posttoday
เจาะตลาด... สินค้าใหม่ในเวทีโลก

เจาะตลาด... สินค้าใหม่ในเวทีโลก

18 กันยายน 2558

โดย...ดร.สุทธาภา อมรวิวัฒน์

โดย...ดร.สุทธาภา อมรวิวัฒน์

นับตั้งแต่ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 เป็นต้นมา การค้าทั่วโลกขยายตัวได้ช้ากว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจแตกต่างจากสถานการณ์ในช่วงก่อนหน้าซึ่งปริมาณการส่งออกสามารถขยายตัวได้มากกว่าเศรษฐกิจโลกถึง 1.6 เท่า

ทั้งนี้ การขยายตัวของการค้าโลกที่ชะลอตัว ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัญหาสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการเงิน รวมทั้งการฟื้นตัวของอุปสงค์ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่ยังคงเปราะบาง ทำให้ไม่มีกลไกขับเคลื่อนความต้องการในตลาดโลก

อย่างไรก็ตาม ในอีก 5 ปีข้างหน้า การค้าโลกมีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นแม้ว่าอาจจะไม่สูงเท่ากับในอดีต จากอานิสงส์ของการเปลี่ยนแปลงในเชิงพลวัตทางการค้าและรูปแบบความต้องการสินค้าในตลาดโลกใน 3 ประการหลัก

1) กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจะก้าวขึ้นมาเป็นตัวขับเคลื่อนหลักการเติบโตของการค้าโลก

2) ความต้องการสินค้าของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่เปลี่ยนแปลงไปจะเป็นตัวกำหนดประเภทสินค้าที่มีแนวโน้มเติบโตสูงในอนาคต

3) การก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของลักษณะสินค้าและบริการ รวมทั้งรูปแบบการค้าระหว่างประเทศ

ในช่วง 10 ปีข้างหน้า จีน อินเดีย กลุ่มประเทศอาเซียน กลุ่มประเทศตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ จะมีอิทธิพลต่อเวทีการค้าโลกมากขึ้น

จากข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ระบุว่า ในช่วงระหว่างปี 2016-2020 กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจะมีความต้องการนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 6.1% สูงกว่าในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว การเติบโตดังกล่าวได้รับอานิสงส์หลักมาจากความต้องการนำเข้าสินค้าจากประเทศเศรษฐกิจหลักอย่าง จีน อินเดีย กลุ่มประเทศอาเซียน 5 (ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์) รวมไปถึงกลุ่มประเทศตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ และกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) เนื่องจากประชากรในประเทศเหล่านี้มีกำลังซื้อที่เพิ่มสูงขึ้นและมีการเข้าสู่สังคมเมืองมากขึ้น

ทั้งนี้ กำลังซื้อของคนในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาดีขึ้น ซึ่งสะท้อนได้จากรายได้ต่อหัวประชากร 1 คน เพิ่มขึ้นกว่า 2.4 เท่าในปี 2014 จากเมื่อปี 2000 และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องเฉลี่ยที่ราว 6% ต่อปี

การก้าวเข้าสู่สังคมเมืองของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา คืออีกหนึ่งปัจจัยหนุนที่ส่งผลให้ผู้บริโภคในประเทศดังกล่าวมีความต้องการสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีของประเทศจีน ซึ่งพบว่าสัดส่วนประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 26% ในปี 1990 มาอยู่ที่ 49% ในปี 2010 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 61% ในปี 2020 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายพัฒนาจีนตะวันตก หรือ “Go West Policy”

ในขณะที่อินเดียและกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีซึ่งกำลังเริ่มผันตัวเองให้กลายเป็นโรงงานผลิตสินค้าที่สำคัญของโลกในอนาคต ก็กำลังก้าวเข้าสู่ความเป็นสังคมเมืองมากขึ้นเช่นกัน โดยคาดว่าภายในปี 2020 สัดส่วนประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองในอินเดียและกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีจะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 35% จากราว 30% ในปี 2010

ทั้งนี้ ระดับรายได้ที่เพิ่มขึ้นและการก้าวเข้าสู่สังคมเมืองของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้ ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของกลุ่มชนชั้นกลางในประเทศ และทำให้รูปแบบความต้องการเปลี่ยนแปลงไปสู่สินค้าที่มีคุณภาพสูงและมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคอาหารแปรรูปหรืออาหารเพื่อสุขภาพ จากเดิมที่เป็นการบริโภคอาหารจำเป็นหรือสินค้าเกษตรแปรรูปขั้นต้นอย่างข้าวและน้ำตาล รวมไปถึงความต้องการใช้สินค้าเทคโนโลยีต่างๆ มากขึ้น อาทิ สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ซึ่งเป็นรูปแบบการบริโภคที่คล้ายคลึงกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว

ขณะที่การย้ายฐานผลิตของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วมายังกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เพื่ออาศัยประโยชน์จากค่าแรงและต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า ยังช่วยสนับสนุนให้การค้าภายในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาด้วยกันเอง (South-South Trade) มีสัดส่วนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการย้ายฐานผลิตในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตรถยนต์มายังไทย ส่งผลให้ไทยกลายเป็นฐานการส่งออกรถยนต์ของญี่ปุ่นไปยังประเทศอื่นๆ ภายในภูมิภาคและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

ทั้งนี้ จากข้อมูลล่าสุดในปี 2013 พบว่าสัดส่วนการค้าแบบ South-South Trade เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 26% จาก 13% ในปี 2000 โดยธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) คาดการณ์ว่าภายในปี 2030 การค้าแบบ South-South Trade นี้ จะมีสัดส่วนที่สูงกว่าการค้าระหว่างกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการค้าภายในกลุ่มนี้ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี เมื่อภาวะเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเติบโตสูงขึ้นและมีกลุ่มชนชั้นกลางในประเทศเพิ่มขึ้น ค่าแรงและต้นทุนการผลิตในประเทศเหล่านี้ย่อมจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงส่งผลให้ต้องมีการย้ายฐานการผลิตออกไปยังประเทศที่ด้อยพัฒนากว่าในที่สุด ซึ่งเป็นไปตามทฤษฎี “Flying Geese"

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์