
เงาร้าย...
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทยที่อยู่ในช่วงขาลงล้วนเต็มไปด้วยปัญหาสารพัด การส่งออกทรุดหนัก การบริโภคอ่อนแรงการลงทุนภาคเอกชนยังชะลอตัว เหลือเพียงการใช้จ่ายภาครัฐเท่านั้นที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก็มีข้อจำกัดสำคัญคือไม่มีเงิน และรัฐบาลนี้ก็พยายามเลี่ยงการกู้เงินมาถมเศรษฐกิจ เพราะกลัวตัวเลขหนี้สาธารณะของประเทศสูง จนเสี่ยงต่อการก่อให้เกิดปัญหาเสถียรภาพทางการเงินการคลังของประเทศตามมา
ดังนั้น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยกู้กองทุนหมู่บ้าน 6 หมื่นล้านบาท จึงเลี่ยงไปใช้เงินจากสถาบันการเงินของรัฐ (แบงก์รัฐ) ส่วนการกระตุ้นการลงทุนผ่านการให้งบตำบลละ 5 ล้านบาท และโครงการลงทุนขนาดเล็กไม่เกิน 1 ล้านบาท วงเงิน 7.6 หมื่นล้านบาท ก็ใช้เงินจากงบประมาณปกติ ไม่มีการกู้เพิ่มให้หนี้สาธารณะพอกพูน
เหตุผลสำคัญที่รัฐบาลไม่ต้องสร้างหนี้ของประเทศเพิ่มมากขึ้นมาจากการอนุมัติแผนการบริหารจัดการหนี้สาธารณะปีงบประมาณ 2559 วงเงิน 1.7 ล้านล้านบาท ซึ่งสูงกว่าปีงบประมาณก่อนหน้าถึง 2.6 แสนล้านบาท
ที่สำคัญแผนการบริหารหนี้ดังกล่าวเป็นการก่อหนี้ใหม่ถึง 5.6 แสนล้านบาท สูงกว่าปีงบประมาณก่อนถึง 2 แสนล้านบาท สาเหตุที่กู้ใหม่เพิ่มขึ้นมาจากการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณปี 2559 ถึง 3.9 แสนล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะชะลอตัว
ส่วนการกู้ใหม่ส่วนที่เหลือเป็นการกู้เพื่อการลงทุนของหน่วยงานรัฐด้านโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการกู้ของรัฐวิสาหกิจเพื่อการลงทุนและการบริหารงาน
จากตัวเลขดังกล่าว ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นห่วงหนี้ของประเทศที่จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และได้กำชับให้กระทรวง กรม กอง ต่างๆ ทำการเอกซเรย์เรื่องการก่อหนี้เป็นพิเศษ เพราะไม่ต้องการให้ถูกต่อว่าเมื่อพ้นจากอำนาจว่าเป็นรัฐบาลที่สร้างภาระหนี้กองโตไว้ให้กับประเทศ
นอกจากนี้ สัญญาณหนี้ของประเทศก็มีความเสี่ยงสูงอย่างรวดเร็วและอาจคุมไม่ได้ เพราะการเก็บรายได้ของประเทศได้ต่ำกว่าเป้ามาหลายปี และคาดว่ายังต่ำต่อไปอีก ทำให้ต้องมีการกู้เงินมาเพื่อการพัฒนาประเทศเพิ่มขึ้นสูงเรื่อยๆ
ขณะเดียวกันการขยายตัวเศรษฐกิจของประเทศอยู่ในภาวะชะลอตัว ปีที่ผ่านมาขยายตัวได้ไม่ถึง 1% และปีนี้ทำท่าจะไม่ถึง 3% ส่งผลทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศที่ปัจจุบันอยู่ที่ 42-43% ของจีดีพีเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
สาเหตุของเรื่องนี้อธิบายได้ไม่ยาก เมื่อการก่อหนี้ซึ่งเป็นตัวตั้งเพิ่มขึ้นตลอดเวลา แต่การขยายตัวเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นตัวหารลดลงต่อเนื่อง ทำให้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นก้าวกระโดด
ยิ่งมีการประเมินกันในทิศทางเดียวกันว่าเศรษฐกิจไทยที่เคยขยายตัวได้ 5-7% เหมือนในอดีตมีความเป็นไปได้ยากในปัจจุบัน โดยคาดว่าเศรษฐกิจยุคใหม่ของไทยจะขยายตัวได้อย่างเก่งแค่ 3-4% เท่านั้น แต่หากมีปัญหากระทบเข้ามามากก็จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจโตลดต่ำมากกว่านั้น เหมือนที่เกิดขึ้นในปัจจุบันที่เศรษฐกิจขยายตัวไม่ถึง 1% บ้าง หรือหากทำได้ดีกว่านั้นก็ยังโตไม่ถึง 3% อยู่ดี
ก่อนหน้านี้ รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมาระบุว่า จากการประเมินความเสี่ยงด้านการคลัง ทั้งจากรายได้ การลงทุน และการก่อหนี้ พบว่าในอีก 4-5 ปีข้างหน้าสัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศจะแตะ 60% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งเป็นกรอบความยั่งยืนทางการคลังที่ไทยกำหนดไว้ แนวทางแก้ไขไม่ให้หนี้สาธารณะพุ่งสูง คือต้องเร่งหา
รายได้ ลดการกู้เงิน เพื่อให้การลงทุนของประเทศเดินหน้าต่อไปได้
อีกปัญหาหนึ่งที่จะตามมาคือ ภาระการชำระหนี้ต่องบประมาณรายจ่ายก็มีความเสี่ยงจะแตะ 15% ที่กรอบความยั่งยืนทางการคลังกำหนดไว้ ซึ่งรัฐบาลก่อนหน้านี้ก็เคยประสบภาระชำระหนี้จะเกินกรอบ แต่แก้ปัญหาโยกภาระหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รับผิดชอบลดภาระการจ่ายหนี้จากเงินงบประมาณไปได้ถึงปีละ 6 หมื่นล้านบาท ทำให้สัดส่วนภาระหนี้ของประเทศปัจจุบันอยู่ที่ 9-10% ของงบประมาณรายจ่าย
ความวิตกกังวลเรื่องหนี้ของรัฐบาลยังเห็นได้จากการเดินสายของทีมเศรษฐกิจในหน่วยงานต่างๆ เพื่อเร่งการลงทุน โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคมที่มีแผนการลงทุน 4 แสนล้านบาท ภายใน 4-5 ปีนี้ โดยให้ประสานกับกระทรวงการคลังเพื่อให้คุมหนี้จากการกู้ลงทุนไม่ให้เกิน 50% ของจีดีพี เพื่อไม่ให้มีปัญหาสร้างความเสี่ยงทางการคลังตามมา
ด้านกระทรวงการคลัง อภิศักดิ์ ตันติ
วรวงศ์ รมว.คลัง ที่นั่งเป็นประธานประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ ก็ได้กำชับผู้บริหารกระทรวงคมนาคมที่เป็นกรรมการอยู่ด้วยว่า โครงการลงทุนใหม่ที่จะดำเนินการนับจากนี้ไปให้หลีกเลี่ยงการกู้เงิน โดยหันไปใช้วิธีการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน หรือ PPP มากที่สุด
นอกจากนี้ อภิศักดิ์ยังได้เบรกแผนการออก พ.ร.บ.ให้กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อบริหารหนี้ 7.2 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นแนวทางการบริหารที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าวที่ประมาณกันไว้ 5.2 แสนล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นการใช้หนี้ให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และกองทุนประกันสังคม
สาเหตุที่เบรกการออกกฎหมายดังกล่าว เพราะกลัวสังคมจะเข้าใจผิดว่าเป็นการกู้เงินเพิ่ม ทั้งที่ส่วนใหญ่เป็นการกู้เพื่อบริหารหนี้เก่าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
แม้ว่าการป้องกันตัดไฟแต่ต้นลมถือเป็นเรื่องที่ดี แต่การป้องกันตัวเองจากการเป็นรัฐบาลที่ปลอดการเป็นหนี้ก็เป็นเรื่องที่กระทบการกระตุ้นเศรษฐกิจ
อันดับแรก การให้กระทรวงคมนาคมหลีกเลี่ยงการกู้เงินและหันไปใช้ PPP จะทำให้โครงการลงทุนขนาดใหญ่มีความล่าช้า เพราะการทำ PPP นั้น อย่างเร็วที่สุดต้องใช้เวลาดำเนินการไม่น้อยกว่า 1 ปี นั่นหมายความว่า ในปีงบประมาณ 2559 จะยังไม่เห็นโครงการลงทุนโดยใช้รูปแบบ PPP ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยมีปัญหาไม่มีเงินลงทุนจากโครงการขนาดใหญ่มาหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจในระยะปานกลางและระยะยาว
ขณะที่การกลัวไม่ยอมออกกฎหมายล้างหนี้ก็เป็นอีกปัจจัยที่ดึงการลงทุนของประเทศให้ชะลอตัว เพราะหากออกกฎหมายพิเศษล้างหนี้ให้กับ รฟท. และ ขสมก. จะทำให้บัญชีของทั้งสององค์กรกลับมาสวยเด้งขึ้น ผลที่ได้คือทั้งสองแห่งจะกู้เงินเพื่อมาลงทุนโครงการที่มีอยู่จำนวนมากและมูลค่าหลายแสนล้านบาทไปได้ด้วยตัวเอง
ยังไม่รวมกับการกู้เงินเพื่อชดใช้หนี้จากโครงการรับจำนำข้าว แม้ว่าจะเป็นการกู้ใหม่เพื่อใช้หนี้เก่าและหนี้ยังมีจำนวนอยู่เท่าเดิม แต่ก็มีความต่างตรงที่ว่ากฎหมายใหม่ที่ออกมาจะกำหนดชัดเจนว่าจะต้องมีการตั้งงบประมาณชำระหนี้ปีละเท่าไร เพื่อให้สามารถใช้หนี้หมดได้ภายใน 20 ปี สร้างความชัดเจนต่อการจัดการหนี้มหาศาลของประเทศ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสถาบันจัดอันดับของประเทศ ว่ารัฐบาลมีการบริหารเงินการคลังของประเทศที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เครดิตของประเทศมีโอกาสได้ปรับขึ้น สิ่งที่ได้ทันที คือ ต้นทุนการกู้เงินของประเทศลดลง ไม่ว่าจะกู้โดยรัฐบาลหรือเอกชน
ทั้งหมดจะเห็นว่าเรื่องของหนี้กำลังก้าวขึ้นมาเป็นปัญหาใหญ่ของการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพราะรัฐบาลกระตุ้นการบริโภคไม่ได้มาก เนื่องจากติดล็อกหนี้ครัวเรือนสูง การหันไปเร่งการลงทุนก็ทำได้ยาก เพราะกลัวหนี้ของประเทศพุ่งสูง จะออกกฎหมายบริหารจัดการหนี้ก็ไม่กล้าทำ เพราะกลัวได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลที่ออกกฎหมายกู้เงินมากที่สุดของประเทศ
หนี้ที่รัฐบาลไม่อยากเห็น ไม่อยากก่อ จึงวกกลับมาเป็นตัวฉุดการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศต่อไป







