posttoday
ประสาน สปช.เต็มที่ แต่ยังถูกคว่ำกลางสภา

ประสาน สปช.เต็มที่ แต่ยังถูกคว่ำกลางสภา

20 กันยายน 2558

นอกเหนือไปจากการมองทิศทางการเมืองในบริบทว่าด้วยการร่างรัฐธรรมนูญและการทำงานของรัฐบาลแล้ว

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นอกเหนือไปจากการมองทิศทางการเมืองในบริบทว่าด้วยการร่างรัฐธรรมนูญและการทำงานของรัฐบาลแล้ว “คำนูณ สิทธิสมาน” โฆษกคณะ กมธ.ยกร่างฯ ยังย้อนถึงการทำงานของคณะ กมธ.ยกร่างฯ ที่ผ่านมาจนถึงวันที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ  (สปช.) ลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญด้วย

คำนูณ ระบุว่า การทำงานของพวกเราทั้ง 36 คน ต้องการแก้ไขปัญหาในอดีตพร้อมๆ กับการวางกลไกเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยในอนาคต จึงเห็นว่าจะปล่อยให้เกิดภาวะที่เรียกว่าสุดขั้วสองทางไม่ได้ คือ จะปล่อยให้มีประชาธิปไตยที่ยึดถือแต่การเลือกตั้งอย่างเดียวไม่ได้ และจะปล่อยให้ประเทศถูกบริหารด้วยรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเพียง 45 มาตราไม่ได้เช่นกัน กลายเป็นที่มาว่าคณะ กมธ.ยกร่างฯ ต้องพยายามทำกติกาที่ไม่เป็นต้นเหตุของการเกิดวิกฤต เพราะในอดีตก็มีตัวอย่างมาให้เห็นแล้ว และคิดว่าไม่ควรพาประเทศไปเผชิญกับสถานการณ์แบบนั้น ที่ผ่านมาประเทศเจอกับวิกฤตมากพอแล้ว

สาเหตุที่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาไม่ได้รับการยอมรับจาก สปช. เพราะมีการบัญญัติคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) เอาไว้ในช่วงท้ายของการทำงาน ซึ่ง สปช.ไม่มีสิทธิจะขอแก้ไขแล้ว? คำนูณ ตอบคำถามดังกล่าวโดยพยายามชี้ให้เห็นว่า คปป.ไม่ใช่ต้นเหตุของการทำให้ร่างรัฐธรรมนูญถูกคว่ำ แต่เป็นเรื่องทัศนะในทางการเมืองของสมาชิก สปช.แต่ละคนที่ย่อมมีสิทธิจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ กำหนดมา

“ยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องที่เอามาใส่ในตอนท้ายเหมือนที่บางคนพูด ถ้าติดตามข่าวมาตั้งแต่ต้น อันนี้จะอยู่ตั้งแต่ในแนวคิดของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า เราจะต้องตอบโจทย์ของประเทศในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา เราจึงแบ่งรัฐธรรมนูญเป็น 4 ภาค และเรื่องนี้จะอยู่ในภาคที่ 4 การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง ซึ่งจะมีอายุเพียง 5 ปี ซึ่งมีมาแต่ต้น พอมีร่างแรกก็จะมีชื่อของคณะกรรมการชุดนี้ออกมาแล้ว เพียงแต่ไม่ได้ชื่อกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดอง และรูปแบบอาจจะไม่ใช่แบบนี้ทั้งหมด แต่จะมีทั้งคณะกรรมการปฏิรูป คณะกรรมการเสริมสร้างความปรองดอง แยกออกจากกัน

“ตอนนั้นถ้าจำได้ก็มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่มีสมาชิก 120 คน ก็ถือเป็นส่วนประกอบของกลไกพิเศษ เมื่อมีร่างแรก คำขอแก้ไขก็มีหลากหลายจากทั้ง ครม.และ สปช. เราก็นำคำของคณะ กมธ.ยกร่างฯ มาเป็นฐานเพื่อปรับปรุงเนื้อหาจากร่างแรก เช่น เอากรรมการปฏิรูปไปรวมกับกรรมการปรองดอง เป็นต้น

“คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ชุดที่แล้วตระหนักในปัญหาว่าจะให้เกิดสุดขั้วสองทางไม่ได้ แต่เราต้องมีทางออก คือ ต้องมีรัฐธรรมนูญที่เป็นตัวกำหนดกลไกกติกาได้ และตัวรัฐธรรมนูญต้องไม่สร้างวิกฤตเสียเอง สุดท้ายแล้วก็ต้องทำประชามติ ในการรณรงค์การทำประชามติ ก็ต้องให้ข้อเท็จจริงแก่ประชาชนอย่างตรงไปตรงมา ว่าทำไมต้องเขียนมาอย่างนั้น ทำไมต้องมีกลไกพิเศษ ทำไมต้องมีประชาธิปไตยในระยะเปลี่ยนผ่าน

“ถ้าจะพูดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนั้นไม่เป็นประชาธิปไตย ก็พูดได้ ถ้าความหมายของการเป็นประชาธิปไตย คือ ก่อน 22 พ.ค. 2557 หรือก่อนนั้น ซึ่งนักวิชาการจำนวนไม่น้อยก็พูดเสมอว่า นั้นไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริง แต่เป็นเผด็จการรัฐสภา อาจารย์อมร จันทรสมบูรณ์ บอกไว้ว่า เป็นระบบผูกขาดอำนาจของนายทุนนักการเมืองในระบบรัฐสภา ในงานหลายชิ้นก็บอก ภายใต้สติปัญญาของ 36 คน จึงคิดว่าสมควรไปถามประชาชนว่าต้องการอย่างไร ซึ่งคิดว่าการให้ประชาชนตัดสินเป็นสิ่งที่ดีที่สุดดีกว่าจะให้ใครมาตัดสินเอง”

เมื่อถามถึงปัญหาในการประสานงานของคณะ กมธ.ยกร่างฯ และ สปช.ก่อนลงมติร่างรัฐธรรมนูญ ในเรื่องนี้ คำนูณ อธิบายยืนยันว่า คณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้ประสานงานและทำความเข้าใจกับ สปช.มาโดยตลอด โดยเฉพาะการพยายามผลักดันให้ข้อเสนอของ สปช.ในด้านต่างๆ ให้มาอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญมากที่สุด รวมไปถึงการจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ ที่กำหนดแนวทางการปฏิรูปตามความคิดของ สปช. แต่เมื่อ สปช.ลงมติเสียงข้างมากไม่เห็นด้วย คณะ กมธ.ยกร่างฯ ก็ยอมรับความคิดเห็นของทุกฝ่าย

“มีการประสานงานกับ สปช.แต่ละกลุ่มอย่างมากที่สุด ในเรื่องของเนื้อหาการปฏิรูป มีการประสานใกล้ชิดกับคณะกรรมาธิการทั้ง 18 คณะ แล้วก็พยายามทำเนื้อหาของการปฏิรูปมาใส่ไว้ให้มากที่สุดในร่างแรก จากนั้นในร่างที่สองก็มีความคิดว่าต้องตัดทอนให้สั้นลง ก็จะหยิบยกเนื้อหาของการปฏิรูปไปอยู่ในร่างพระราชบัญญัติประกอบการปฏิรูปที่มาจากผลงานของ สปช.เป็นหลัก แต่ว่าบางท่านก็อาจจะเห็นต่างบ้าง โดยเฉพาะในส่วนโครงสร้างของการเมืองอื่นที่มีความเห็นแตกต่างกันไป”

สุดท้าย คำนูณ สรุปว่า การทำงานของคณะ กมธ.ยกร่างฯ ตลอดเวลาที่ผ่านมาได้รับฟังข้อเสนอของทุกฝ่ายอย่างรอบด้านมากที่สุดเท่าที่มีเวลาอย่างจำกัด และปฏิบัติตามภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 กำหนดทุกประการ  

“คณะ กมธ.ยกร่างฯ ทั้ง 36 คน ทำไปตามกฎของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 คณะ กมธ.ยกร่างฯ มีอิสระจาก สปช. แตกต่างจากรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ มาจากสภาทั้งสองชุด การทำรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 เมื่อคณะ กมธ.ยกร่างฯ แก้ไขในประเด็นแล้วต้องให้สภาลงมติโหวตเป็นรายมาตรา แต่ว่ารัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2557 ไม่ได้กำหนดแบบนั้น โดยหากมีคำขอแก้ไขก็ให้เป็นสิทธิของคณะ กมธ.ยกร่างฯ โดยไม่ต้องเอากลับโหวตทีละมาตรา ซึ่งการโหวตทีละมาตราอาจทำให้เกิดความขัดแย้ง

“แต่สำหรับคณะกรรมการใหม่ทั้ง 21 คน มีการเปลี่ยนชื่อ ไม่ใช่คณะกรรมาธิการที่มีนัยเสมือนคณะกรรมาธิการของสภา แต่ตอนนี้ก็เป็นแค่กรรมการเฉยๆ ไม่เกี่ยวกับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้วย โดยเมื่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญทำงานเสร็จแล้วก็จะส่งร่างรัฐธรรมนูญให้กับคณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อจัดให้ประชาชนลงมติทันที ซึ่งคิดว่าเป็นความต้องการที่อยากให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญมีอิสระจากหลายฝ่ายพอสมควร” คำนูณ ทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท