นจาก 2.9% ของสินเชื่อรวมเมื่อสิ้นไตรมาส 2 เป็น 3.5% ในสิ้นไตรมาส 3 และเอ็นพีแอลสุทธิปรับขึ้นจาก 1.5% ในไตรมาส 2 เป็น 1.7% ณ สิ้นไตรมาส 3
เช่นเดียวกับธนาคารทิสโก้ที่นอกจากต้องตั้งสำรองหนี้ 3,750 ล้านบาทแล้ว ยังทำให้เอ็นพีแอลของธนาคารเพิ่มขึ้นประมาณ 0.34% ด้วย
ผลสะเทือนอีกประการ คือบทเรียนจากปัญหาหนี้เอ็นพีแอลรายใหญ่ก้อนนี้ เชื่อว่าจะทำให้หลังจากนี้ทุกธนาคารในระบบต้องหันมาเข้มงวดกับระบบคัดกรองลูกค้าสินเชื่อและความเป็นไปได้ของโครงการมากขึ้น รวมทั้้งความกังวลต่อคุณภาพสินทรัพย์ของระบบธนาคารพาณิชย์ในกลุ่มสินเชื่อธุรกิจที่ปล่อยกู้ไปก่อนหน้า จากเดิมที่ธนาคารต้องเผชิญกับปัญหาการด้อยค่าในกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอี สินเชื่อรายย่อย สินเชื่อบุคคล เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ซึ่งอาจส่งผลให้แต่ละธนาคารต้องกันสำรองหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้น จนทำให้ธนาคารพาณิชย์ยิ่งต้องลดบทบาทในการเป็นเส้นเลือดใหญ่ในการปล่อย
สินเชื่อ ซึ่งจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทยซึมไปอีกนาน







