"บิ๊กตู่" ใช้เวทียูเอ็นพลิกโอกาส ชูไทยตัวอย่างความสำเร็จ
นายกฯเตรียมโชว์วิสัยทัศน์บนเวทีประชุมยูเอ็นสร้างความเชื่อใจ-เชื่อมั่นกับต่างชาติ แสดงความพร้อมกลับมาช่วยสหประชาชาติแล้ว
โดย...เลอลักษณ์ จันทร์เทพ
ทุกสายตากำลังจับจ้องไปที่การเดินทางเยือนสหรัฐครั้งแรกของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในวันที่ 23 ก.ย.นี้ เพื่อร่วมประชุมสมัยสามัญสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ครั้งที่ 70 หรือ UNGA ระหว่างวันที่ 24-30 ก.ย.นี้ ณ กรุงนิวยอร์ก ในโอกาสครบรอบ 70 ปี การก่อตั้งองค์การสหประชาชาติ โดยมีผู้นำจากประเทศสมาชิกสหประชาชาติ 193 ประเทศเข้าร่วม
ปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เปิดเผยกับทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ ว่า ข้อความที่ไทยต้องการจะสื่อสารไปยังนานาประเทศบนเวทีสหประชาชาตินั้น คือ แสดงความพร้อมที่ไทยจะเข้าไปช่วยสหประชาชาติแล้ว แม้ไทยจะยังไม่สงบมากนักก็ตาม
ที่ปรึกษารองนายกฯ กล่าวว่า 70 ปีที่ผ่านมา สหประชาชาติถือว่าประสบความสำเร็จหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องสันติภาพในการรักษาความมั่นคง การพัฒนา และสิทธิมนุษยชน ดังนั้นการประชุมสหประชาชาติครั้งนี้ จึงอยากจะระดมความคิดจากนานาประเทศว่า งานด้านต่อไปในอนาคตที่จะร่วมมือกับสมาชิก 193 ประเทศควรจะมุ่งเน้นไปด้านใด
ปณิธาน กล่าวว่า เวทีนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญของนายกฯ ที่จะได้สื่อสารทางตรงและสะท้อนเรื่องราวต่างๆ ออกไป รวมถึงการเสนอตัวว่าไทยจะทำอะไรบ้าง ทั้งเรื่องการเดินหน้าปฏิรูปประเทศ แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เพราะไทยเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง แต่ยังพบปัญหาอยู่มาก รัฐบาลจึงเตรียมนำเสนอแนวทางแก้ปัญหา เนื่องจากยังมีอีกหลายประเทศที่ประสบปัญหาเดียวกับเรา
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาสหประชาชาติสามารถลดความยากจนได้จริง แต่กลับมีความเหลื่อมล้ำและความขัดแย้งมากขึ้น กรณีศึกษาของประเทศไทยเป็นตัวอย่างที่ดี ถ้านายกฯ เสนอแล้ว สหประชาชาติเห็นว่าการแก้ปัญหาแบบนี้ใช้ได้ก็จะได้รับการยอมรับ
“สิ่งที่ประเทศไทยต้องการสื่อถึงนานาประเทศ คือ เราพร้อมที่จะกลับมาช่วยสหประชาชาติแล้ว ถึงแม้เราจะมีความไม่สงบมากนัก และเราพร้อมเสนอตัวเป็นสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ พร้อมที่จะแบ่งปันประสบการณ์ด้านลดความเหลื่อมล้ำและความยุติธรรมมากขึ้น โดยนำเสนอปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่สหประชาชาติเคยให้รางวัลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะถ้ามั่นคงอย่างเดียวแต่ไม่มั่งคั่ง ไม่ยั่งยืน ประเทศก็ไปไม่ได้อยู่ดี” ปณิธาน กล่าว
สำหรับเนื้อหาในการประชุมครั้งนี้ นายกฯ จะเข้าร่วมใน 3 เวที ที่เป็นจุดสำคัญ คือวันที่ 29 ก.ย. ที่จะได้กล่าวคำปราศรัยต่อ “ที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ” เป็นเวลา 15 นาที โดยเนื้อหาจะแสดงวิสัยทัศน์ของประเทศไทย ความท้าทาย และความสำเร็จการแก้ปัญหาของไทย รวมถึงตอบข้อสงสัยที่ว่าหลังจากเกิดรัฐประหารแล้ว ประเทศไทยจะไปต่อไหวหรือไม่ จะมีศักยภาพรักษาความมั่นคงและคนจะสงบได้หรือไม่
“ที่สำคัญทิศทางอนาคตต่อไปจะเป็นอย่างไร รวมทั้งคาดว่ากรณีสื่อต่างชาติให้ความสนใจมากที่สุดคือโรดแมปของไทยจากนี้จะเป็นอย่างไร เลือกตั้งเมื่อไหร่ รวมถึงเรื่องความมั่นคงด้วย โดยเฉพาะเหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์ว่าเกิดอะไรขึ้น ควรมีมาตรการหรือวิธีการต่อต้านความรุนแรงรูปแบบนี้อย่างไร”ปณิธาน กล่าว
ประเด็นที่ห่วงกันว่าจะมีกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองออกมาชุมนุมต่อต้าน ที่ปรึกษารองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า ไม่กังวลอะไร เพราะถือว่าเป็นสิทธิที่จะแสดงออก ขณะเดียวกันโดยธรรมเนียมปฏิบัติที่ประชุมสหประชาชาติจะจัดพื้นที่ในการแสดงออกความคิดเห็นต่างๆ ได้อยู่แล้ว ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่ทำการประชุมใหญ่ แต่กลุ่มผู้ชุมนุมจะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบและข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัด
“ผมคิดว่าการแสดงออกไม่ว่าจะเห็นต่างหรือเห็นเหมือนกันถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ซึ่งบางเรื่องอยู่ที่เมืองไทยท่านอาจจะไม่ได้เห็นหรือรับรู้ก็ได้ แต่ความเห็นต่างนั้นจะต้องสร้างสรรค์มีประโยชน์ จึงเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ต้องไปทำเรื่องทำการบ้านเตรียมชี้แจงให้ดี ที่จะทำให้นายกฯ ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารอีกด้านหนึ่ง” ปณิธาน เสนอแนะ
ทั้งนี้ ตามกำหนดการนายกฯ จะเข้าร่วมประชุมใน 3 โอกาสสำคัญ คือ วันที่ 25 ก.ย. เวทีการประชุมสุดยอดของสหประชาชาติ (United Nations Summit) โดยจะกล่าวคำปราศรัยเป็นเวลา 3 นาที เช่นเดียวกับผู้นำคนอื่นๆ ต่อมาวันที่ 27 ก.ย. นายกฯ จะร่วม “การเสวนาในเวทีแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น”(Interactive Dialogue) เกี่ยวกับการขจัดความยากจนและความหิวโหย โดยมีกลุ่มเป้าหมายอยู่ที่กลุ่มคนยากจนที่ด้อยโอกาส ทั้งคนยากจน เกษตรกร เด็ก สตรี ผู้สูงวัย รวมทั้งผู้อพยพ ในการนี้นายกฯ จะกล่าวปราศรัยเป็นเวลา 5 นาที และวันที่ 29 ก.ย. กล่าวคำปราศรัยต่อ “ที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ” เป็นเวลา 15 นาที
ความสำคัญของการประชุมครั้งนี้จึงอยู่ที่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะสามารถแสดงวิสัยทัศน์ผู้นำของประเทศไทยที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่มาจากการทำรัฐประหาร โดยทำให้เกิดการยอมรับ สร้างความเข้าใจ สร้างความเชื่อใจและความเชื่อมั่นกับต่างชาติได้หรือไม่







