
ฉันจะทำร้าย
“พลาเซโบ” (Placebo) เป็นที่รู้จักในฐานะ “ยา” ที่ไม่ใช่ยาในความหมายวัตถุมีฤทธิ์รักษาโรค
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
“พลาเซโบ” (Placebo) เป็นที่รู้จักในฐานะ “ยา” ที่ไม่ใช่ยาในความหมายวัตถุมีฤทธิ์รักษาโรค หรือปัดเป่าความเจ็บป่วยทางด้านร่างกาย แบบพุ่งเป้าไปรักษาที่ต้นตอของอาการ แต่เป็นเพียงแค่การช่วยเยียวยาด้านจิตใจว่าร่างกายกำลังได้รับการรักษา แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะอะไรสุดท้ายอาการป่วยนั้นก็ค่อยๆ หายไปในที่สุด
หลายคนเรียกนี่เป็น “ยาหลอก” ที่ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเป็นใครหลอกใคร แต่น่าสนใจตรงคนที่คิดหาวิธีการนี้มาใช้ และสามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถใช้งานได้จริง
จาก “เม็ดแป้ง” ที่ถูกจิตปรุงแต่งว่าเป็นยาและรักษาโรค ทำให้ต้องกลับมาคิดทบทวนในพลังอานุภาพของ “ความเชื่อ” แถมตอกย้ำแนวคิดเรื่อง “จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว”
รากศัพท์ของพลาเซโบนี้มาจากภาษาละติน แปลว่า “ฉันจะเอาใจ” สะท้อนต้นตอวิธีคิดนั้นเป็นการ “เอาใจ” มากกว่ามุ่งรักษาอาการ และสะท้อนการทำงานของพลาเซโบเอฟเฟกต์
ยังไม่รวมกับวิวัฒนาการทางความคิดที่ต่อยอดไปไกลถึงขั้นว่า เมื่อยาตัวเดียวกันแค่ทำแพ็กเกจใหม่ หรือติดตราปะแบรนด์บริษัทยักษ์ใหญ่แล้วจะสามารถรักษาอาการได้ดีกว่ายาชนิดเดียวกันที่ไม่มียี่ห้อ
ถึงขั้นทำให้หลายคนยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินมากกว่าเพื่อให้ได้ยาที่เชื่อว่าดีกว่า ที่คิดว่าจะสามารถรักษาอาการได้ดีกว่า
ตรงกันข้ามกับ “โนโซโบ” (Nocebo) ในกรณีที่หากคนไข้ไม่เชื่อถือในวิธีการรักษาแล้ว ต่อให้ใช้วิธีการรักษาที่ดีแค่ไหน ย่อมไม่ทำให้อาการดีขึ้นหรืออาจถึงขั้นแย่ลงกว่าเดิม
ยิ่งพิจารณาจากรากศัพท์คำว่า โนเซโบ ซึ่งมาจากภาษาละติน แปลว่า “ฉันจะทำร้าย” ด้วยแล้ว ยิ่งจะเข้าใจว่าผลกระทบจากความคิดเช่นนี้จะส่งผลไปแนวทางไหน
ท่ามกลางบรรยากาศสังคมที่ออกอาการป่วยมายาวนาน แม้จะพยายามรักษาเยียวยามากี่ครั้งกี่หน ผ่านการร่างรัฐธรรมนูญ ผ่านการเลือกตั้ง หรือแม้แต่ผ่านการรัฐประหารมาหลายรอบ ทว่าอาการป่วยยังไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้น
ผ่านมาหลายปีอาการมีแต่ทรงกับทรุด เส้นทางที่ผ่านมายังวนเวียนอยู่ในวงจรเดิมๆ ยังคงติดอยู่ในหล่มใหญ่ที่ไม่อาจก้าวข้ามพ้นไปได้
แถมนับวันความพยายามแก้ปัญหาจากหลายฝ่าย ทั้งการแก้ปัญหาด้วยวิธีในระบบ หรือนอกระบบก็ตาม ดูจะไม่เป็นผลและกลับกลายเป็นการสร้างปัญหา ที่ทำให้ปัญหาซับซ้อน จากแผลสดกลายเป็นแผลเน่าที่ลุกลามกลายเป็นแผลเรื้อรัง
รัฐธรรมนูญถูกตีตราว่าเป็นต้นตอของปัญหาด้วยข้อหาไม่เป็นประชาธิปไตย จนเกิดการผลักดันแก้ไขหลายรอบ สำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง ทั้งฉีก ทั้งร่างใหม่ เนื้อหาหลายอย่างถูกปรับแต่งกลับไปกลับมา ทั้งเขตเลือกตั้งขนาดเล็กขนาดใหญ่ สัดส่วน สส.เขต และบัญชีรายชื่อ ที่มาของ สว.
รอบล่าสุดกับ 285 มาตรา ในร่างรัฐธรรมนูญ ที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญกลั่นกรองออกมาด้วยโจทย์ที่สลายความขัดแย้งด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งระบบสัดส่วนผสม (เอ็มเอ็มพี) คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ฯลฯ
มองเผินๆ แล้วมีความพยายามจะทำให้รัฐธรรมนูญ เป็น “พลาเซโบ” ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม โดยหวังว่าหากมีรัฐธรรมนูญที่ดีแล้วจะทำให้สังคมหายป่วยได้ในเร็ววัน
ทั้งที่พิจารณาเนื้อในรัฐธรรมนูญแล้วยังตอบยากว่าเป็นตัวยาที่มีสรรพคุณรักษาโรคร้าย หรือจะเป็นเพียงแค่เม็ดแป้งที่เต็มไปด้วยความหวัง
ไม่ต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ ที่ร่างกันมาหวังว่าจะพาการเมืองพ้นวังวนเดิมๆ จนหากนี่เป็น “พลาเซโบ” ก็ใช้กันบ่อยจนเริ่มดื้อยาแล้ว
ดีไม่ดีหากยังคงใช้วิธีเดิมๆ ทั้งร่างใหม่ ทั้งฉีกทิ้ง ไปเรื่อยๆ เช่นนี้ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการร่าง การคว่ำ ไปจนเป้าหมายเบื้องหลังที่กีดกันบางกลุ่มบางฝ่ายออกนอกสนาม หรือการเปิดประตูต่อท่ออำนาจในอนาคต จาก “พลาเซโบ” อาจกลายเป็น “โนเซโบ” แบบไม่รู้ตัว
ต่อให้ตั้งใจจะรักษาด้วยยาดีแค่ไหน หากคนไข้ไม่ยอมรับซะอย่าง อาการย่อมมีแต่จะแย่ลง จากที่เคยจะ “เอาใจ” จะแปรเปลี่ยนเป็นการ “ทำร้าย” ในที่สุด







