posttoday
เทพรัตนแห่งแผ่นดิน (14)

เทพรัตนแห่งแผ่นดิน (14)

20 กันยายน 2558

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเน้นให้ความช่วยเหลือและพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร

โดย...วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเน้นให้ความช่วยเหลือและพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร และเด็กยากไร้ในถิ่นทุรกันดาร ทรงมีพระราชดำรัสว่า “...ตั้งแต่เกิดมาจำความได้ ก็เห็นทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงคิดหาวิธีการต่างๆ ที่จะยกฐานะความเป็นอยู่ของคนไทยให้ดีขึ้น ได้ตามเสด็จเห็นความทุกข์ยากลำบากของพี่น้องร่วมชาติ ก็คิดว่าช่วยอะไรได้ควรช่วย ไม่ควรนิ่งดูดาย เมื่อโตขึ้นพอมีแรงทำอะไรได้ก็ทำไปอย่างอัตโนมัติ โดยทำตามพระราชกระแสหรือทำตามแนวพระราชดำริ...” พระองค์จึงทรงเริ่มโครงการ “พัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร” เป็นโครงการแรก และต่อยอดไปสู่การพัฒนาด้านต่างๆ จากปี 2523 จนถึงปัจจุบัน คือ

1.งานพัฒนาสุขภาพ ทรงเริ่มจาก “โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน” ด้วยทรงเห็นว่าประเทศไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ แต่ยังมีประชาชนที่อดอยากและบริโภคไม่ถูกหลักโภชนาการอีกมาก รวมทั้งทรงตระหนักว่าเยาวชนเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาชาติ การสร้างเยาวชนที่มีคุณภาพต้องเริ่มต้นจากการมีสุขภาพแข็งแรง จึงทรงให้ความสำคัญกับโภชนาการของเด็กและเยาวชน รวมถึงการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค โดยทรงริเริ่มและดำเนินโครงการต่างๆ เช่น โครงการสุขศาลาพระราชทานโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน การควบคุมโรคขาดสารไอโอดีน การส่งเสริมโภชนาการและสุขภาพอนามัยแม่และเด็กในถิ่นทุรกันดาร และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เป็นต้น

2.งานพัฒนาการศึกษา ในขณะเดียวกันพระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการศึกษาทุกรูปแบบที่เน้นพัฒนาแบบองค์รวม ให้เด็กและเยาวชนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา โดยทรงมุ่งส่งเสริมและพัฒนาพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ด้วยกิจกรรมและโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่พระราชทานทุนการศึกษา ทรงเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า พัฒนาการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ส่งเสริมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ตลอดจนทรงให้ความสำคัญกลุ่มประชาชนด้อยโอกาส ทั้งที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารห่างไกลความเจริญและผู้พิการ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งศูนย์ทดลองเด็กหูหนวกปฐมวัยโรงเรียนสอนคนตาบอด เพื่อให้กลุ่มประชาชนผู้ด้อยโอกาสได้รับโอกาสการพัฒนาและยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

3.งานพัฒนาคุณภาพชีวิต ส่งเสริมอาชีพและสหกรณ์ พระองค์ทรงเล็งเห็นว่าการส่งเสริมความเข้มแข็งให้กับครอบครัวเป็นฐานสำคัญที่จะช่วยให้ประชาชนมีชีวิตที่มีคุณภาพ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ส่งเสริมการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ พัฒนากลุ่มอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดาร รวมทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จัดตั้ง “ร้านภูฟ้า” และส่งเสริมการสหกรณ์ในโรงเรียน เพื่อจำหน่ายสินค้าและผลผลิตของประชาชนกลุ่มอาชีพต่างๆ ในพื้นที่ เพื่อให้ราษฎรสามารถสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัว ตลอดจนสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน

4.งานพัฒนาชนบทและพื้นที่ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากประสบการณ์ที่ได้โดยเสด็จฯ ไปยังถิ่นทุรกันดารในภูมิภาคต่างๆ ทรงเห็นสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่แร้นแค้น จึงทรงตั้งปณิธานสืบสานงานพัฒนาชนบทและพื้นที่ รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม “แบบบูรณาการ” เช่น โครงการพัฒนาพื้นที่เฉพาะทั่วทุกภูมิภาค โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชเกาะแสมสาร จ.ชลบุรี สวนพฤกษศาสตร์ในโรงเรียน การฟื้นฟูป่าชายเลน และโครงการสร้างป่าสร้างรายได้ เป็นต้น

5.งานอนุรักษ์และพัฒนาศิลปวัฒนธรรมไทย ศาสนา และดนตรี ด้วยทรงตระหนักถึงความสำคัญของงานศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของบรรพชน อันเป็นสิ่งที่แสดงถึงความเป็นชาติไทยของคนไทย การรักษาไว้และสืบสานให้คงอยู่ จึงเสมือนการจรรโลงไว้ซึ่งอิสรภาพของคนไทย พระองค์จึงทรงฟื้นฟู พัฒนา และอนุรักษ์โบราณสถานและโบราณวัตถุ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ วัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญาไทย รวมถึงศาสนา บทเพลง และดนตรีไทย

6.งานมูลนิธิและสังคมสงเคราะห์ พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านต่างๆ ครอบคลุมงานสำคัญอันเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง โดยทรงสืบสานและบริหารองค์การ และมูลนิธิเพื่อสาธารณกุศลต่างๆ อาทิ ทรงเป็นองค์ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิชัยพัฒนา มูลนิธิอานันทมหิดล มูลนิธิสายใจไทย องค์ประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี องค์อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย รวมทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จัดตั้งกองทุนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารเพื่อพัฒนาและช่วยเหลือเด็กและเยาวชน ตั้งแต่พระราชทานทุนการศึกษา จนถึงการพัฒนาอาชีพ และหน่วยเฉพาะกิจสิรินธร เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่างๆ

7.งานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยทรงเห็นว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถนำมาช่วยเสริมสร้างโอกาส คุณภาพ และศักยภาพของเด็กไทยในชนบท รวมถึงผู้ด้อยโอกาสทางสังคมได้ในหลายด้าน พระองค์จึงทรงส่งเสริมและสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาแก่กลุ่มบุคคลต่างๆ อาทิ กลุ่มนักเรียน คนพิการ เด็กป่วยในโรงพยาบาล และผู้ต้องขัง รวมถึงทรงนำไปใช้ในการยกระดับคุณภาพบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยด้วยโครงการต่างๆ อาทิ โครงการความสัมพันธ์ไทย-เซิร์น โครงการคัดเลือกผู้แทนเข้าร่วมการประชุมผู้ได้รับรางวัลโนเบล ณ เมืองลินเดา ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และโครงการความร่วมมือกับสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน เพื่อพัฒนากำลังคนและการวิจัย

เมื่อสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเริ่มโครงการอาหารกลางวัน ผักสวนครัว ทดลองในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน 3 โรง ที่บ้านหนองแจง ต.ศรีมงคล อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านทุ่งศาลาต.ป่าหวาย อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี และโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านคอกอ้ายเผือก ต.ไชยราช อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทรงมีพระราชดำรัสถึงการเริ่มต้นทรงงานว่า

“...ในระยะแรกเริ่มต้น ด้วยความสนใจที่จะศึกษาในเรื่องวิธีการที่จะพัฒนาบุคคลที่อยู่ในท้องถิ่นทุรกันดารเมื่อแรกเริ่มคือประมาณ พ.ศ. 2522-2523 ประมาณนั้น ได้มีความสนใจในเรื่องนี้ แต่ว่ายังไม่มีความรู้เรื่องหลักการและวิธีการที่จะปฏิบัติมากนัก จึงหาโอกาสที่จะได้ศึกษาโดยการขออาศัยโรงเรียนในสังกัดตำรวจตระเวนชายแดนเป็นแหล่งที่ศึกษา เพราะว่าเห็นว่าโรงเรียนในสังกัดตำรวจตระเวนชายแดนนั้น เป็นโรงเรียนในเขตท้องถิ่นที่ห่างไกลการคมนาคมและมีภาวะที่ยากลำบากต่างๆ ในตอนเริ่มต้นก็มุ่งในแง่ที่ว่า ทำอย่างไรเยาวชนที่อยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียนอย่างนั้นจะมีสุขภาพอนามัยแข็งแรงสมบูรณ์พร้อมที่จะสร้างเสริมสติปัญญาเพื่อการศึกษาและพัฒนาตนเองให้เป็นประโยชน์ต่อภูมิลำเนาและสังคมสืบต่อไป ในการจัดการก็ได้ทดลองเริ่มด้วยการให้การศึกษา และช่วยเหลือในด้านการเกษตร...”

โดยทรงมีพระราชดำรัสต่อไปว่า “...โดยที่ถือว่าโรงเรียนนี้เป็นศูนย์กลางของชุมชนแห่งหนึ่ง ถ้าเราสามารถทำให้คนรุ่นใหม่ในสังคม คือนักเรียนที่อยู่โรงเรียนและพวกผู้ปกครองที่จะมาดูมาช่วยมาเห็นมีความรู้ทางด้านเทคนิคทางการเกษตรอย่างใหม่ ที่ทางราชการตั้งใจจะส่งเสริมตั้งแต่ในวัยเด็กวัยเรียน เมื่อเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่เขาจะได้มีการได้รับการฝึกหัดให้ทำตามแบบอย่างใหม่ ซึ่งจะมีประสิทธิภาพมากกว่าที่เคยทำมา หรือว่าจะได้มีความคุ้นเคยในการติดต่อกับทางราชการ เมื่อมีข้อขัดข้องอะไรจะได้ปรึกษาหารือกันได้อย่างง่ายขึ้น และผู้ปกครองคนในหมู่บ้านเองเมื่อมีปัญหาข้อขัดข้องอะไรก็จะได้รู้แน่ว่ามีที่ที่จะมาหาได้ ได้แก่ที่โรงเรียน ซึ่งครูจะได้เป็นส่วนที่จะช่วยเหลือได้มาก...พระองค์ทรงย้ำว่า...ตำรวจตระเวนชายแดนซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนของโครงการ คือ เรามีการอบรมครูหรือมีวิทยากรที่มาให้แนวความคิดต่างๆ แล้วตัวครูเหล่านี้เป็นแกนในการถ่ายทอดต่อไป เพราะฉะนั้นถือว่าเป็นบุคคลที่สำคัญ...”

พระราชดำรัสดังกล่าวนี้ สะท้อนให้เห็นแนวทางในการทรงงานว่า ทรงเริ่มการพัฒนาที่เด็ก เพราะเด็กเป็นทรัพยากรที่สำคัญยิ่งของประเทศในอนาคต ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของเด็กให้มีโภชนาการและสุขภาพดี มีความรู้ มีการงานอาชีพและซื่อสัตย์สุจริต ดูแลรักษาทรัพยากรของส่วนรวม เด็กจึงเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา ทรงใช้โรงเรียนเป็นศูนย์เนื่องจากมีครูเป็นแกนสำคัญในการถ่ายทอดความรู้ เริ่มต้นจะทรงทดลองทำงานเล็กๆ เมื่อสำเร็จแล้วจึงค่อยๆ ขยายผล

เมื่อทรงดำเนินโครงการได้เป็นเวลา 1 ปี ก็ปรากฏเป็นผลสำเร็จในปี 2524 จึงทรงขยายงานไปยังตำรวจตระเวนชายแดนทั่วประเทศ และทรงเปลี่ยนชื่อโครงการจากโครงการอาหารกลางวันผักสวนครัว เป็นโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท