
เดินเกมการค้าอย่างไร เมื่อเทรนด์โลกเปลี่ยน? ตอนที่ 1
โดย...ดร.สุทธาภา อมรวิวัฒน์
โดย...ดร.สุทธาภา อมรวิวัฒน์
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจและสังคม ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และความต้องการของผู้บริโภคในตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงไป สินค้าและบริการ รวมทั้งรูปแบบการดำเนินธุรกิจและกลยุทธ์การค้าแบบเดิมๆ อาจกลายเป็นคำตอบที่ล้าสมัย หรือไม่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้อีกต่อไป
ความท้าทายเหล่านี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับไทยในการมุ่งไปสู่จุดยืนที่แข็งแกร่งในเวทีการค้าโลก ต่อไปนี้จะเสนอมุมมองและแนวคิดเกี่ยวกับการปรับตัวเพื่อคว้าโอกาสจากบริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมุ่งหวังให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือและสร้างความได้เปรียบจากโอกาสและความท้าทายเหล่านี้ได้อย่างทันท่วงที โดยในบทที่ 1 จะกล่าวถึงภาพรวมและบริบทแวดล้อมทางการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งนำไปสู่โอกาสและความท้าทายสำหรับไทย เพื่อเจาะตลาดส่งออกและสินค้าใหม่ๆ ที่กำลังจะมีบทบาทมากขึ้น
บทที่ 2 จะพูดถึงความสำคัญและกลยุทธ์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ เพื่อช่วยให้ภาคการส่งออกของไทยเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน บทที่ 3 จะนำเสนอกรอบแนวคิดเกี่ยวกับการเป็นศูนย์กลางการค้า ซึ่งอาจเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนเกมการค้าที่น่าสนใจสำหรับไทย และสำหรับในบทที่ 4 จะเป็นการเปิดมุมมองเกี่ยวกับเทรนด์การค้าในยุคดิจิทัลและผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ รวมไปถึงความท้าทายและโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้าม
ผลพวงจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2551 ส่งผลให้การค้าโลกเติบโตช้าลงจากอดีต และยังทำให้พลวัตและรูปแบบการค้าโลกเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งกลายเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับไทย โดยบริบทแวดล้อมซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของการค้าโลกในระยะต่อไป ได้แก่
1) กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจะก้าวขึ้นมาเป็นตัวขับเคลื่อนหลักการเติบโตของการค้าโลก จากกำลังซื้อที่สูงขึ้นและการก้าวเข้าสู่สังคมเมือง รวมไปถึงการค้าขายกันเองภายในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (South-south trade) ที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
2) ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะส่งผลให้สินค้าบางประเภทมีแนวโน้มเติบโตได้โดดเด่นกว่าสินค้ากลุ่มอื่นๆ อาทิ อาหารและเครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีแนวโน้มขยายตัวดีในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่กำลังได้รับความนิยมสูงขึ้นจากผู้บริโภคในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว หรือแม้แต่ยาและเภสัชภัณฑ์ที่มีแนวโน้มขยายตัวดีท่ามกลางการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในหลายๆ ประเทศทั่วโลก
3) การก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล ซึ่งเป็นปัจจัยแวดล้อมที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านการค้าระหว่างประเทศในหลากหลายมิติ ทั้งในส่วนของรูปแบบสินค้าและบริการ หรือแม้แต่เทคโนโลยีและรูปแบบการค้าใหม่ๆ ที่ภาคธุรกิจต้องเรียนรู้และเร่งปรับตัวเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด หนึ่งในจุดเปลี่ยนเกมการค้าสำหรับไทยในการยกระดับศักยภาพการผลิตและเอื้อให้ภาคส่งออกสามารถเติบโตได้อย่างเข้มแข็งในระยะยาว คือ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (อีไอซี) มองว่า Agro-based และอาหารแปรรูปคืออุตสาหกรรม ซึ่งมีศักยภาพในการต่อยอด เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกมาก โดยอาศัยความได้เปรียบในฐานะประเทศเกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งนอกจากจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรกรรมแล้ว ยังช่วยเพิ่มรายได้จากการส่งออก ลดความผันผวนด้านราคาจากการส่งออกเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ หรือสินค้าเกษตรแปรรูปขั้นต้น และสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งอีกด้วย
ภาคบริการก็สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้เช่นกัน โดยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านต่างๆ มาประยุกต์ใช้ รวมไปถึงการนำเสนอบริการในรูปแบบใหม่ๆ ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเฉพาะกลุ่มได้ดีขึ้น
ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์พบว่า หัวใจสำคัญสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยมูลค่าเพิ่มมาจากปัจจัยพื้นฐานหลัก 3 ด้าน ได้แก่
1) การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) เพื่อสนับสนุนให้เกิดการสร้างสรรค์สินค้านวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง
2) การพัฒนาคนผ่านระบบการศึกษาและการเร่งผลิตนักวิจัยหรือนักวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพออกสู่ตลาดแรงงาน
3) การใช้ประโยชน์จากความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจภายในภูมิภาค เพื่อขยายโอกาสด้านการค้าและการลงทุน ซึ่งภาคธุรกิจต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางธุรกิจ เพื่อต่อยอดและขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมของสินค้าและบริการไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้น ศูนย์กลางการค้า คืออีกหนึ่งบทบาทที่น่าสนใจ เพื่อก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าของภูมิภาค และดึงดูดให้ผู้ประกอบการทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้ามาตั้งสำนักงานการค้าในไทย
ทั้งนี้ หัวใจสำคัญ 5 ประการของการเป็นศูนย์กลางการค้า คือ 1) ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่สามารถเชื่อมโยงระหว่างแหล่งผลิตและตลาดเป้าหมาย 2) โครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการขนส่งและเปลี่ยนถ่ายสินค้า 3) พิธีการศุลกากรที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน 4) สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่จูงใจและเอื้อต่อการค้าการลงทุน 5) สินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค
การเป็นศูนย์กลางการค้า นอกจากจะมีส่วนช่วยกระตุ้นการเติบโตของภาคส่งออกและภาวะเศรษฐกิจโดยรวมแล้ว ยังช่วยเพิ่มรายได้ต่อหัวประชากรและขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลกอีกด้วย
อีไอซีมองว่าไทยมีศักยภาพในการพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งเรามีความได้เปรียบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อย่างไรก็ดี ประเด็นเร่งด่วนที่ไทยต้องเร่งพัฒนาและปรับปรุง ได้แก่
1) การพัฒนาประสิทธิภาพของระบบขนส่งและคมนาคม เพื่อรองรับการเติบโตของการค้าในอนาคต และ 2) การปรับปรุงระบบศุลกากรให้มีความเป็นมิตรต่อการค้า เพิ่มความคล่องตัวและอำนวยความสะดวกในกระบวนการค้าระหว่างประเทศ
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการในภาคธุรกิจก็ต้องวิเคราะห์ศักยภาพของตนเอง และมองหาช่องทางและโอกาสในการทำการค้ากับต่างประเทศ รวมทั้งใช้ประโยชน์จากนโยบายและมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเต็มที่ขณะเดียวกัน การก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล คืออีกหนึ่งเทรนด์ที่ไม่ควรมองข้าม เพราะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มการค้าระหว่างประเทศในหลากหลายมิติ
ไม่ว่าจะเป็นลักษณะสินค้าและบริการ รวมทั้งรูปแบบธุรกิจที่ถูกปรับเปลี่ยนให้มีความเป็นดิจิทัลมากขึ้น รวมไปถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ที่มีความทันสมัยมาใช้ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกิจ และทำให้การซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างประเทศมีความสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น







