
พสกนิกชาวกรุงเก่ารวมพลังทำความดีถวายในหลวง
พสกนิการชาวกรุงเก่า รวมพลังสร้างหลากหลายกิจกรรมเพื่อถวายในหลวงครบ 84 พรรษา
พสกนิการชาวกรุงเก่า รวมพลังสร้างหลากหลายกิจกรรมเพื่อถวายในหลวงครบ 84 พรรษา
นายวิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วย นางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายก อบจ.พระนครศรีอยุธยา ร่วมเป็นประธานในกิจกรรรมโครงการและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 84 พรรษา ในวันที่ 5 ธ.ค. 2554 โดยมีตัวแทนชุมชนจากทั้ง 16 อำเภอ ร่วมกิจกรรมกว่า 2,000คน เพื่อให้คำสัตย์ปฏิญาณตนว่าจะร่วมทำกิจกรรมของจังหวัดหลานกิจกรรมในการทำความดีเพื่อถวายพ่อหลวง
โดยเฉพาะในปี 2554 ที่พระองค์ท่านทรงมีพระชนมายุ 84 พรรษา ประกอบด้วยกิจกรรมแรกมีการบวงสรวงชุมนุมเทวดาและดวงพระวิญญาณของอดีตพระมหากษัตริย์ของไทยเพื่อตอกหมุดเสาเข็มในการจัดสร้างพระพุทธรูปปางห้ามญาติเนื้อปูนปั้นซึ่งเป็นพระพุทธรูป ปางประจำพระชนมวารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขนาดความสูงขององค์พระ 9.84 เมตร
โดยประดิษฐานบนแท่นที่สวยงามซึ่งตั้งอยู่บนเนินดินที่มีความสูง 5.40 เมตร ซึ่งมีฐานบันได 7 วงรอบ แต่ละวงรอบกว้างประมาณ 4.00 เมตร และมีเส้นศูนย์กลางของวงรอบ 84 เมตร ทั้งนี้องค์พระสร้างด้วยคอนกรีตและมีฉากหลังประกอบเป็นภาพนูนต่ำที่แสดงถึงพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยให้ประชาชนทุกภาคส่วนของจังหวัดได้มีส่วนร่วมในการจัดสร้างด้วยการช่วยเทปูนในการจัดทำองค์พระ
สำหรับกิจกรรมที่ 2 คือ การปรับปรุงพื้นที่ 143 ไร่ ของสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติในหลวง ต.หันตรา ให้สวยงามด้วยการจัดทำแบ่งให้ตัวแทนอำเภอทั้ง 16 อำเภอจัดสวนสวยและจัดแสดงเอกลักษณ์ของอำเภอ รวมถึงจำลองพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีต่อพสกนิกรทั่วประเทศ โดยเฉพาะ จ.พระนครศรีอยุธยา
กิจกรรมที่ 3 คือ โครงการคืนหนองโสนให้ชาวอยุธยา ซึ่งเป็นพันธ์ไม่ประจำเมืองและเป็นดอกไม้ประจำจังหวัด ซึ่งจะรวบรวมสายพันธุ์ของโสนที่มีในจังหวัด ประกอบด้วย 4 สายพันธุ์ได้แก่ 1. โสนหางไก่ 2. โสนคางคก 3.โสนกินดอก และ 4.โสนพันธ์แอฟริกันและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิจะเข้าดำเนินการเป็นศูนย์กรเรียนรู้ด้านการเกษตรพร้อมนำผลงานวิจัยด้านเทคโนโลยีเกษตร โดยเฉพาะต้นโสนมาช่วยให้ประชาชนได้เพิ่มมูลค่าและสร้างงานสร้างรายได้จากพันธุ์ไม้พื้นเมือง
กิจกรรมที่ 4 คือ การจัดทำแปลงสาธิตการทำนาด้วยวิธีโยนกล้า ซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งที่เกษตรกรสามารถนำมาใช้ทดแทนการทำนาแบบปักดำด้วยเครื่องจักรกล ซึ่งสามารถลดต้นทุนการผลิตได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นอัตราเมล็ดพันธุ์ที่ใช้ต่อไร่ การควบคุมการระบาดของศัตรูพืชวัชพืช อีกทั้งยังได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและปลอดภัยจากสารพิษไว้บริโภคในครัวเรือนและเก็บไว้ใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ในฤดูต่อไปถือเป็นการทำการเกษตรตามหลักการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง
อย่างไรก็ตามทั้ง 4 กิจกรรมจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันนี้ด้วยความร่วมมือของพี่น้องประชาชนชาวจ.พระนครศรีอยุธยา ทุกคน เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา ในวันที่ 5 ธ.ค.2554 นี้และในวันนั้นจะมีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่เพื่อถวายโครงการทั้งหมดนี้เพื่อพระองค์ท่าน







