
อาเบะเอฟเฟกต์
ผลการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 14-15 ก.ย.นั้น โดยสรุปก็คือ บีโอเจไม่มีการปรับเปลี่ยนนโยบายแต่อย่างใด โดยจะคงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไว้เท่าเดิม เป็นการยืนยันที่จะเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจแบบอาเบะโนมิกส์ ภายใต้การคุมบังเหียนของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ต่อไป
ผลการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 14-15 ก.ย.นั้น โดยสรุปก็คือ บีโอเจไม่มีการปรับเปลี่ยนนโยบายแต่อย่างใด โดยจะคงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไว้เท่าเดิม เป็นการยืนยันที่จะเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจแบบอาเบะโนมิกส์ ภายใต้การคุมบังเหียนของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ต่อไป
แต่กระนั้นในขณะนี้เริ่มมีเสียงโต้แย้งมากขึ้น ว่านโยบายอาเบะโนมิกส์ดังกล่าวนั้นได้ผลจริงหรือไม่ อีกทั้งยังเริ่มเกิดผลข้างเคียงที่เริ่มทำให้ภาคเอกชนญี่ปุ่นไม่พอใจอีกด้วย
นับตั้งแต่ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำญี่ปุ่น อาเบะได้ประกาศที่จะแก้ไขปัญหาเงินฝืดโดยตั้งเป้าไว้ที่ 2% แต่มาจนถึงขณะนี้ เกือบจะ 3 ปีหลังจากที่อยู่ในตำแหน่ง ปรากฏว่าดัชนีเงินเฟ้อของญี่ปุ่นในเดือน ก.ค.นั้นอยู่ที่เพียง 0.2% เท่านั้น ไม่แปลกครับที่จะเริ่มมีการตั้งคำถามถึงความสำเร็จของนโยบายนี้
จุดเด่นที่สุดสำหรับนโยบายแบบอาเบะโนมิกส์ ก็คือ การแทรกแซงค่าเงินเยนผ่านนโยบายคิวอีของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ด้วยการเทเงินเข้าสู่ระบบมากถึง 80 ล้านล้านเยน/ปีนั่นเอง ซึ่งจะกดดันให้ค่าเงินเยนอ่อนลง โดยนับตั้งแต่ที่อาเบะรับตำแหน่งเมื่อเดือน ธ.ค. 2012 นั้น ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นได้อ่อนค่าลงแล้วราว 40% เป็นผลมาจากนโยบายคิวอีของญี่ปุ่นเอง และยังเป็นผลกระทบมาจากการที่ค่าเงินเหรียญของสหรัฐแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย
การอ่อนค่าของเงินเยนนั้น แน่นอนว่าเป้าหมายหลักก็คือการช่วยเหลือภาคเอกชนญี่ปุ่นให้กลับมาลงทุนในประเทศ และสามารถทำกำไรได้มากขึ้นจากการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และยังเป็นการกระตุ้นการส่งออก
แต่ทว่าในขณะนี้การอ่อนค่าของเงินเยนนั้นรวดเร็วจนเกินไป หากเทียบกับการเติบโตของการส่งออกที่เริ่มเชื่องช้าลงอันเป็นผลจากการค้าโลกที่อ่อนแอ
ซ้ำร้าย การอ่อนค่าของเงินเยนอย่างรวดเร็วนั้น ยังทำให้มูลค่าการนำเข้าของญี่ปุ่นเพิ่มสูงขึ้นด้วย โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ก็คือ กลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและขนาดย่อม
ต้องบอกว่าสถานการณ์ของเอกชนญี่ปุ่นนั้นอยู่ในภาวะที่อึดอัดพอสมควร แม้ว่าค่าเงินเยนจะอ่อนลง หลายบริษัทอาจจะทำกำไรได้มากขึ้นจากการทำกำไรในต่างประเทศเมื่อแลกเปลี่ยนสกุลเงินกลับมาเป็นเงินญี่ปุ่นผลกำไรดังกล่าวก็จะมากขึ้น
แต่กระนั้น รัฐบาลของอาบะกลับกำลังกดดันให้ภาคเอกชนเพิ่มอัตราค่าแรงในประเทศขึ้น เพื่อชดเชยกับนโยบายของรัฐบาลที่ประกาศขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มไปเมื่อเดือน เม.ย.ปีที่แล้ว จาก 5% ไปเป็น 8% ซึ่งเป็นการผลักภาระมาให้ภาคเอกชนจนทำให้เกิดความไม่พอใจพอสมควร
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่จีนปรับค่าเงินหยวนให้อ่อนลงหลายครั้งติดต่อกัน ก็ไม่แน่ครับว่าศักยภาพการแข่งขันของญี่ปุ่นนั้นจะยังแข็งแกร่งเหมือนเดิมหรือไม่อีกด้วยครับ







