
สู่บริบทใหม่ด้วยธรรมาภิบาล ในระบอบประชาธิปไตย
โดย...อานันท์ ปันยารชุน
โดย...อานันท์ ปันยารชุน
ขณะนี้เรากำลังอยู่ระหว่างช่วงรอยต่อที่สำคัญทางการเมือง หลายท่านคงพยายามที่จะคาดว่าเมื่อผ่านรอยต่อนี้ไปแล้ว New Normal ของประเทศไทยจะเป็นอย่างไร เท่าที่ผ่านมาในอดีต กระแสโลกาภิวัตน์
บริโภคนิยม ความฟุ้งเฟ้อ ความไม่ซื่อสัตย์สุจริต และการใช้จ่ายโดยไม่ประมาณตนเอง เป็นต้นเหตุของความล้มเหลวในการบริหารของทั้งภาคราชการและภาคธุรกิจ
ฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องจริงจังกับการปรับบทบาทและจิตสำนึกของเราเข้าสู่หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยเฉพาะหลักคิดในเรื่องความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกัน เพื่อช่วยให้เราสามารถเผชิญกับปัญหาหรือวิกฤตต่างๆ
ทั้งนี้ องค์ประกอบ 4 ประการ ที่ขาดไม่ได้ในบรรทัดฐานใหม่ของเส้นทางการพัฒนาประเทศไทย ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงและทรงพลัง
ประการแรก ประเทศไทยต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและทั่วถึง ที่ผ่านมาเรามักจะมุ่งเป้าไปที่อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจเป็นหลัก ให้ความสำคัญแค่ตัวเลข ละเลยมิติด้านคุณภาพ และการแบ่งสรรผลประโยชน์และรายได้ให้ทั่วถึง วิกฤตต้มยำกุ้งและวิกฤตการเงินโลก
ที่ผ่านมา เป็นสิ่งเตือนใจถึงอันตรายของการขยายตัวแบบสุดโต่ง
การจะพัฒนาเศรษฐกิจให้ยั่งยืนในระยะยาว ควรมุ่งเน้นการเสริมโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งมากกว่า ด้วยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันที่แท้จริง สิ่งที่รัฐ “ต้องทำ” คือ เป็นผู้กำกับดูแล ในการป้องกันการผูกขาด และคุ้มครองผู้บริโภค และสิ่งที่ “ต้องไม่ทำ” คือประกอบกิจการที่แข่งขันกับเอกชน หรือออกกฎหมายกฎเกณฑ์ที่บั่นทอนกลไกตลาด เพื่อให้การพัฒนามีความยั่งยืน ต้องมีการแบ่งสรรผลประโยชน์ของการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน จึงจะก่อให้เกิดความสมานฉันท์ในสังคม และความชอบธรรมของระบบเศรษฐกิจและการเมืองในที่สุด ความเหลื่อมล้ำเป็นบ่อเกิดหรือนำมาซึ่งความยุ่งยากของอีกหลากหลายปัญหา ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งปัญหาการเมืองที่คุกรุ่นและปะทุเป็นระยะในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา
ประการที่สอง การเปลี่ยนแปลงต้องนำไปสู่สังคมที่เปิดและมีส่วนร่วมของคนในสังคม โดยนอกจากการกระจายรายได้อย่างเสมอภาค ยังต้องให้สิทธิเสรีภาพและโอกาสที่ทัดเทียมกันแก่ทุกภาคส่วน ในการมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ
อย่างหนึ่งการเป็นสังคมที่เปิดและมีส่วนร่วมนั้น ย่อมต้องดำเนินควบคู่ไปกับสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและการเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง สิ่งที่ท้าทายเราคือว่า จะทำอย่างไรให้มีการยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์การชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียของความเห็นที่ไม่ลงรอยกัน โดยถือว่าทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งในการเติบโต หรือพัฒนาการของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
ประการที่สาม ที่สำคัญยิ่ง คือการทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่ปกครองโดยหลักนิติธรรม ไม่ใช่คำนึงถึงแต่ตัวบทกฎหมาย แต่ต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์แห่งกฎหมายและความเป็นธรรมด้วย จริงอยู่หลักนิติธรรมต้องอาศัยกฎกติกาที่รัดกุมและมีหลักการ แต่กฎกติกาเหล่านั้นต้องบังคับใช้อย่างตรงไปตรงมากับทุกๆ คน โดยไม่มีกรณียกเว้น รวมทั้งกระบวนการตุลาการ ต้องมีอิสระ มีคุณภาพ ไม่ลำเอียง ที่สำคัญกฎหมายไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการบรรลุเป้าหมายทางการเมือง รัฐบาลไม่ควรดำเนินการตามอำเภอใจ จับกุมผู้คนที่คัดค้านนโยบายของตน และลิดรอนสิทธิเสรีภาพที่บุคคลเหล่านั้นพึงมีตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนของราษฎรทุกคนควรได้รับการปกป้องอย่างเคร่งครัดและเท่าเทียมกันในประเทศไทยเอง ขณะนี้เหตุการณ์สงบแต่เป็นเพียงผิวเผิน
ประการที่สี่ และสุดท้าย คือการปรับสมดุลในโครงสร้างเชิงอำนาจระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชนรัฐบาลที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนเป็นผลลัพธ์ของการมีประชาธิปไตยที่แท้จริง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการกระจายอำนาจอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งนี้ไม่ได้หมายถึงการกระจายอำนาจให้กับองค์กรท้องถิ่นโดยควบคุมจากส่วนกลาง แต่การกระจายอำนาจให้ถึงมือประชาชนหรือกลุ่มตัวแทนประชาชนที่แท้จริง
ทั้งหมดที่ได้กล่าวมานั้นเป็นภาพ New Normal ของประเทศไทยที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของธรรมาภิบาลในระบอบประชาธิปไตย หรือ Democratic Governance เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงบนพื้นฐานของความชอบธรรม
ในมุมมองของผม ประเทศไทยไม่เคยมีเรามีแต่ประชาธิปไตยที่เน้นรูปแบบมากกว่าสาระ มีการเลือกตั้งแล้วก็จบ ไม่ได้มีการใส่ใจในการพัฒนาสถาบันต่างๆ ที่จำเป็นของประชาธิปไตสิ่งที่เรากำลังเผชิญตอนนี้ หากมองลึกลงไปแล้วมีต้นตอมาจากการที่เราไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เป็นเพียงการตกแต่งผิวเผิน เป็นเพียงเหล้าใหม่ในขวดเก่า หรือไม่ก็เหล้าเก่าขวดเก่าแต่จุกใหม่ ที่สำคัญเรายังไม่พยายามค้นหาเหตุที่แท้จริงของความแตกแยกในเมืองไทย
หลายสิ่งหลายอย่างไม่เกี่ยวกับนโยบายที่รัฐบาลในอดีตและปัจจุบันกำลังทำ ไม่ใช่เรื่องการต่อสู้ระหว่างคนที่นิยมประชาธิปไตยหรือไม่นิยมประชาธิปไตย แต่เป็นเรื่องของความยากจน ความไม่ยุติธรรมในสังคม ความเหลื่อมล้ำในสิทธิและโอกาส และความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างรัฐกับประชาชน และแม้แต่ระหว่างประชาชนด้วยกันเอง
การที่เรารับฟังความเห็นที่หลากหลายจากกลุ่มประชาชนที่กว้างขวางจะทำให้รัฐบาลให้น้ำหนักกับการพัฒนาที่รอบด้านและยั่งยืนมากกว่า เราคนไทยมักใฝ่ฝันให้มีอัศวินขี่ม้าขาวเข้ามาช่วยเมื่อประเทศเราประสบปัญหา แต่ยุคแห่งการตัดสินใจแบบ “ฉันรู้ดีที่สุด” ได้หมดไปแล้ว แม้ว่ารัฐจะมีข้อมูลและอำนาจที่กว้างขวาง แต่ก็ไม่ได้รู้ดีไปทุกอย่าง โดยเฉพาะในระบบเศรษฐกิจ ที่ในยุคปัจจุบันความสลับซับซ้อนได้ทวีสูงขึ้นมาก
ในการเดินหน้าไปสู่ New Normal จำเป็นต้องมีการปฏิรูปอย่างจริงจังตั้งแต่บัดนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ทำยาก กระบวนการปฏิรูปย่อมนำมาซึ่งผู้ได้ประโยชน์และผู้เสียประโยชน์ และผู้เสียประโยชน์นั้นมักจะมีการรวมตัวกันดีกว่าผู้ที่ได้ประโยชน์การถ่วงดุลอำนาจไม่ให้ผู้เสียประโยชน์กีดขวางการเปลี่ยนแปลงอันเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม จำเป็นต้องพึ่งกลไกการกระจายผลประโยชน์ที่ได้ระหว่างสมาชิกในสังคมอย่างสมดุล ซึ่งสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อประเทศมีกระบวนการ หรือสถาบันทางเศรษฐกิจและการเมืองแบบมีส่วนร่วม รวมทั้งต้องอาศัยจังหวะท่วงทีที่เหมาะสมในความเป็นจริง
การปฏิรูปที่สำเร็จมักเป็นการฉวยโอกาสจากสถานการณ์ที่เอื้อ โดยเฉพาะในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ บ่อยครั้งเป็นการแปลงวิกฤตเป็นโอกาส ซึ่งผมมองเสมอว่าไทยเราเองไม่ได้ใช้ประโยชน์จากวิกฤตการเงินปี 2540 อย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นมาถึงตอนนี้อย่าไปเสียเวลาถกเถียงกันว่า ที่เรามาถึงจุดนี้ อย่างนี้ ถูกต้องไหม
การปฏิรูปนั้นควรมองเป็นองค์รวม ในช่วงที่ผ่านมาเราได้มุ่งการแก้ไขปัญหาทั้งปวงไปที่รัฐธรรมนูญเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น รัฐธรรมนูญไม่ใช่ยาวิเศษที่จะแก้ปัญหาทั้งปวงของสังคมได้สังคมทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็เป็นประจักษ์แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงที่มุ่งเน้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามลำพังนั้น ไม่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สมบูรณ์ได้ หากไม่เกิดขึ้นพร้อมกับการปฏิรูปกลไกอื่นๆ ที่เป็นเสาหลักของประชาธิปไตยที่แท้จริง โดยเฉพาะการปฏิรูปวิธีคิดของคนการปฏิรูปการเมืองการปฏิรูปนั้นไม่ใช่การกระทำที่เสร็จไปครั้งเดียว แต่เป็น “กระบวนการ” ที่อาจเริ่มขึ้นด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมา แต่กระบวนการนั้นต้องพัฒนาต่อไป เราต้องไม่ตกหลุมของการใช้ทางลัดต่างๆ นานาในการบรรลุเป้าหมายสูงสุด หรือการคิดว่าการกระทำใดๆ ที่หากสามารถทำได้ในวันนี้จะเป็นการแก้ปัญหาอย่างถาวร เป็นการปฏิรูปที่เสร็จสรรพ ทุกอย่างต้องปรับปรุง และปรับตัวให้รองรับกับการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่มีวันสิ้นสุด ประเทศที่พัฒนาแล้วเขาไม่ได้อยู่นิ่ง ต้องปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง สังคมที่ไม่มีการปฏิรูปเป็นสังคมที่เฉื่อยชา
ในการเดินบนเส้นทางสู่ New Normal ที่รุ่งเรือง นอกจากการปฏิรูปในหลายๆ มิติที่ต้องดำเนินการแล้ว เราต้องมีการปฏิวัติในความคิด ทัศนคติ รวมทั้งกระบวนทัศน์ของสังคมและประชาชนโดยรวมให้เปิดกว้างมากขึ้น ยอมรับกับความคิดที่หลากหลาย รวมทั้งปลูกฝังค่านิยมร่วมที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในสังคม ธรรมาภิบาลในระบอบประชาธิปไตย เปิดโอกาสให้ความหลากหลายของเรารวมพลังและสามารถสะท้อนออกมาได้อย่างสร้างสรรค์ มันจึงเป็นทางตรงที่สุดที่จะให้การพัฒนาการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของไทยเชื่อมประสานเป็นหนึ่งเดียวไปสู่ “ความยั่งยืนที่แท้จริง”







