
New Normal : ความท้าทายสำหรับ CFO ในยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลง
โดย...รศ.ดร.สรศาสตร์ สุขเจริญสิน
โดย...รศ.ดร.สรศาสตร์ สุขเจริญสิน
วันนี้ผมขอชวนท่านผู้อ่านพบกับความท้าทายครั้งใหม่ในยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงที่พวกเราทุกคน โดยเฉพาะผู้บริหารทางการเงิน (Chief Financial Officer : CFO) ของบริษัทต่างๆ กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันนี้
ก่อนอื่นผมขอเชิญชวนทุกท่านทำความเข้าใจกับคำว่า “New Normal” หรือ “ความปกติในรูปแบบใหม่” ซึ่งกำลังถูกใช้กันอย่างแพร่หลายเพื่ออธิบายเหตุการณ์ทางด้านเศรษฐกิจและสังคม โดย “New Normal” ถูกนิยามและใช้เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2551 โดยนักลงทุนในตราสารหนี้ชื่อดัง Bill Gross ที่ให้นิยามคำนี้ว่า “เป็นสภาวะเศรษฐกิจโลกที่จะมีอัตราการเติบโตชะลอตัวลงจากในอดีต และเข้าสู่อัตราการเติบโตเฉลี่ยระดับใหม่ที่ต่ำกว่าเดิม ควบคู่ไปกับอัตราการว่างงานที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังเกิดวิกฤตทางการเงินในประเทศตะวันตก”
สรุปว่า “New Normal” คือ บริบทใหม่ของเศรษฐกิจและธุรกิจที่เต็มไปด้วยความผันผวน ทำให้ธุรกิจภายใต้เศรษฐกิจบริบทใหม่นี้ ไม่ได้เป็นไปตามวัฏจักรเศรษฐกิจและธุรกิจแบบเดิมในอดีตอีกต่อไป เนื่องจากปัจจัยต่างๆ ที่เป็นตัวกำหนดการเติบโตทางเศรษฐกิจมีรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไป หรือส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในลักษณะที่แตกต่างจากในอดีตนั่นเอง ดังนั้น CFO ที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำและผู้ตัดสินใจทางการเงินของบริษัทก็จะได้รับผลกระทบที่เกิดจากบริบทที่เปลี่ยนแปลงนี้อีกด้วย
ผลกระทบที่ผมคิดว่าเป็นความท้าทายประการแรกที่เกิดขึ้นก็คือ CFO ต้องตัดสินใจภายใต้สภาวะเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและมีความผันผวน เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกที่โตเฉลี่ยร้อยละ 5 ต่อปี ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ได้กลายเป็นอดีตอันหวานชื่นไปเสียแล้ว และเราก็คงต้องอยู่กับอัตราการเติบโตในระดับค่าเฉลี่ยของโลกที่ร้อยละ 3 เท่านั้น นอกจากนี้ เรากำลังอยู่ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เป็นเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์มากขึ้น กล่าวคือ เมื่อมีวิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้นที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง นอกจากมีผลกระทบต่อประเทศนั้นแล้ว จะส่งผลกระทบกับประเทศต่างๆ ในโลกด้วย โดยเราเพิ่งจะเห็นได้จากการลดค่าเงินหยวนของจีนที่ผ่านมาที่ไม่กระทบเฉพาะในประเทศจีน แต่จะส่งผลกระทบกับประเทศอื่นๆ อีกด้วย
ความท้าทายประการที่สองคือ ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ประชากรไทยเข้าสู่วัยชรารวดเร็วจนแรงงานในวัยหนุ่มสาวมีจำนวนน้อยลงไม่เหมือนในอดีต นั่นก็หมายความว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ บริษัทต่างๆ อาจจะขาดแคลน CFO และทีมงานในสายการเงิน โดยวัยวุฒิและคุณสมบัติที่เหมาะสมในอนาคตอาจมีความแตกต่างไปจากในอดีตได้ ผู้ที่จะก้าวขึ้นมาแทนตำแหน่งของ CFO อาจจะมีแนวโน้มที่มีอายุน้อยลง แต่มีความรู้ทางการเงินที่ดีขึ้น CFO ที่มีอายุน้อยเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะจบการศึกษาในสายการเงิน ซึ่งแตกต่างจากอดีตที่ CFO และทีมงานมักจะจบการศึกษาในสายบัญชี โดย CFO รุ่นใหม่เหล่านี้มักจะเชี่ยวชาญในการสร้างความมั่งคั่งให้กับองค์การ (CorporateValue Creation) ตามแนวทางของระบบทุนนิยม มีความสามารถในการใช้เครื่องมือต่างๆ ทางการเงิน และสามารถสื่อสารข้อมูลการเงินให้กับบุคคลภายนอกบริษัทได้เป็นอย่างดี หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นพวก “Talent” หรือผู้มีศักยภาพสูง แต่ก็จะมีแนวโน้มในการเปลี่ยนงานสูงด้วยเช่นกัน
