
กยศ.เอาจริงเบี้ยวหนี้ยึดทรัพย์ไม่ไกล่เกลี่ย
กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เดินหน้ายึดทรัพย์อดีตนักเรียนนักศึกษาเบี้ยวหนี้ ประเดิมปีแรกยึดทรัพย์ไปแล้ว 786 ราย เข้าคิวรอยึดทรัพย์ในปีนี้อีกกว่า 4,000 ราย จำใจต้องทำตามกฎหมาย ไม่มีการไกล่เกลี่ยอีกแล้ว
กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เดินหน้ายึดทรัพย์อดีตนักเรียนนักศึกษาเบี้ยวหนี้ ประเดิมปีแรกยึดทรัพย์ไปแล้ว 786 ราย เข้าคิวรอยึดทรัพย์ในปีนี้อีกกว่า 4,000 ราย จำใจต้องทำตามกฎหมาย ไม่มีการไกล่เกลี่ยอีกแล้ว
น.ส.ฑิตติมา วิชัยรัตน์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.) เปิดเผยว่า จากความพยายามของ กยศ.ในการรณรงค์ให้บรรดาผู้กู้เงินเพื่อการศึกษา มาผ่อนชำระหนี้เมื่อครบกำหนดระยะเวลา ทำให้มีผู้ชำระหนี้คืนมากขึ้น แต่ก็ยังมีผู้กู้ที่ค้างชำระอีกจำนวนมาก ที่ กยศ.ต้องเร่งติดตาม
“ปีนี้ถือเป็นปีแรกที่ได้มีการยึดทรัพย์ผู้กู้ที่ยังไม่ชำระหนี้ จำนวน 786 ราย รวมเป็นเงิน 22 ล้านบาท และในปีนี้มีผู้ที่เข้าข่ายจะถูกยึดทรัพย์อีก 4,175 ราย รวมเป็นเงิน 109 ล้านบาทซึ่งทั้งหมดเป็นผู้กู้ในปีการศึกษา 2547”
ผู้จัดการ กยศ. กล่าวว่า ที่ผ่านมา กยศ.พยายามหามาตรการรณรงค์ให้ผู้กู้ชำระหนี้มาโดยตลอด เพราะไม่อยากให้มีการฟ้องร้องดำเนินคดีเกิดขึ้น แต่ก็ยังมีผู้กู้จำนวนมากที่ไม่สนใจ และปล่อยปละละเลยไม่ชำระหนี้ จึงทำให้ กยศ.ต้องฟ้องร้อง ซึ่งเมื่อฟ้องร้องไปแล้ว ผู้กู้ก็ยังไม่ชำระหนี้คืนตามคำพิพากษา ดังนั้นหากกยศ. ปล่อยปละละเลยคดีก็จะหมดอายุความ จึงทำให้ กยศ.ต้องดำเนินการขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี เพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไปบังคับยึดทรัพย์ผู้กู้ ดังนั้น จึงขอเชิญชวนให้ผู้กู้ที่ค้างชำระรีบมาชำระเงินกู้ยืมคืน เพื่อป้องกันการถูกฟ้องร้อง และยึดทรัพย์
“หลังจากนี้ กยศ.จะไม่มีโครงการไกล่เกลี่ยลูกหนี้ตามคำพิพากษาในชั้นบังคับคดีเหมือน 2 ปีที่ผ่านมาอีกแล้ว แต่ กยศ. ได้กำหนดมาตรการใหม่ โดยจะร่วมกับหน่วยงานราชการ และสถานประกอบการต่างๆ เพื่อเข้าร่วมโครงการรณรงค์ชำระหนี้ โดยหักเงินเดือนพนักงานที่เป็นลูกหนี้กยศ. ซึ่งขณะนี้ กยศ.อยู่ระหว่างการคิดโปรโมชั่นต่างๆ เช่น ลดดอกเบี้ย เป็นต้น เพื่อจูงใจให้ผู้กู้มาชำระหนี้คืนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เวลานี้ได้เริ่มมีหน่วยงานภาครัฐ และสถานประกอบการเข้าร่วมโครงการบ้างแล้ว เช่น กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ม.นเรศวร บริษัท บาธรูม ดีไซน์ เป็นต้น”
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันมีลูกหนี้ที่มีภาระหนี้ผูกพัน 4.5 ล้านคน มูลหนี้รวม 400,000 ล้านบาท และยังไม่ได้มาชำระหนี้ จะต้องดูแลลูกหนี้กลุ่มนี้ไม่ให้ค้างหนี้สูญ โดยได้มีการทำโครงการความร่วมมือกับองค์กรนายจ้างราว 60 องค์กร รณรงค์เร่งให้ลูกจ้างชำระหนี้ ซึ่งพบว่านายจ้างให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
“นอกจากนี้ กยศ.ได้ใช้วิธีจัดจ้างบริษัทติดตามหนี้ให้เข้ามาช่วยติดตามหนี้ เพิ่มเติมจากก่อนหน้านี้ที่ใช้วิธีส่งจดหมายทวงหนี้เพียงอย่างเดียว ซึ่งผลที่ได้รับเกินความคาดหมาย สามารถเก็บหนี้ได้เพิ่มขึ้นถึง 1,000 ล้านบาท โดยไม่ต้องทำเรื่องฟ้องร้องลูกหนี้” น.ส.ฑิตติมา กล่าว
น.ส.ฑิตติมา กล่าวอีกว่า สำหรับในปีการศึกษา 2558 มีผู้กู้รายเก่าและรายใหม่ รวมประมาณ 750,000 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้กู้รายใหม่ประมาณ 200,000 ราย ซึ่งในภาพรวมพบว่าจำนวนผู้กู้รายใหม่ลดลงกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งสาเหตุมาจากการที่กยศ.จำกัดจำนวนผู้กู้ไม่ให้เกิน 200,000 ราย อีกทั้งอัตราการเกิดของประชากรลดน้อยลง จึงทำให้นักเรียน นักศึกษาในสถาบันการศึกษาลดน้อยลงด้วย อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการชำระหนี้กยศ.คืนนั้น ในปีนี้มีผู้ชำระหนี้เพิ่มมากขึ้นจากปี 2557 ประมาณ 2.2 ล้านคน ซึ่งเป็นผลมาจากการรณรงค์ชำระหนี้ในโครงการต่างๆ
ทั้งนี้ กยศ. มีศักยภาพในการปล่อยกู้ได้ปีละประมาณ 700,000-800,000 ราย และมีจำนวนผู้กู้เฉลี่ยร้อยละ 90 ของศักยภาพกองทุน อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่การเริ่มต้นดำเนินงานในปี 2539 กยศ.ประสบปัญหาถูกเบี้ยวหนี้ และมีการฟ้องร้องดำเนินคดีแล้วกว่า 800,000 ราย ทำให้ กยศ.มีนโยบายที่จะส่งข้อมูลทางการเงินให้กับเครดิตบูโรในปี 2561 เพื่อจูงใจให้ผู้กู้นำเงินมาชำระหนี้ เป็นการสร้างประวัติที่ดีในเครดิตบูโรด้วย







