
ไซปราสกลับมาแล้ว! เตรียมรับมือโลกปั่นป่วน
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
ต้องเรียกว่าสร้างความช็อกให้กับทุกสายตาทั่วโลกเลยทีเดียว เมื่อประชาชนกรีซมอบอำนาจให้แก่ “อเล็กซิส ไซปราส” หัวหน้าพรรคไซรีซามีโอกาสได้จัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง ถึงแม้ในช่วง 7 เดือนนับตั้งแต่การเข้ามาทำหน้าที่จะสร้างความปั่นป่วนกับเศรษฐกิจกรีซถึงขั้นต้องจำกัดการถอนเงินสดออกจากธนาคารเลยทีเดียว
ไซปราสสามารถคว้าชัยในการเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรกด้วยการให้สัญญากับประชาชนว่า จะนำพาประเทศออกจากโครงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินของกลุ่มเจ้าหนี้ยูโรโซน ซึ่งถึงแม้กรีซจะได้ทุนสำหรับการชำระหนี้และขับเคลื่อนวิกฤตของประเทศ แต่ต้องแลกมาด้วยมาตรการทางการคลังที่เข้มงวด หรือที่รู้จักกันในชื่อ “มาตรการรัดเข็มขัด” เพื่อให้รัฐบาลมีงบประมาณเหลือเพียงพอสำหรับชำระหนี้
จึงไม่น่าแปลกใจที่การเลือกตั้งเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ประชาชนชาวกรีซจะโหวตให้พรรคไซรีซาได้ที่นั่งในสภาเฮลเลนิกไปถึง 149 ที่นั่ง และเมื่อร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคอินดิเพนเดนท์ กรีกส์ ซึ่งได้ไป 13 ที่นั่ง ทำให้รัฐบาลพรรคไซรีซากลายเป็นพรรคฝ่ายซ้ายที่ทรงพลังอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ตลอด 7 เดือน ของการเข้ามาบริหารประเทศของพรรคไซรีซาได้พิสูจน์แล้วว่า “เศรษฐกิจกรีซไม่สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ โดยปราศจากโครงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินของกลุ่มเจ้าหนี้”
การบีบบังคับรัฐบาลกรีซผ่านการตัดลดความช่วยเหลือทางการเงินของกลุ่มเจ้าหนี้ ส่งผลให้ในท้ายที่สุดนายกฯ ไซปราส ต้องผิดสัญญากับประชาชนแล้วเข้าโครงการเงินช่วยเหลือใหม่ของยูโรโซนมูลค่า 8.6 หมื่นล้านยูโร (ราว 3.475 ล้านล้านบาท) ในที่สุด และต้องแลกมาด้วยมาตรการรัดเข็มขัดขั้นเข้มงวด เช่น การปรับขึ้นภาษีการค้า การออกกฎหมายที่ไม่เอื้อต่อแรงงานในประเทศ และการปรับลดการจ่ายเงินบำนาญ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้นายกฯ ไซปราส ต้องประกาศเลือกตั้งใหม่ เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจทิศทางการเดินหน้าประเทศอีกครั้ง
จึงเป็นที่น่าแปลกใจไม่น้อยทีเดียวว่า เหตุใดไซปราสที่ผิดสัญญากับประชาชนด้วยการรับมาตรการรัดเข็มขัดและนำพาสร้างความวุ่นวายให้กับประเทศตลอดการดำรงตำแหน่งกลับได้รับการเลือกตั้งเข้ามาอีกครั้ง
สื่อหลายสำนักวิเคราะห์ว่า การกลับเข้ามาทำหน้าที่ผู้นำประเทศของไซปราสถือเป็นสัญญาณที่ดี เนื่องจากการเปลี่ยนท่าทีของไซปราสในการรับเงื่อนไขของยุโรปจะทำให้ความเสี่ยงที่กรีซจะต้องออกจากยูโรโซนอย่างที่ตลาดกังวลกันคลี่คลายลง ขณะที่กรีซก็จะกลายเป็น “เด็กดี” ของยูโรโซนและชำระหนี้ตามกำหนด
อย่างไรก็ดี มีนักวิเคราะห์อีกจำนวนไม่น้อยเช่นกันที่ระบุว่า การเลือกพรรคไซรีซาให้กลับเข้ามาอยู่ในอำนาจไม่ได้หมายความว่า ประชาชนกรีซจะยอมรับมาตรการรัดเข็มขัด ซึ่งกำหนดไว้ก่อนหน้านี้บางส่วนแสดงความเห็นว่า หากประชาชนกรีซตระหนักถึงสภาพความเป็นจริงและยอมรับมาตรการรัดเข็มขัด “ทำไมประชาชนกรีซถึงไม่เลือกพรรคฝ่ายขวาอย่างพรรคประชาธิปไตยใหม่” ซึ่งมีแนวคิดเห็นด้วยกับการรับโครงการเงินช่วยเหลือของยูโรโซน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวจึงฉายภาพให้เห็นว่า ชาวกรีซตระหนักถึงสภาพความเป็นจริงมากขึ้น แต่ยังคงหวังว่าพรรคไซรีซา ซึ่งยังขึ้นชื่อว่าเป็นพรรคซ้ายจัดจะสามารถนำพาประเทศให้รอดพ้นจากการมาตรการรัดเข็มขัดของฝ่ายเจ้าหนี้ได้
นับเป็นที่จับตาอย่างยิ่งว่า ไซปราสจะงัดกลเม็ดใดออกมาใช้สำหรับการเจรจากับฝ่ายเจ้าหนี้อีก อย่างที่ได้เคยแสดงลีลาผาดโผนไปแล้วตั้งแต่การดำรงตำแหน่งนายกฯ สมัยแรก ไซปราสจึงเหมือน “เหล้าเก่าในขวดใหม่” ที่ภายนอกอาจมีท่าทีที่ผ่อนปรนขึ้น แต่ยังคงดีกรีความเข้มข้นทางการเมืองไว้เหมือนเดิม
แต่กระนั้นต้องยอมรับว่าการกลับมาของไซปราสครั้งนี้ไม่ง่ายนัก เพราะปัจจัยสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้เปลี่ยนแปลงไป จากการดำรงตำแหน่งเป็นนายกฯ ของกรีซสมัยแรกเป็นอย่างมาก
ประการแรก ที่นั่งของพรรคไซรีซาไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญได้คะแนนเพียง 35.46% และได้ที่นั่งลดลงเหลือ 145 ที่นั่ง ทำให้พรรคไซรีซาต้องรีบประกาศร่วมรัฐบาลกับอดีตพันธมิตรอย่างพรรคอินดิเพนเดนท์ กรีกส์ เพื่อรักษาเสียงส่วนใหญ่ไว้เช่นเดิม โดยจำเป็นต้องได้อย่างน้อย 151 ที่นั่ง เพื่อจะเป็นเสียงส่วนใหญ่ในสภา
นอกจากนี้ อีกเงื่อนไขหนึ่งซึ่งพอเดาได้ว่าจะกลายเป็นส่วนเพิ่มเติมของเงื่อนไขการเจรจาหนี้กรีซ คงหนีไม่พ้น เรื่องผู้อพยพจากตะวันออกกลาง ซึ่งกำลังไหลทะลักเข้ายุโรปและกลายเป็นร้อนแรงในขณะนี้
ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ทำให้กรีซกลายเป็นประตูด่านแรกสำหรับผู้อพยพจากตะวันออกกลางที่หลบหนีภัยความรุนแรงในประเทศ โดยกรีซมีนโยบายรับรองผู้อพยพและไม่ได้ปิดกั้นการไหลทะลักเข้าประเทศเหมือนประเทศยุโรปทางเหนือ โดยให้ที่อยู่อาศัยชั่วคราวตามเกาะต่างๆ แก่ผู้อพยพที่มาทางเรือ
โอลกา เกรอวาสซิลี อดีตโฆษกรัฐบาล ระบุว่า กรีซต้องรับภาระผู้อพยพอย่างหนักถึง 1.6 แสนราย ในช่วงปี 2014 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้สหภาพยุโรป (อียู) ร่วมมือกัน เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่บรรดาผู้อพยพ
ในขณะที่บรรดาประเทศสมาชิกอียูส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของกรีซด้วยยังคงอยู่ในสภาพลำบากที่จะรับผู้อพยพจำนวนมากเช่นนี้
ดังนั้น กรณีผู้อพยพอาจกลายเป็นอีกเงื่อนไขหนึ่งในการเจรจาหนี้กรีซ โดยอาจมีการกดดันให้กรีซปิดประตูไม่รับผู้อพยพ เพื่อแลกกับการให้เงื่อนไขช่วยเหลือก็เป็นได้
ทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าชาวกรีซต้องเผชิญกับความยากลำบากภายใต้การดำเนินมาตรการรัดเข็มขัดของรัฐบาล อัตราว่างงานสูง และเงินบำนาญที่ปรับลดลง จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าชาวกรีซไม่พอใจกับสภาพการรัดเข็มขัดของเจ้าหนี้อย่างแน่นอน