ความท้าทายประการที่สามคือ แรงกดดันจากผู้ถือหุ้นที่ Active ขึ้น เห็นได้จากในอดีต เมื่อมีประชุมผู้ถือหุ้นที่ประชุมมักจะเงียบ ไม่ค่อยมีผู้ถือหุ้นแสดงความคิดเห็นหรือถามคำถามกับ CEO หรือ CFO เท่าที่ควร แต่ปัจจุบันการประชุมผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นมักจะมีคำถามที่ท้าทายและบีบคั้นให้ผู้บริหารต้องตอบเกี่ยวกับนโยบายบริษัทในด้านต่างๆ รวมถึงผลประกอบการของบริษัทที่เปลี่ยนแปลงจากอดีต ตลอดจนแผนงานในอนาคตที่จะมีผลต่อความมั่งคั่งของผู้ถือหุ้น โดยผู้ถือหุ้นบางส่วนจะทำการบ้านมาเป็นอย่างดี มีการเตรียมตัวก่อนเข้าประชุมแต่ละครั้ง
ความท้าทายประการที่สี่คือ ปัจจุบันเรากำลังอยู่ในยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร(Information Age) โดย CFO ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงจากภายในบริษัทที่สำคัญ ได้แก่ ความต้องการในการใช้ข้อมูลทางการเงินเพื่อการบริหารและตัดสินใจที่รวดเร็วและมีรูปแบบที่เป็นมิตร พร้อมที่จะนำไปใช้งานได้ทันที เป็นต้น ในอดีตที่ผ่านมา บริษัทส่วนใหญ่ลงทุนกับระบบสารสนเทศในองค์การ แต่ไม่ได้เตรียมการสำหรับระบบการสนับสนุนการตัดสินใจในภาพรวม ที่จะเชื่อมโยงผลการดำเนินงานหรือตัวชี้วัดของแต่ละหน่วยธุรกิจ (Business Unit) เข้าด้วยกัน เพื่อนำเอาตัวชี้วัดต่างๆ เหล่านี้มาตัดสินใจต่อไป
นอกจากนี้ ความท้าทายประการสุดท้าย คือ การขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักและวิธีการในการบริหารความเสี่ยงขององค์การและความเสี่ยงทางการเงินที่ดีพอ ในอดีตที่ผ่านมา CFO ส่วนใหญ่มุ่งเน้นกับการใช้งบประมาณและการจัดการต้นทุนให้อยู่ในงบประมาณที่ตั้งไว้ หรือมุ่งเน้นที่การวางแผนทางการเงินและการใช้เงินให้ตรงตามแผนที่ระบุไว้ แต่ไม่ได้เตรียมการสำหรับระบบการสนับสนุนการตัดสินใจเมื่อเกิด “ความปกติที่ไม่ปกติ” นี้เอาไว้เลย หรือไม่ได้มีระบบการวิเคราะห์ความเสี่ยงในการตัดสินใจในด้านต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น ในเรื่องการลงทุน บริษัทส่วนใหญ่ก็มักจะพิจารณาจากผลตอบแทนเทียบกับต้นทุนของเงินทุน มีน้อยบริษัทที่จะมีการวิเคราะห์ความเสี่ยงและมีแผนงานเพื่อรองรับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนหรือแตกต่างไปจากสมมติฐานที่วางเอาไว้
ดังนั้น การวัดความสำเร็จและฝีมือของ CFO ในปัจจุบันภายใต้สภาวะ “New Normal” จะไม่ได้ถูกกำหนดโดยการจัดทำงบการเงิน การบริหารสภาพคล่อง การบริหารสินทรัพย์ หรือการบริหารต้นทุนของเงินทุนให้มีประสิทธิภาพอีกต่อไปแล้ว แต่จะถูกกำหนดโดยการใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการเก็บข้อมูล การสร้างทุนมนุษย์ในองค์การ และการตอบสนองความผันผวนของสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกองค์การอีกด้วย บทบาทและหน้าที่ของ CFO ภายใต้ “ความปกติในรูปแบบใหม่” จึงต้องมีการทบทวน เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ในยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ต่อไป







