
นาทีทองได้มาแล้ว คสช.ต้องใช้ให้เป็น
การเมืองไทยได้เดินมาถึงจุดตัดที่สำคัญ ภายหลังสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ
โดย...ทีมข่าวการเมือง โพสต์ทูเดย์
การเมืองไทยได้เดินมาถึงจุดตัดที่สำคัญ ภายหลังสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญของ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ส่งผลให้ต้องเริ่มต้นกระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ตามขั้นตอนที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 กำหนดให้ดำเนินการต่อ คือ การให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 21 คนภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่ สปช.ลงมติไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ โดยคณะกรรมการร่างฯ ชุดนี้มีเวลาทำงาน 180 วัน หรือ 6 เดือน จากนั้นจะส่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำประชามติ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการราวๆ 4 เดือน
ด้วยกระบวนการดังกล่าวที่ว่าทั้งหมดนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะมีผลให้ คสช.ได้รับเวลาในการอยู่ในตำแหน่งต่อไปอีกอย่างน้อยประมาณ 6-7 เดือน หรืออาจจะถึง 1 ปีไปโดยปริยาย จนกว่าการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ การทำประชามติ การออกกฎหมายสำหรับการเลือกตั้งจะแล้วเสร็จ และจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ
ในทัศนะของ “คำนูณ สิทธิสมาน” อดีต กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีผ่านโพสต์ทูเดย์เห็นว่า เวลาที่เพิ่มขึ้นของ คสช.เป็นเวลาทองที่ต้องใช้ให้ดีที่สามารถนำไปสู่การสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นให้ได้ แต่หากทำให้เกิดประโยชน์ไม่ได้ก็จะมีผลกระทบต่อ คสช.อย่างมีนัยสำคัญด้วย
คำนูณ เกริ่นว่า หลังจากที่ทาง สปช.ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 6 ก.ย. ผลที่เกิดขึ้นคือ ทำให้กระบวนการต่างๆ บวกไปอีก 6-7 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 6 ก.ย. ขณะเดียวกันสังคมจะไม่มีปัญหาความคิดเห็นที่แตกต่างเกี่ยวกับเรื่องร่างรัฐธรรมนูญด้วย เพราะถ้าสมมติว่าร่างรัฐธรรมนูญผ่าน สปช. บรรยากาศทางการเมืองในสังคมก็คงจะมีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางจนกว่าจะถึงวันทำประชามติในต้นปี 2559 ซึ่งบรรยากาศที่ปราศจากการวิพากษ์เรื่องร่างรัฐธรรมนูญตรงนี้จะช่วยให้ คสช.และรัฐบาลมีสมาธิกับการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ ที่เป็นปัญหาที่สำคัญของประเทศไม่น้อยไปกว่าปัญหาทางการเมือง
โอกาสทองแก้เศรษฐกิจ
“เมื่อเป็นเช่นนี้ อย่างน้อยบรรยากาศจากนี้ไปจนถึงเดือน ม.ค. 2559 ก็จะไม่มีประเด็นขัดแย้งเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ เพราะว่าร่างรัฐธรรมนูญโดยกรรมการชุดใหม่กว่าจะเสร็จน่าจะประมาณเดือน มี.ค., เม.ย. หรือ พ.ค. 2559 ถามว่าผลที่เกิดขึ้นคืออะไร คือว่ารัฐบาลซึ่งเพิ่งปรับคณะรัฐมนตรี โดยมี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ จะได้มีเวลาทำงาน และจะมีมาตรการใหม่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งตอนนี้มีออกมา 2 ชุดแล้ว และคาดว่าต้องมีมาตรการต่างๆ ออกมาอีก เพื่อให้เศรษฐกิจได้รับการแก้ไขไปในทิศทางที่ดี และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน”
“ข้อดีคือทำให้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่มีเวลาในการบริหารราชการแผ่นดินอีกพอสมควร จากเดิมที่ทำงานกันมาประมาณปีกว่าๆ โดยเฉพาะในเรื่องการบริหารเศรษฐกิจที่จะมีมาตรการออกมาเป็นชุด ไปได้สะดวกพอสมควร โดยที่ไม่มีความขัดแย้งการร่างรัฐธรรมนูญมาเป็นตัวที่จะดึงความสนใจ อย่างน้อยที่สุด 6-7 เดือนจากนี้ไป ถ้ามาตรการของรัฐบาลออกมาในเชิงบวกก็มีผลดีต่อรัฐบาล”
คำนูณชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับเศรษฐกิจผ่านเรื่องการทำประชามติว่า การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บางครั้งไม่ได้อยู่ที่เนื้อหา แต่เป็นการสะท้อนอารมณ์และความรู้สึกทางการเมืองของประชาชน จะมีสักกี่คนอ่านรัฐธรรมนูญได้ทั้งฉบับ หากเขาไม่รู้สึกว่าปัญหาเศรษฐกิจดีขึ้น เขาก็จะไปเชื่อพรรคการเมืองผ่านระบบต่างๆ ดังนั้นจุดชี้ขาดจริงคือผลงานของรัฐบาล ท่านทำงานได้เร็วจากมาตรการที่ออกมาแล้ว ก็ควรบริหารจัดการให้เกิดประสิทธิภาพด้วย หากประชาชนรับได้ในระยะเวลา 1-2 ปี ก็จะเป็นเรื่องที่ดีต่อทุกฝ่าย
“ปัญหาเศรษฐกิจกับการเมืองมีความสัมพันธ์กัน ประชาชนอาจไม่รู้ว่าสูญเสียอะไร ถ้าตราบใดเงินในกระเป๋ายังมีให้ใช้คล่องอยู่ แต่ถ้าเงินในกระเป๋าลดลงเมื่อไหร ตรงนั้นจะเป็นปัญหาขึ้นมาทันที เดิมพันเป็นครั้งใหญ่ที่สุด ซึ่งรัฐบาลและ คสช.ต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ได้ในระดับสำคัญ นโยบายของพรรคการเมืองที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าดีนั้น ท่านจะเปลี่ยนใจประชาชนได้อย่างไร”
“ขณะนี้ คสช.เริ่มได้ใจประชาชนบ้างแล้วจากความสงบที่เกิดขึ้นชั่วคราว ทว่าอาจยังไม่เพียงพอ เพราะต้องทำให้ได้ใจประชาชนเพิ่มขึ้นจากการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและการสร้างผลงานและการสร้างความรู้สึกใหม่ด้วย”
เวลาทองเดิมพันรัฐบาล-คสช.
ช่วง 6-7 เดือน ถือว่าเป็นช่วงที่เดิมพันของ คสช.? คำนูณประเมินว่า จุดที่จะชี้ขาดการเมืองในอนาคตนั่นคือผลงานของรัฐบาล รัฐบาลมีเวลานับจากนี้ไปจนถึงการเลือกตั้งและมีรัฐบาลชุดใหม่น่าจะประมาณ 2 ปี ในช่วง 6-7 เดือนแรกจะไม่มีประเด็นการขัดแย้งของปัญหารัฐธรรมนูญ โดยหลังจาก 6-7 เดือนนี้ไปแล้ว ถ้าร่างรัฐธรรมนูญโดยคณะกรรมการร่างฯ ชุดใหม่ดำเนินการเสร็จ สถานการณ์ก็จะกลับไปเป็นเหมือนเดิม คือ จะเกิดการวิจารณ์ในเนื้อหาจนกว่าจะถึงวันออกเสียงประชามติ
“6-7 เดือนจากนี้ไป จึงเป็นช่วงเวลาทองของรัฐบาล ซึ่งจะต้องบริหารให้ได้ใจประชาชน โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ เป็นปัญหาของประเทศและโลก ถ้ารัฐบาลทำได้ดี ก็จะมีผลต่อการเมืองในอนาคต แต่ถ้าทำแล้วไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ในอนาคตก็ยากที่จะคาดเดา”
การกำหนดวันเลือกตั้งเป็นกลางปี 2560 เร็วไปหรือช้าไป? คำนูณตอบว่า คงแล้วแต่มุมมองของแต่ละคน ประชาชนบางกลุ่มอาจเฉยๆ เพราะคงเบื่อบ้านเมืองที่ขัดแย้งในช่วงระบอบปกติจำนวนไม่น้อย แต่ไม่ได้แปลว่า เขาจะยอมรับสภาพแบบนี้ที่ไม่ดีขึ้น เพราะฉะนั้นจะนานจะเร็วอยู่ที่ผลงานของรัฐบาลมากกว่า โดยเฉพาะผลงานที่ใกล้ชิดกับประชาชน คือเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าท้าย ในเวลา 2 ปีที่เห็นอนาคตตั้งแต่ 6-7 เดือนแรกจนกว่าร่างรัฐธรรมนูญจะออกมา ประเด็นทางการเมืองก็จะไปอยู่ที่ร่างรัฐธรรมนูญ
“ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของสถานการณ์ ทุกอย่างมีความพอดี ประชาชนก็ไม่ได้ขัดขวาง หรือเห็นด้วย แต่ถ้ากลับไปเร็วมันก็เสี่ยง แต่ถ้าจะไม่กลับไปเลยก็ไปไม่ได้ ช่วงที่ท่านอยู่นี้ก็ควรมีวิธีการแก้ไขให้ดีขึ้น เช่น ตอนนี้มีสภาเดียว มีกระทั่งมาตรา 44 ท่านต้องเร่งทำให้เกิดมรรคผลโดยเร็วก็จะเป็นผลดี เป็นเรื่องที่ท้าท้าย”
มั่นใจงาน กมธ.ยกร่างฯ ไม่สูญเปล่า
มาโฟกัสเรื่องร่างรัฐธรรมนูญกันบ้าง คำนูณในฐานะอดีต กมธ.ยกร่างฯ มองถึงทิศทางการเขียนกฎหมายสูงสุดของประเทศรอบใหม่ ว่า ก่อนอื่นไม่ขอวิจารณ์ว่าเรื่องอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีข่าวว่าจะมาทำหน้าที่ในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แต่ถ้ามองในเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ส่วนตัวเชื่อว่าการทำงานของอดีตคณะ กมธ.ยกร่างฯ ทั้ง 36 คน จะได้รับไปพิจารณา
“แม้ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 36 คน ไม่ผ่าน แต่มันก็ไม่ใช่การสูญเปล่า เชื่อว่าคณะกรรมการร่างฯ ชุดต่อใหม่ ต้องยึดแนวทางตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 และร่างรัฐธรรมนูญฉบับอดีต กมธ.ยกร่างฯ 36 คน มาเปรียบเทียบ สำหรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับอดีตคณะ กมธ.ยกร่างฯ ที่ตกไป ถึงจะมีความเห็นแตกต่างกัน แต่ว่ามันก็เป็นการร่างรัฐธรรมนูญมิติใหม่ที่แตกต่างไปจากฉบับ 2540 และ 2550 เพราะเป็นร่างฉบับที่ยอมรับสภาพความเป็นจริงของสังคม ไม่ได้ยึดตามฉบับเก่าๆ ทั้งหมด และเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ยอมรับว่าควรมีระยะเปลี่ยนผ่านช่วงระยะเวลาหนึ่ง เพื่อช่วยให้เป็นจุดเริ่มต้นเยียวยาของสังคมไทย ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีที่ยืนในสังคมแล้ว สุดแท้แต่ผู้รับผิดชอบจะนำไปประยุกต์อย่างไร”
ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเอาใจนักการเมืองในระดับหนึ่งหรือไม่ เพื่อลดความขัดแย้ง? คำนูณวิเคราะห์ว่า ไม่เชื่อว่าเสียงโหวตของประชาชนต้องขึ้นอยู่กับเสียงโหวตของพรรคการเมืองใหญ่ตลอดไป ถ้าพรรคการเมืองเขาไม่เอาด้วย และจะต้องทำให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ก็คงไม่ต้องร่างอะไรเลย ใช้ฉบับเก่าๆ ที่เอาใจพรรคการเมือง แล้วบ้านเมืองก็แก้ปัญหาไม่ได้ ซึ่งมั่นใจว่าประชาชนสามารถตัดสินใจด้วยตัวเองได้โดยปราศจากการแสดงความคิดเห็นของพรรคการเมือง เพราะประชาชนมีประสบการณ์ในการผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองมาแล้ว
“ประชาชนส่วนใหญ่ผ่านช่วงวิกฤตของบ้านเมืองตลอดระยะเวลา เกือบ 10 ที่ผ่านมา ถ้านับจากเดือน ก.พ. 2549 ที่มีการชุมนุมค้างคืนที่พระบรมรูปทรงม้า มาจนถึงวันที่ 22 พ.ค. 2557 ที่เป็นการรัฐประหาร 8 ปีเต็ม มีการชุมนุมของทุกฝ่าย รวมกันแล้ว 701 วัน หากย้อนไป คงจำได้ เดินทางก็ไม่สะดวก ปิดถนน มีความรุนแรงตลอด มีผู้บาดเจ็บไปประมาณ 4,000 คน เสียชีวิตอย่างน้อย 131 คน มีค่าเสียหายทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่าหลายหมื่นล้านบาท”
“ความขัดแย้งนี้ไม่ได้สิ้นสุดไปเพราะรัฐประหาร เพียงแค่ระงับชั่วคราว เพราะความขัดแย้งยังคงดำรงอยู่ แต่ละฝ่ายก็พูดในสาระเดิมๆ ไม่ว่าจะฝ่ายพรรคการเมือง ฝ่ายต้าน ยิ่งในโลกออนไลน์ถ้อยคำการเกลียดชังยังคงเหมือนเดิม หากเรากลับไปใช้รัฐธรรมนูญเดิม ก็พอจะคาดหมายว่าวิกฤตก็จะกลับมาอีก ดังนั้นควรต้องหาทางแก้ไขไม่ให้ความขัดแย้งมันรุนแรงขึ้นมาอีก”
คำนูณขยายความถึงท่าทีของพรรคการเมืองอีก ว่า เท่าที่ผ่านมาความเห็นของพรรคการเมืองต่างๆ จะมีลักษณะใกล้เคียงกัน คือจะพูดถึงความเป็นประชาธิปไตยและความไม่เป็นประชาธิปไตยจะขึ้นอยู่กับการเลือกตั้งเป็นสำคัญ พรรคการเมืองควรต้องมีข้อเสนอที่พัฒนากว่านี้ ไม่ใช่อยู่กับระบบเลือกตั้ง ที่มาของ สว. ที่มาของนายกรัฐมนตรี
“ถ้าใครจะเขียนรัฐธรรมนูญให้พรรคการเมืองโดนใจ ก็ต้องนายกรัฐมนตรีมาจาก สส. เท่านั้น สว.ต้องเลือกตั้งเท่านั้น มันก็จะวนเท่านี้ เพราะว่าในความเป็นจริงของสังคม ถ้าจะทำรัฐธรรมนูญในรูปแบบเดิมที่พรรคการเมืองต้องการ เราก็ต้องถามว่าความขัดแย้งจะกลับมาหรือไม่ อย่าพูดถึงที่ขั้วไหนจะเป็นรัฐบาลแล้วอีกขั้วหนึ่งจะยอมหรือไม่ ต้องยอมรับในตอนนี้สังคมส่วนหนึ่งไม่ต้องการให้มีการเลือกตั้งในเร็ววัน เพราะมองว่ากลัวสภาพวิกฤตแบบเดิม อีกบางพวกก็ต้องการให้ คสช.อยู่จนกว่าจะเรียบร้อย ปฏิรูปให้เสร็จค่อยกลับมามีการเลือกตั้ง”
อย่างไรก็ตาม แม้ในความคิดของคำนูณจะมองว่า ท่าทีของพรรคการเมืองใหญ่อาจจะไม่มีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนในการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญก็จริง แต่รัฐบาลและ คสช.สมควรลงมาช่วยทำงานอีกแรงด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 21 คน ทำงานเพียงลำพัง เพราะหาก คสช.มองไม่เห็นถึงความสำคัญในส่วนนี้ ย่อมจะทำให้เกิดปัญหาระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญในอนาคต
“ที่ผ่านมา ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสื่อในเรื่องของนักการเมืองต่างๆ ไม่ใช่เรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนในร่างรัฐธรรมนูญ ประชาชนจึงเสพแต่สิ่งที่นักการเมืองวิพากษ์วิจารณ์ ดังนั้นควรทำอย่างไรที่จะให้สังคมได้รับข้อมูลทั้งสองด้าน”
“ขึ้นอยู่กับรัฐบาลและ คสช.ต้องตัดสินใจ ท่านกำลังวางตัวเป็นกลางจากเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ จึงไม่แสดงท่าทีว่ามีความเห็นอย่างไรต่อร่างรัฐธรรมนูญ แต่คราวนี้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 21 คน มาจาก คสช. ไม่ควรปล่อยให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 21 คน ทำงานลำพัง เพราะคงไม่ผิดอะไรที่จะมอบทิศทางให้แก่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แม้จะมีแนวทางแล้วคือจะทำอย่างไรไม่ให้บ้านเมืองกลับไปเป็นเหมือนเดิม และการปฏิรูปประเทศในช่วง 2 ปี ต้องเดินหน้าต่อไป”







