
ดึงพรรคร่วม สปท. ลอยแพ ‘เพื่อไทย’
นับเป็นท่าทีที่น่าสนใจไม่น้อย หลังจากคสช. ยอมกำหนดโครงสร้างของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีสัดส่วนของพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองรวมอยู่ด้วย
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
นับเป็นท่าทีที่น่าสนใจไม่น้อย หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยอมกำหนดโครงสร้างของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) โดยให้มีสัดส่วนของพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองรวมอยู่ด้วย
ทั้งนี้ สัดส่วนของ สปท.ที่ คสช.วางไว้ ประกอบด้วย 1.ข้าราชการประจำ แต่จะไม่เอาข้าราชการระดับบนสุด 2.ข้าราชการเกษียณอายุไปแล้ว เพราะทราบดีว่าควรจะขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาของประเทศอย่างไร 3.ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถ 4.สายความมั่นคง ทั้งทหาร ตำรวจ 5.เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เดิม ซึ่งจะเป็นกลุ่มที่โหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญและรับร่างรัฐธรรมนูญ 6.พรรคการเมือง และ 7.กลุ่มการเมือง
ก่อนหน้านี้ ในการตั้ง สปช. ทาง คสช.ไม่ได้มีการกำหนดสัดส่วนของพรรคการเมืองไว้อย่างชัดเจน แม้จะมีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรรคการเมืองเดินเข้าสภามาก็ตาม เช่น พ.ต.อาณันย์ วัชโรทัย อดีตสมาชิกพรรคเพื่อไทย หรือ ชัย ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย เป็นต้น
ทว่า ในกรณีของ สปท. ปรากฏว่า คสช.กำหนดโควตาให้กับพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองอย่างเป็นรูปธรรม โดยคาดว่าแต่ละพรรคการเมืองที่มี สส.ในสภาผู้แทนราษฎรครั้งล่าสุด และกลุ่มสีเสื้อทางการเมืองจะได้รับเก้าอี้คนละ 1 ตัว
พรรคการเมืองที่เข้าข่ายจะได้มีตัวแทนเข้าสภา ประกอบด้วย เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ชาติไทยพัฒนา ชาติพัฒนา พลังชล มหาชน ประชาธิปไตยใหม่ ภูมิใจไทย รักประเทศไทย มาตุภูมิ รักษ์สันติ ซึ่งล้วนเป็นพรรคการเมืองที่มี สส.ในสภามาก่อน
ส่วนกลุ่มการเมืองน่าจะหนีไม่พ้นกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) แต่ขึ้นอยู่กับว่าพรรคและกลุ่มการเมืองจะเข้าร่วมหรือไม่
พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองแรกที่ประกาศอย่างเป็นทางการว่าพร้อมจะส่งคนเข้ามาเป็น สปท.
“ผมไม่ได้เปลี่ยนจุดยืน เพราะตอนที่ไม่ให้นักการเมืองไปร่วมเป็น สปช.ก็พูดชัดว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากมีอำนาจในการอนุมัติรัฐธรรมนูญ เท่ากับผู้เล่นจะเป็นผู้ไปอนุมัติกติกาเอง เป็นเรื่องไม่สมควร แต่กรณีสภาขับเคลื่อนฯ แตกต่างกัน อีกทั้งคนที่จะเข้าไปก็ไม่ใช่ตัวแทนพรรค เนื่องจากพรรคไม่สามารถประชุมได้ แต่ถ้ามีการถามความเห็นผมว่ามีสมาชิกคนไหนสนใจประเด็นปฏิรูปผมก็ให้ชื่อได้ ส่วนจะได้รับการแต่งตั้งหรือไม่ ผมไม่ทราบ” ท่าทีจาก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
ส่วนพรรคการเมืองใหญ่อีกพรรคอย่าง “ชาติไทยพัฒนา” ก็ไม่ได้ปฏิเสธเทียบเชิญของ คสช.เสียทีเดียว เพียงแต่ขอให้ คสช.มีหนังสือส่งมายังที่พรรคอย่างเป็นทางการก่อน โดย “สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล” แกนนำพรรค ระบุว่า “ทางพรรคชาติไทยพัฒนายังไม่ได้นัดประชุมเพื่อหารือถึงเรื่องนี้ ดังนั้นพรรคจึงยังไม่มีมติใดๆ ออกมา ส่วนจะส่งรายชื่อหรือไม่นั้น เบื้องต้นต้องได้รับการติดต่อจากรัฐบาลก่อน เพราะพรรคจะไปเสนอชื่อโดยไม่ได้มีการติดต่อมาก่อนไม่ได้”
ด้าน พรรคเพื่อไทย แน่นอนว่าคงจะไม่เข้าร่วม เพราะถือเป็นคู่ขัดแย้งกับ คสช.โดยตรง จึงเป็นเรื่องยากที่จะเข้าไปร่วมงานกับ คสช. แม้ว่า ภูมิธรรม เวชยชัย รักษาเลขาธิการพรรค จะบอกอ้อมๆ ว่าให้สมาชิกพรรคตัดสินใจกันเองก็ตาม เช่นเดียวกับกลุ่ม นปช.ก็คงไม่ขอสังฆกรรมเช่นกัน
แต่สำหรับกลุ่ม กปปส.นั้นมีรายงานว่าอาจจะส่งตัวแทนเข้ามาเป็นสมาชิก สปท. เพื่อเข้ามาผลักดันแนวทางการปฏิรูปในเวอร์ชั่นของ กปปส.ให้เกิดเป็นรูปธรรมส่วนหนึ่ง ดีกว่าพูดอยู่นอกสภาผ่านสื่อมวลชน ซึ่งแสดงให้เห็นแล้วว่าข้อเสนอของ กปปส.ไม่ได้รับการตอบรับ ส่งผลให้บรรดาบิ๊กๆ ใน กปปส.มองว่าถึงเวลาที่ควรเข้ามาแอ็กชั่นในสภา
การกำหนดให้พรรคการเมืองมีที่ยืนใน สปท.ของ คสช.มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากการหวังผลในทางการเมือง
กล่าวคือ คสช.ต้องการกวาดนักการเมืองให้มาอยู่ในสภา โดยอาศัยกระแสของสังคมที่กำลังเบื่อหน่ายกับนักการเมืองมาเป็นแรงกดดัน เพื่อควบคุมความเคลื่อนไหวให้ได้ส่วนหนึ่ง ภายใต้ข้ออ้างที่ว่าในเมื่อพรรคการเมืองมีพื้นที่ในสภาสำหรับการแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นกิจจะลักษณะแล้วก็ไม่ควรไปใช้เวทีนอกสภามาถล่ม คสช.อีก
การเดินเกมแบบนี้ คสช.มีแต่ได้กับได้ เพราะถ้าพรรคการเมืองใดไม่เข้ามาในสภา ย่อมเท่ากับถูกพิพากษาในทางอ้อมว่าเป็นตัวการที่สร้างบรรยากาศที่ไม่ดีในทางการเมือง
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าจะมีแต่ คสช.ที่ได้ประโยชน์เท่านั้น เพราะในส่วนของพรรคการเมืองก็ได้รับประโยชน์ไปในตัวด้วย ผ่านการมีเวทีเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีพลังมากกว่าการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อตามปกติ โดยไม่ต้องมาระแวงว่าจะถูกเชิญไปปรับทัศนคติหรือไม่
ดังนั้น คสช.จึงเล็งเห็นผลแล้วว่าหากพรรคเพื่อไทยเมินร่วมเวที สปท.จะไม่ต่างกับการถูกลอยแพให้อยู่เพียงลำพัง อันจะเป็นการตอกย้ำไปในตัวว่าพรรคเพื่อไทยเป็นส่วนสำคัญของการทำให้บรรยากาศทางการเมืองไม่สดใส







