posttoday
ปฏิรูปท่องเที่ยว กับแผนพัฒนาฯ 12

ปฏิรูปท่องเที่ยว กับแผนพัฒนาฯ 12

17 กันยายน 2558

โดย...น.ต.วรวิทย์

โดย...น.ต.วรวิทย์

ช่วงนี้ผมพยายามหาข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ ที่สภาปฏิรูปแห่งชาติได้ศึกษาและเสนอแนวทางไว้บ้างแล้ว โดยจะส่งให้กับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทำงานกันต่อ ในฐานะที่เราเป็นพลเมืองของประเทศนี้ น่าจะได้มีส่วนร่วมรับรู้ ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมปฏิรูปไปพร้อมๆ กัน โดยข้อเสนอของการปฏิรูปและพัฒนาด้านการท่องเที่ยวเน้น 3 ประเด็นหลัก คือ 1.ด้านวิสัยทัศน์ จะเน้นเป้ารายได้และคุณภาพนักท่องเที่ยว มุ่งจัดแหล่งท่องเที่ยวให้ยั่งยืน และมีบริการท่องเที่ยวที่ได้มาตรฐานสากล รวมถึงกระจายประโยชน์อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม 2.การปรับปรุงโครงสร้างองค์กรภาครัฐ การสนับสนุนภาคเอกชนและชุมชน และ 3.การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

จากการที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาคาดการณ์นักท่องเที่ยวตลอดปี 2558 นี้ น่าจะมีมากถึง 28 ล้านคน มีรายได้สูงถึง 2.2 ล้านล้านบาท ขณะที่ความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของไทยอยู่ในอันดับที่ 35 ของโลก จาก 141 ประเทศ เป็นอันดับ 10 ของเอเชียแปซิฟิก และอันดับ 3 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ และมาเลเซีย

ไทยมีจุดเด่นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกมาตลอด คือเรื่องความคุ้มค่าของเงินที่จ่ายไป ซึ่งคงใช้ประโยชน์ต่อไปได้ แต่ในทางกลับกันประเทศหรือสังคมไทยคงเริ่มจะไม่คุ้มค่าแล้ว เพราะผู้ประกอบการยังนิยมใช้ War Price หรือสงครามราคากันเอง ทำให้ติดกับดักราคามาตลอด รูปการณ์ดูเหมือนมีรายได้เข้ามาเยอะ หักกลบลบแล้วเหลือกำไรนิดเดียว ซึ่งถ้ารวมต้นทุนทางสังคมไปอีกก็ขาดทุนแน่ๆ

ปัญหาเกี่ยวเนื่องมาจากนักท่องเที่ยว เช่น ปัญหาสิ่งแวดล้อมในเรื่องขยะมูลฝอยที่เราสร้างขึ้นเฉลี่ย 1 กก./คน/วัน ปริมาณน้ำใช้อุปโภคบริโภคที่บางช่วงเวลาเริ่มขาดแคลน แต่ที่น่าห่วงอีกคือคุณภาพน้ำบางพื้นที่มีแนวโน้มลดลง เพราะแหล่งน้ำต่างๆ เสื่อมโทรมลง เกิดน้ำเน่าเสีย ขาดระบบการบำบัดที่ดีพอ ลามไปถึงน้ำใต้ดินด้วย สิ่งที่เราต้องเร่งพัฒนาคือแหล่งท่องเที่ยว สิ่งอำนวยความสะดวก การดูแลความปลอดภัย และความพร้อมของบุคลากร แม้ทั้งหมดนี้ ครม.เคยมีมติประกาศให้การท่องเที่ยวเป็นวาระแห่งชาติไปแล้วหลายปี แต่ก็ยังขาดการ
บูรณาการจากทุกกระทรวงเพื่อให้เป็นวาระแห่งชาติอย่างเป็นรูปธรรม

กรมการท่องเที่ยวได้สำรวจเมื่อปี 2552 ว่ามีแหล่งท่องเที่ยวที่เสื่อมโทรมต้องเร่งพัฒนาอย่างเร่งด่วนมากถึง 109 แหล่ง แบ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ 50 แห่ง แหล่งประวัติศาสตร์ 38 แห่ง แหล่งวัฒนธรรมอีก 21 แห่ง จุดนี้น่าใจหายเพราะ World Economic Forum ให้คะแนนความสามารถในการแข่งขัน ด้านความยั่งยืนของสภาพแวดล้อม ลดลงจาก 4.3 เหลือ 3.5 จากคะแนนเต็ม 7 คะแนน มาอยู่ในอันดับ 116 ของโลก

จุดนี้ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงต้องประสานงานให้ได้ เพราะแหล่งท่องเที่ยวทั้งหมดในประเทศ ไม่มีแห่งใดเลยที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นเจ้าของ ทุกอย่างอยู่ในการกำกับดูแลของหน่วยงานอื่นๆ เช่น ป่าเขา อุทยาน อยู่กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชายหาดทะเลอยู่กับ อบจ. อบต. วัดวาอารามอยู่กับกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม เป็นต้น ส่วนสิ่งอำนวยความสะดวก ขอเน้นๆ เรื่องห้องน้ำสะอาด และป้ายบอกทาง รวมถึงความเร็วความครอบคลุมของอินเทอร์เน็ต (น่าดีใจที่กำลังจะประมูล 4จี ในเดือน พ.ย.นี้)

ภาครัฐต้องพยายามกำกับดูแลมาตรฐานการบริการ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมที่พัก ร้านอาหาร รถยนต์ขนส่งต่างๆ รวมถึงแก้ไขแนวโน้มการขาดแคลนไกด์ หรือมัคคุเทศก์ พนักงานขับรถ เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ไกด์กลับลดลง ประเด็นต่อมา ปัญหาโครงสร้างอำนาจและบทบาทของหน่วยงานภาครัฐที่มีอยู่นั้น คิดว่ายังไม่ต้องปรับปรุงอะไรมากนัก และอย่าตั้งหน่วยงานอะไรเพิ่มอีก แต่ควรใช้การประสานความร่วมมือระหว่างกันให้มากขึ้น

ส่วนประเด็นความสามารถในการแข่งขัน ต้องมุ่งไปที่การจัดทำกฎหมาย เพื่อปรับมาตรฐานการท่องเที่ยวสู่สากลเพื่อการแข่งขันได้ดีในระดับนานาชาติ ตลอดจนสร้างความเชื่อมโยงกันภายในภูมิภาคอาเซียน เพื่อร่วมกันขยายตลาดต่อไป รวมถึงยกระดับคุณภาพแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบให้ได้ตามทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 รองรับการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ จะช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน และการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

ผมขออนุญาตเชื่อมโยงเรื่องการท่องเที่ยวไปที่การจัดประชุมประจำปี 2558 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ เมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา เรื่องทิศทางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564 ) ซึ่งทิศทางในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ยังจำเป็นต้องยึดกรอบแนวคิดและหลักการสำคัญเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง การพัฒนาโดยมีคนเป็นศูนย์กลาง ที่สำคัญมากคือ แนวคิดการปฏิรูปประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เพื่อสังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

นอกจากนี้ ยังควรเน้นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพไม่ใช่ปริมาณ และคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์แห่งความเป็นไทย รวมถึงการเชื่อมโยงกับสินค้าโอท็อป เพื่อกระจายรายได้สู่คนในชุมชนและท้องถิ่นทั่วประเทศ สุดท้ายหวังว่าเราคงไม่คิดหารายได้ จนลืมไปว่าเราอาจจะ “รวยก่อนแก่” หรือ “แก่ก่อนรวย” กันแน่ แล้วจะดีมากไหมถ้าความรวยนั้นคือ รวยความสุข ไม่ใช่แค่เงิน

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง