posttoday
เทศน์ภายใน

เทศน์ภายใน

20 กันยายน 2558

เทศน์ภายในเลยมันจึงเหมาะ ถ้าเทศน์ภายนอกนี่มันคล้ายกับแผนที่ตำรับตำรา พอปานกับเครื่องกระจายเราต้องเทศน์ภายใน

โดย...ภัทระ คำพิทักษ์

หมายเหตุ : เทศนากัณฑ์นี้ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ได้เทศน์โปรดญาติโยมจาก กทม.ที่ไปพบท่านที่ดอยแม่ปั๋งเมื่อปี 2515

...เทศน์ภายในเลยมันจึงเหมาะ ถ้าเทศน์ภายนอกนี่มันคล้ายกับแผนที่ตำรับตำรา พอปานกับเครื่องกระจายเราต้องเทศน์ภายใน

...จะเอาอย่างใดอีก ตำรับตำราทางบ้านท่านฟังมาเต็มที่แล้ว จะฟังในกายก็เท่านั้นแหละ ทีนี้ให้ภาวนาเอากายเป็นมรรค เอากายเป็นผล จงพากันละอุปาทานทั้ง 5 อนิจจังทั้ง 5 ทุกขังทั้ง 5 อนัตตาทั้ง 5 ละรูปธรรมนามธรรมนี้ วางได้มันก็เป็นธรรมนั่นแหละ วางไม่ได้มันก็ยึดเอารูปธรรมนามธรรม เป็นตนเป็นตัว มันก็เป็นทำเมาอยู่นั่นเอง พิจารณาสังขาร นามรูป ที่มันเป็นอยู่อย่างนี้ อนิจจังทั้ง 5 ทุกขังทั้ง 5 อนัตตาทั้ง 5 อุปาทานทั้ง 5 มีรูปูปาทานักขันโธ เป็นอุปาทานที่หนึ่ง เวทนูปาทานักขันโธ เป็นอุปาทานที่สอง สัญญูปาทานักขันโธ เป็นอุปาทานที่สาม สังขารูปาทานักขันโธ เป็นอุปาทานที่สี่ วิญญาณูปาทานักขันโธ เป็นอุปาทานที่ห้า

ครั้นค้นคว้าอยู่ในธาตุสี่ ขันธ์ห้า วางธาตุสี่ ขันธ์ห้านี้ได้แล้วละก็ ภาวนาสงบดี

ครั้นเวทนาดับลง สัญญาดับลง สังขารดับลง วิญญาณดับลง รูปธรรมส่วนสมมติเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นไฟ เป็นลม วางได้แล้วมันก็สบาย จิตก็สงบลง

ชำระศีลของตนให้บริสุทธิ์ ทางตานี่ก็เป็นศีลประเภทหนึ่ง ทางหูก็เป็นศีลประเภทหนึ่ง นำความผิดออกจากตา ออกจากหู ออกจากจมูก ออกจากลิ้น ออกจากกาย ทั้งสี่ทั้งห้านี้แหละ ศีลทั้งห้าก็อันนี้แหละ นำความผิด ความยินดียินร้าย ออกจากจิตใจของตนให้บริสุทธิ์หมดจด ทำให้เป็นไป จะเอาพุทโธเป็นบริกรรมก็เอา หรือจะเอาธัมโมเป็นบริกรรม เป็นมรรคภาวนาก็ได้ เคยทำกันมาแล้วกระมัง

ครั้นได้พุทโธ พุทโธนี้เป็นอารมณ์ของจิตใจอยู่เป็นนิตย์ เวลาเอาเข้าหนักเข้าหนักเข้า ลมมันก็สงบได้เหมือนกัน แต่รักษาไว้ อย่าให้เป็นทำเมา พุทโธ พุทโธ นี่นะ พุทโธ พุทโธ กลายเป็นทำเมา ธัมโม ธัมโม มันไม่เป็นธัมโม มันกลายเป็นทำเมาไปเสีย สังโฆ สังโฆ พวกนี้เป็นอารมณ์ของใจ ให้ดิ่งอยู่เป็นอันหนึ่ง นานๆ เข้าจิตก็สงบลง เป็นสมาธิได้เหมือนกันนั่นล่ะ รักษาทำเมานี้ไม่ให้เกิด อดีตทำเมา อนาคตทำเมา อดีตที่ล่วงแล้วมันนำมาให้เป็นทำเมา อนาคตยังไม่มาถึงก็เป็นทำเมา

ถ้าจิตดิ่งอยู่ปัจจุบันจึงเป็นธัมโม อดีตอนาคตเป็นทำเมาแล้วจงรักษาดีๆ มีสองอย่างเท่านั้นแหละมันเป็นทำเมา

นอกจากจิตดิ่งอยู่ปัจจุบันนี่เป็นธัมโม มันไม่หมุนตามสังขาร ไม่หมุนตามสมมติ แล้วมันก็ใช้ได้ นี่ก็พิจารณา จะเอาพุทโธเป็นมรรคก็ได้ มรรคภาวนา หรือจะเอากายเป็นมรรค พิจารณากาย สังขาร นาม รูป อันนี้ให้ชำนิชำนาญ บุราณท่าน หรือสมัยนี้ก็เหมือนกัน

กุลบุตรทั้งหลายที่มาบวชบรรพชาเพศ อุปัชฌาย์ท่านสอนกายนี่แหละเป็นมรรค เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ, ตโจ ทันตา นขา โลมา เกสา อนุโลมปฏิโลม ทั้งเบื้องบนพิจารณาแต่เล็บเท้าขึ้นมาถึงปลายผม เบื้องต่ำพิจารณาตั้งแต่ปลายผมถึงเล็บเท้า นี่แหละเป็นมรรค เอากายเป็นมรรค ต่อเมื่อใดวางได้หมดแล้ว ไม่ยึดรูปธรรมนามธรรมเป็นตนเป็นตัว วางได้แล้วละก็ จิตสงบได้เหมือนกันแหละ วางได้แล้ว เวทนาสงบลง สัญญาก็สงบลง สังขารความปรุง ความแต่ง ความเกิด ความดับ โทษ ทุกข์ ภัย อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ดับลง วิญญาณความรู้ รู้ดีรู้ชั่ว รู้บุญรู้บาป รู้ผิดรู้ถูก ก็ดับลงหมด แล้วมันก็จิตสงบลงได้

ครั้นการรักษา ทำเมานี่หนา มันมีอดีตอนาคตหุ้มมา อดีตมันเคยได้รู้ได้เห็น จากเคยได้คุยกัน ว่าเล่นกัน เวลาตั้งจุดพุทโธ พุทโธมันจะกลายเป็นทำเมาไปเสียนี่ ครั้นเผลอก็เป็นทำเมาไปแล้ว เมาคิดโน่น คิดนี่ อดีตที่เคยเห็นก็นำมาคิดเป็นทำเมาไปแล้วนั่น พุทโธที่จะเอาเป็นบริกรรม จะเอาเป็นอารมณ์ของใจก็ไม่ได้ มันเป็นทำเมาไปแล้ว มันปรุงไป แต่งไป เกิดไป ดับไปในทุกสิ่งทุกอย่างนั่นแหละ จึงรักษาทำเมาไว้ อดีตก็เป็นทำเมาอันหนึ่ง อนาคตก็เป็นทำเมาอันหนึ่ง จิตดิ่งอยู่ในปัจจุบัน รู้ปัจจุบัน ละปัจจุบัน ตัดตัณหา ตัดกิเลส ตัดมานะทิฏฐิ ตัดความยึดมั่น ถือมั่นของตนให้เสร็จลง แล้วก็สงบได้ รักษาแต่ทำเมาอันเดียวนี่แหละ ให้มันเผลอก็เป็นทำเมาล่ะ

ครั้นไม่เผลอ พุทโธ พุทโธ ดิ่งอยู่ นั่นแหละเป็นอารมณ์ของใจ เป็นมรรคของใจ เป็นที่พึ่งของใจก็ได้อยู่ที่รักษา ตัวเดียวเท่านั้นแหละ ทำให้ติดไป เก็บดิ่งอยู่เป็นนิตย์ ทำอย่างนั้นก็ใช้ได้ล่ะ

 ...สันทิ ทิฏฐิ ไปเปล่าๆ นั้นก็เป็นทำเมาแล้วนะ ไม่ให้คิดไม่ให้นึก มัวหลงเมายศ เมาเกียรติไป นั่นเป็นทำเมา อกุสลาทำเมา กุสลาทำเมา มันตั้งอยู่นั่นแหละ อัพยากตา ธัมมา เป็นที่พิจารณากำหนดให้จิตดิ่ง ให้จิตสงบดี มันก็ใช้ได้ ครั้นสาวเข้าไปให้ถึงอกุสลาทำเมานี้ ความหลง ความโลภ ความโกรธ มันเกิดขึ้นละก็ มันเกิดกิเลส ก็ตัวนั้นแหละ ตัวหลง ตัวโลภ ตัวโกรธนั่นแหละ ตัวราคะ ตัวกิเลสตัณหา ความเจ็บความไข้ เป็นเหง้าเป็นโคนแห่งกิเลสทั้งหลาย กิเลสทั้งห้า ตัณหานับได้ เป็นอยู่ที่เจตนา ตัณหานี้ ความพอใจมันก็เป็นกิเลส ความหลงความโลภนี่แหละมันเกิดขึ้น ระงับความหลง ความโลภ ความโกรธ ราคะกิเลสนี้ตัดออกหมดแล้ว ดับหมดแล้ว ความหลงความโลภนี้เราก็รู้แจ้งได้นี่นา

วิญญาภิสังขาร อวิญญาภิสังขาร ส่วนอันเป็นกุศล อกุสลา ธัมมานี้ เราละได้ วางได้นี่นะ แต่งได้นี่นา ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร แต่งให้เป็นบุญ เป็นกุศล แต่งให้เป็นทานไปได้นี่ อกุสลา ธัมมานี่มันแต่งมาให้โลภ ให้โกรธ ให้หลง แต่งมาให้ราคะ ให้กิเลสบังเกิดขึ้นแก่จิตใจของเรา เมื่อมา ละมันให้หมดได้ มันก็เป็นธัมโม ครั้นละไม่ได้ มันก็เป็นทำเมา อกุสลาทำเมา นี่เมาโลภเมาหลง
เมาโกรธไปทุกแห่งทุกหนนั่นแหละ เป็นเจ้าเป็นนายของกิเลสทั้งหลาย กิเลสตัณหา โอฆะ กามโอฆะก็อันนี้ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ ก็อันเดียวกันนี้แหละ อวิชชาโอฆะ ดับหมู่นี้ได้หมด ก็เออสบายอกสบายใจ

บริกรรมพุทโธไว้ให้สงบเป็นอารมณ์เดียว ทำให้เคยละก็ ไม่ได้เชียวล่ะ มันกลายเป็นทำเมา มันเมาเคย มันเมาคิด อดีตนั้นแหละมันคิดขึ้น ปรุงขึ้น แต่งขึ้นในเรื่องของสังขาร ความเกิดความดับ โทษ ทุกข์ ภัย อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรื่องของสังขารเข้ากับสภาพแล้วละก็ เออ เป็นทำเมาละคราวนั้น

ให้พิจารณากายนี้ให้มากยิ่งๆ ในขันธ์ สมมติเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นไฟ เป็นลม ธาตุทั้งสี่ที่ยึดอยู่นี้ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนี้ เป็นนามธรรม นามธรรมเกิดขึ้นแล้วมันลืมตัวนะ มันไม่รู้หรอกสังขารน่ะ

นามธรรมอันนี้มันปรุงทีแรก ปรุงทั้งบาป ปรุงทั้งบุญ ปรุงทั้งผิดทั้งถูก ทั้งดีทั้งชั่ว ถ้าไปหลงตามก็เป็นทำเมาล่ะ ครั้นไม่หลงก็เป็นธัมโม เมื่อละความโกรธ ความหลง สิ้นไปหมดแล้ว อันนี้ก็เป็นธัมโมอยู่เป็นนิจ

ส่วนพิจารณาสังขาร นามรูปนั้นคงแค่เป็นเหตุที่ว่า กุสลา ธัมมา, อกุสลา ธัมมา, พยากตา ธัมมา, อัพยากตา ธัมมา, กุสลา ธัมมา กุศลธรรม, อกุสลา ธัมมา อกุศลธรรมนี้เราแต่งเอาได้ แต่งให้เป็นบุญ แต่งให้เป็นบาป แต่งไม่ให้โลภ แต่งไม่ให้หลง แต่งไม่ให้โกรธ แต่งไม่ให้ราคะกิเลสบังเกิดขึ้น ใช้ได้ ครั้นแต่งไม่ได้ก็ตกอยู่ใต้อำนาจของความหลง ความโลภละก็ ใช้ไม่ได้ล่ะ เขาแต่งเราหนา ครั้นมันแต่งเราละก็ เราเดือดร้อนหนา ความหลง ความโลภ ความโกรธนี่แต่งเราได้ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร ปุญญาภิสังขาร เราแต่งให้เป็นบุญกุศลได้ อปุญญาภิสังขาร เราแต่งบาปให้เกิดแก่จิตใจของเราได้ มันก็จะเป็นทำเมาอยู่เป็นนิจล่ะ

เข้าใจแล้วนะ

ทำเรื่อยๆ สมควรแล้วล่ะ เอาหนักเกินไปเป็นทำเมานะ ทำเมานี่ลำบากหนา มันเอาเรื่องแต่ดึกดำบรรพ์โน่น เวลามันตั้งขึ้น มันเกิดมาแต่ไหนไม่รู้ มันทำเมา นี่มันสำคัญ พอเผลอขึ้นมาแล้ว มันเมาคิด เมานึกไปเสียแล้ว

เอาล่ะ สมควร

อย่าเอามากมายเลย เอาทีละน้อย ให้มันรวมเข้ารวมเข้าเถอะ รวมเข้าเป็นเอกัคคตาได้เป็นดีนะ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท