posttoday
เบรกกลุ่ม"9ปี รัฐประหารฯ"เดินขบวนไปอนุสาวรีย์

เบรกกลุ่ม"9ปี รัฐประหารฯ"เดินขบวนไปอนุสาวรีย์

19 กันยายน 2558

ทหารตำรวจเบรกกลุ่มจัด "9ปี รัฐประหาร19กันยา49" เดินขบวนไปอนุสาวรีย์ เหตุไม่ได้ขอล่วงหน้าตามพรบ.การชุมนุมฯ ด้าน อ.เศรษฐศาสตร์ ชี้ จะพัฒนาประเทศต้องทำให้เป็นสังคมรับฟังความคิดเห็น

ทหารตำรวจเบรกกลุ่มจัด "9ปี รัฐประหาร19กันยา49" เดินขบวนไปอนุสาวรีย์ เหตุไม่ได้ขอล่วงหน้าตามพรบ.การชุมนุมฯ ด้าน อ.เศรษฐศาสตร์ ชี้ จะพัฒนาประเทศต้องทำให้เป็นสังคมรับฟังความคิดเห็น

 

วันที่ 19 กย. นายพิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  กล่าวปาฐกถาเรื่อง  "9  ปีที่ก้าวไม่พ้นรัฐประหาร 19  กันยา" เนื่องในในครบรอบการรัฐประหาร วันที่ 19 กันยายน 2549 จัดโดยกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์​ ท่าพระจันทร์  ว่า ​ตัวอย่างในต่างประเทศที่ขัดแย้งหรือต่อสู้ ระหว่างกลุ่มอำนาจเก่า และกลุ่มอำนาจใหม่ ในประเทศที่สามารถก้าวพ้นได้ จะมีความเจริญ แต่หากประเทศใดที่ไม่สามารถก้าวข้ามความขัดแย้งไปได้ จะกลายเป็นประเทศด้อยพัฒนา เช่น ประเทศในแถบละตินอเมริกา 

นายพิชิตกล่าวว่า การที่จะพัฒนาประเทศได้นั้นอย่าให้เป็นสังคมปิด หรือไม่ให้คนแสดงความเห็น ต้องทำให้เป็นสังคมเปิด คนสามารถคิดและตั้งคำถามได้ ถึงจะทำให้ประเทศพัฒนาได้ทางเศรษฐกิจและสังคม  เหมือนกับประเทศในแถบอเมริกา รวมถึงต้องยุติความขัดแย้งทางการเมืองด้วย

นายพิชิตกล่าวว่า เกิดปัญหาภาคการเมืองในหลายประเทศเอเซีย สามารถแก้ปัญหาได้ เช่น เกาหลีใต้สามารถผ่านปัญหาทางการเมือง ขจัดเผด็จการทหารออกไปได้เปลี่ยนเป็นประชาธิปไตย 20 ปีทำให้คนเกาหลีมีมีการพัฒนา ประเทศญี่ปุ่น หลังจากแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง ได้ทำการเมืองแบบพลเมือง และลดเผด็จการ ประเทศไต้หวันที่มีความขัดแย้งภายในแต่เมื่อยุติได้ ประเทศก็พัฒนา, ประเทศมาเลเซีย ที่ปัจจุบันมีรายได้ต่อหัวสูงเป็น3 เท่าของรายได้ต่อหัวของประเทศไทย และตั้งเป้าให้สูงกว่านี้ ซึ่งประเทศมาเลเซียพยายามแก้ปัญหาการเมืองในประเทศ หรือ ประเทศจีนเริ่มต้นด้วยระบบสังคมนิยม พรรคคอมมิวนิสต์ เป็นระบบขูดรีด แต่จะไปไม่รอด ต้องปรับระบบเศรษฐกิจเป็นแบบตลาดเพื่อให้ไปได้ 

นายพิชิตกล่าว ปัจจุบันเศรษฐกิจประเทศไทยเป็นจุดทางตัน สถาบันการเมืองต้องปรับ จากสถานบันการเมืองแบบรวมศูนย์ เป็นสถานบันการเมืองแบบทุนนิยมประชาธิปไตย ตนมองว่าตลอด 9  ปีที่ผ่านมามีรัฐประหารมาแล้ว 2   ครั้ง ทำให้สังคมไทยติดกับดัก ที่ยังหาทางออกไม่เห็น อย่างไรก็ตามการจัดงานวิชาการที่เกิดขึ้น แม้จะจองห้องไว้แล้วก็ยังทำไม่ได้ ซึ่งตนยืนยันว่าเนื้อหาที่พูดเป็นไปตามตำราที่สอน ไม่ใช่การปราศรัยทางการเมือง

เมื่อนายพิชิต ได้กล่าวปาฐกถาถึงช่วงดังกล่าวเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจะใช้เวลาช่วงหนึ่งเพื่อชี้แจงถึงการรักษาความปลอดภัยและขอความร่วมมือในการทำกิจกรรม แต่ประชาชนที่ร่วมฟังเวทีดังกล่าวไม่ต้องการรับฟัง เพราะต้องการฟังเสวนาวิชาการพร้อมกับตะโกนว่าไม่อยากฟัง ทั้งนี้นายอนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมฯ ได้ร้องขอให้ผู้ร่วมเสวนารับฟังเจ้าหน้าที่ ทำให้ประชาชนได้เงียบเสียงและรับฟังการชี้แจงจาก พ.ต.อ. อรรถวิทย์ สายสืบ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล1 ฐานผู้ดูแลพื้นที่

พ.ต.อ.อรรถวิทย์กล่าวว่า ขอความร่วมมือให้งดการจัดกิจกรรมเดินทางไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในช่วงค่ำ ตามที่ได้ประชาสัมพันธ์ไว้ในสื่อโซเชียลมีเดีย เนื่องจากถือว่าเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการชุมนุมในที่สาธารณะ และประกาศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดังนั้นนั้นตนมาด้วยความเป็นห่วงฐานะคนไทยขอความร่วมมืออย่าเดินออกไปภายนอกสถานศึกษา เนื่องจากผิดต่อกฎหมาย และมีความเสี่ยงที่จะถูกจับขณะที่การจัดเสวนาวิชาการในพื้นที่สถานศึกษานั้นสามารถทำได้

เบรกกลุ่ม"9ปี รัฐประหารฯ"เดินขบวนไปอนุสาวรีย์

 

ด้าน น.ส.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ไม่ว่าจัดงานรำลึกการรัฐประหารวันที่เท่าไร หรือปีเท่าไร ต้องยอมรับว่าประชาธิปไตยไทยยังไม่ไปไหน ระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านไป มีหลายประเด็นที่ก้าวไม่พ้น  อาทิ 1.ก้าวไม่พ้นนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ​ เมื่อก้าวไม่พ้นจะทำให้มีความคิดว่าคนที่นิยม นายทักษิณเป็นคนโง่ ถูกหลอกโดยนโยบายประชานิยม ทำให้มองไม่เห็นความตื่นตัวของประชาชนที่จะร่วมผลักดันและกดดันให้พรรคการเมืองทำนโยบายที่ตอบสนองประชาชนนอกพื้นที่กรุงเทพฯ

น.ส.พวงทอง กล่าวว่า ดังนั้นเมื่อมองไม่เห็นจะทำให้ไม่เห็นแรงบันดาลใจของประชาชนที่ต้องการเรียกร้องประเด็นทางการเมืองซึ่งเหนือกว่านายทักษิณ , 2.ก้าวไม่พ้นเรื่องการแก้ปัญหาของประเทศด้วยการใช้กำลังทหาร หรือด้วยการรัฐประหาร โดยระบอบอำนาจนิยมที่ตรวจสอบไม่ได้จะเป็นผลเสีย กว่าระบอบประชาธิปไตยที่มีนักการเมืองโกง หรือนักการเมืองเลว ซึ่งเชื่อว่าการออกแบบระบบจะทำให้เกิดการตรวจสอบได้ แต่เมื่อก้าวไม่พ้นต้องการใช้ทางลัด หรือกำลังในการแก้ปัญหา ทำให้เกิดความวนเวียนที่ทหารเข้ามา และการรัฐประหารของไทยถือว่าได้ทำลายสถิติการรัฐประหารในเอเชียตะวันตกเฉียงใต้  ทั้งนี้ตนมองว่าการแก้ปัญหาต้องให้คนส่วนใหญ่มีบทบาทในการตัดสินใจทางการเมืองได้

น.ส.พวงทองกล่าวว่า คนไทยคิดว่าระบอบจากรัฐประหารมีความเป็นกลาง แต่ข้อเท็จจริงแล้วคนที่เข้ามาบริหารประเทศจากการเลือกตั้งหรือยึดอำนาจ ไม่ได้เป็นกลางทางการบริหารหรือดำเนินนโยบาย เพราะเขามีความเชื่อในระบบอุปถัมภ์ในชนชั้นของตนเอง การจะก้าวพ้นประเด็นนี้ได้ต้องเคารพประชาชน ไม่มองด้วยมายาคติว่าคนจนนั้นโง่ จน เจ็บและคิดว่าพวกตนเองเท่านั้นที่สามารถแก้ปัญหาทางการเมืองได้เพียงฝ่ายเดียว กรณีเรียกร้องให้กลุ่มอำนาจเก่าหรือประชาชนก้าวพ้นปัญหานี้ ปัญหาสำคัญคือความต้องการ ว่าเขามีความต้องการก้าวพ้นอย่างแท้จริงหรือไม่  เพราะสภาพของที่คนไม่เท่ากัน มีบางกลุ่มถือว่าเป็นเรื่องไม่ผิดปกติ

น.ส.พวงทองกล่าวว่า 9 ปีที่ผ่านมาทำสังคมถอยหลังไป 30-50 ปี ด้วยระบบที่ถูกยอมรับว่าอำนาจรัฐประหารสามารถแทรกแซงการเมืองได้ ถือเป็นการให้ความเชื่อที่หลอกตนเอง อย่างไรก็ตามความสำเร็จใน 9 ปีที่ผ่านมา คือการนำการเมืองให้ห่างประชาชน และทำให้การเมืองภาคประชาชนอ่อนแอ ดังนั้นกรณีที่ยังมีประเด็นของ​นายทักษิณ หรือ ผีทักษิณ อยู่ทำให้กลุ่มอำนาจเก่าสามารถรักษาฐานมวลชนที่ต่อต้านนักการเมืองหรือรัฐบาลจากการเลือกตั้งได้ โดยความเกลียดชังนักการเมืองถือเป็นส่วนหล่อเลี้ยงการเมืองกลุ่มอำนาจเก่าให้ดำรงอยู่ได้  สำหรับประเด็นการใช้ความรุนแรงในสังคม ที่ไม่สามารถก้าวพ้นได้ เพราะประเด็นความรุนแรงไม่ถูกศึกษาและเปิดเผยภายทำให้มองไม่เห็นปัญหาที่แท้จริงจากเหตุผลที่ตัดสินใจการกระทำความรุนแรง

ขณะที่นายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนำกลุ่มคนวันอาทิตย์สีแดง กล่าวว่า กรณีที่คนไทยขัดแย้งไม่ใช่เรื่องหลักการ แต่เป็นเรื่องของบุคคลซึ่งไม่สามารถหาข้อยุติได้  ความขัดแย้งที่เห็นไม่ร่วมกันทำให้ประเทศพัฒนาได้ แต่ปัญหาไม่รู้ว่าเราขัดแย้งกันเรื่องอะไร เพราะไม่ได้สนใจประเด็นที่ขัดแย้ง แต่สนใจว่าเราเลือกใคร ไม่ใช่เลือกเรื่องอะไร   

นางเยาวลักษณ์ อนุพันธ์ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวว่าการรัฐประหารระยะ9 ปีที่ผ่านมาประเด็นสิทธิ เสรีภาพของประชาชนถูกคุกคามอย่างมาก ทั้งการกำหนดให้พลเรือนที่ฝ่าฝืนคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขึ้นศาลทหาร และมีการควบคุมตัวได้จำนวน 7  วันโดยไม่มีข้อหา ทั้งนี้แปลกใจว่าทำไมนักสิทธิมนุษยชนถึงเงียบตลอดเวลา 1  ปี 4 เดือนของการรัฐประหาร2557 ทั้งนี้การละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยคณะรัฐประหารตั้งแต่สมัย คมช. และจนถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถูกกลุ่มเอ็นจีโอละเลย เพราะมุ่งต่อประเด็นปัญหาเฉพาะเรื่องของตนเอง หรือปัญหาทางสังคม ผู้ด้อยโอกาสเท่านั้น สำหรับระยะเวลาที่ผ่านมานักสิทธิมนุษยชนต่างประเทศวิจารณ์กลุ่มเอ็นจีโอของไทยว่าขาดอุดมการณ์ประชาธิปไตย

นางเยาวลักษณ์กล่าวว่า แวดวงเอ็นจีโอที่ร่วมไปเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือสภาปฏิรูปแห่งชาติ เขาพอใจในประเด็นที่ถูกผลักดันไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ และร่างพระราชบัญญัติต่างๆ เช่น กฎหมายว่าด้วยสตรี หรือกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมเด็ก และเมื่อความพอใจเกิดขึ้นเขาก็นำดอกไม้ไปขอบคุณ ซึ่งทำให้เห็นว่าสุดท้ายเขาก็ยังไม่เข้าใจ ทั้งที่ในกระบวนการที่เกิดขึ้นตามมาพบว่ามีกฎหมายหลายฉบับที่ลิดรอนเสรีภาพ

งานเสวนาดังกล่าวทางผู้จัดงานได้แจ้งถึงกำหนดการเดินเท้าจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ไปยังบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในเวลา 17.00 น. โดยเป็นการเดินขบวนเพื่อแสดงออกถึงการต่อต้านการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ที่มี พล.อ.สนธิเป็นผู้นำการยึดอำนาจ และจะไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช. อย่างเด็ดขาด

ภาพ เฟซบุ๊ก ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ New Democracy Movement - NDM,บางกอกโพสต์

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท