
หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า น่าเสียดาย ‘โอกาสที่หายไป’
โดย...นพ.ปรีดา แต้อารักษ์
โดย...นพ.ปรีดา แต้อารักษ์
จาก สถานการณ์ความขัดแย้งในระบบสาธารณสุขที่เกิดขึ้นมายาวนาน และดูเหมือนยังไม่มีทีท่าว่าจะคลายตัวได้นั้น ประเด็นที่น่าสนใจสำหรับเรื่องนี้คือ ความขัดแย้งครั้งนี้อาจเรียกได้ว่าเป็น “ทวิภพ” ที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิงในทัศนะของคนสองกลุ่ม ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงทั้งความคิดและการกระทำ อันที่จริงความขัดแย้งนั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ
แต่สำหรับประเทศไทยของเรา กลับถูกคนบางกลุ่มตอกลิ่มให้ “ร้าวลึก” อย่าง “จงใจ” จนน่าหวั่นใจว่ากว่าจะสามารถสมานรอยร้าวได้ อาจต้องใช้เวลายาวนานไปอีกหลายปี และทำให้คนไทยเสียโอกาสในการรับบริการที่ดีมีคุณภาพจากความร่วมมือในการทำงานของทั้งสองหน่วยงานไปอย่างน่าเสียดาย
น่าเสียดายขณะที่นานาชาติเห็นความสำเร็จจนองค์การสหประชาชาติยกให้ไทยเป็นตัวอย่างในการพัฒนาให้กับนานาประเทศ ยินดีกับคนไทยที่มีหลักประกันทางสุขภาพ แม้ประเทศจะไม่ได้ร่ำรวย แต่ก็ทำได้ดีกว่าหลายประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าประเทศไทย ช่องว่างของการเข้าถึงการบริการสุขภาพระหว่างคนจนกับคนรวยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่สหรัฐใช้งบประมาณต่อหัวประชาชนมากกว่าประเทศไทยกว่า 8,000 เหรียญสหรัฐ/ปี หรือมากกว่าไทยถึง 8 เท่า แต่มีคนอีกกว่า 30 ล้านคนที่เข้าไม่ถึงบริการสุขภาพขั้นพื้นฐาน มีความเหลื่อมล้ำและการฟ้องร้องทางการแพทย์มากมาย และความสำเร็จของไทยนี้เกิดขึ้นได้เพราะความร่วมมือของทุกภาคส่วน จากหน่วยบริการในระบบ ทั้งกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กองทัพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย องค์กรปกครองท้องถิ่น และหน่วยบริการเอกชน ตลอดจนภาคประชาชนที่ร่วมผลักดันกันมาตั้งแต่ต้น
น่าเสียดายที่รัฐบาลปัจจุบันไม่ได้ใช้จุดแข็งของระบบหลักประกันฯ เพื่อเปิดประตูให้ประเทศเข้าสู่เวทีสากล โดยใช้จุดแข็งที่ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการสร้างหลักประกันสุขภาพซึ่งทั่วโลกให้การยอมรับ เห็นได้จากนานาชาติเข้ามาศึกษาดูงานทั้งที่ สธ. และที่ สปสช.อย่างไม่ขาดสาย เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ผู้อำนวยการธนาคารโลก และผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก ประเทศไทยควรใช้จุดเด่นนี้ “เป็นลมหายใจที่มีค่ายิ่งต่อการยืนบนเวทีโลกอย่างสง่างาม” ขณะที่การยอมรับประเทศไทยจากนานาชาติในเรื่องอื่นๆ มีพื้นที่เหลือน้อยลงอย่างน่าใจหาย
น่าเสียดายที่วาทกรรมที่สร้างให้ “บัตรทอง” เป็น “ภาระของประเทศ” เป็น “ประชานิยม” ทั้งๆ ที่รัฐได้ใช้จ่ายในเรื่องอื่นๆ มากว่านี้มากมาย เช่น ปี 2558 งบประมาณเรื่องการศึกษาที่ครอบคลุมเฉพาะนักเรียน นักศึกษาก็มีมากกว่า 5 แสนล้านบาท เทียบกับงบเหมาจ่ายรายหัวบัตรทองที่ สปสช.ได้รับ และของ สธ.รวมกัน ซึ่งมีเพียง 2 แสนกว่าล้าน ก็มากกว่า 2 เท่า
เรื่องหลักประกันสุขภาพเป็น “ความจำเป็น” เป็นการลงทุนเพื่อความมั่นคงของประเทศ เป็นความสำคัญที่รัฐต้องลงทุน เพราะเป็นการสร้างคุณภาพชีวิต สร้างคุณภาพคน ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาชาติที่ได้ผลตอบแทนทางด้านเศรษฐกิจกลับคืนมามากกว่าที่ลงทุนไปหลายเท่าตัว ยังไม่รวมเรื่องอื่นๆ ที่รัฐบาลจ่ายไปโดยประเมินความคุ้มค่าได้ไม่ชัดเจน ซึ่งสมควรทบทวนและปรับประสิทธิภาพอย่างจริงจัง
น่าเสียดายกับโอกาสที่หายไป ตลอดระยะเวลา 13 ปี ที่ระบบหลักประกันฯ ได้ทำให้คนไทยมีหลักประกันความมั่นคงทางสุขภาพ ไม่ว่ายากดีมีจน ซึ่งเป็นผลงานของผู้เกี่ยวข้องทุกหน่วยงาน และนานาชาติก็ให้การยอมรับ คุณค่านี้มิใช่ว่าจะได้มาง่ายๆ เหมือนปลูกต้นไม้ต้องใช้เวลาหลายปี
น่าเสียดายที่หลายคนไม่ทราบความจริง หากทบทวนกันให้ดี มีหลายเรื่องที่ปรับเปลี่ยนไปตามเสียงสะท้อน จนบางครั้งก็ถูกบ่นว่า “เปลี่ยนเร็วไป” หลายเรื่องที่คิดว่าจะใช้ไปสักระยะหนึ่งก่อน ก็ถูกสะท้อนกลับอีกด้านว่า “ทำไม่ไม่ยอมเปลี่ยน” และสิ่งที่คนทั่วไปอาจไม่ทราบคือ กระบวนการตัดสินใจ มีคณะทำงานที่ประกอบด้วยทุกฝ่าย ทั้งผู้ซื้อบริการ ผู้ให้บริการ ผู้แทนวิชาชีพ ประชาชน กระบวนการตัดสินใจไม่สามารถทำได้เพียงลำพัง
กลายเป็นว่า หลายปีที่ผ่านมาทั้งผู้มีหน้าที่บริหารเงินกองทุน และผู้บริหารงานบริการ ต้องมาขัดแย้งกันอย่างหนัก แทนที่จะได้ใช้เวลาในการร่วมกันสร้างสรรค์งาน รวมทั้งต่อสู้เรียกร้องให้ได้มาซึ่งงบประมาณหรือร่วมกันสังเคราะห์ข้อเสนอให้มีแหล่งรายได้เข้าสู่กองทุนในช่องทางต่างๆ อย่างเพียงพอ และหากช่วยกันอย่างจริงจังและจริงใจ อะไรๆ ก็คงจะดีกว่านี้อย่างแน่นอน ว่าแต่ว่า นี่จะเป็นจริงได้ หรือเป็นเพียง “ความฝัน” ลมๆ แล้งๆ
น่าเสียดายที่สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นแต่กลับต้องสะดุด ตัวอย่างเช่น คณะกรรมการ คตร.มีความเห็นว่า การจ่ายเงินช่วยเหลือกรณีผู้ให้บริการได้รับความเสียหายจากการให้บริการสาธารณสุข ขัดต่อวัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทำให้ต้องหยุดการจ่ายเงินดังกล่าวแก่ผู้ให้บริการที่ได้รับความเสียหายไปก่อน ซึ่ง สปสช.พยายามบรรเทาความเดือดร้อนโดยเสนอให้บอร์ดเห็นชอบอนุมัติให้ใช้งบสนับสนุนกิจการภาครัฐที่ได้รับจากองค์การเภสัชกรรมจ่ายช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ให้บริการไปพลางก่อน
น่าเสียดายหรือไม่ หากความเสียหายของบุคลากรที่ตั้งใจบริการประชาชนจะไม่สามารถใช้เงินกองทุนเหมาจ่ายรายหัวได้ ทั้งที่เกี่ยวกับการบริการประชาชนจริงๆ
การช่วยเหลือนี้เป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้ให้บริการ โดยเป็นเงินช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุไม่พึงประสงค์ให้กับตัวผู้ได้รับความเสียหาย หรือมอบให้กับครอบครัว นอกจากเป็นการช่วยเหลือด้านการเงินโดยตรงแล้วยังสร้างขวัญและกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลผู้ป่วยให้ได้รับการคุ้มครอง นอกจากการมุ่งสร้างหลักประกันสุขภาพรองรับสิทธิของประชาชนแล้ว พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ยังให้ความสำคัญและคุ้มครองดูแลผู้ให้บริการด้วยเช่นกัน
กรณี “พยาบาลเดินทางไปกับรถพยาบาลเพื่อนำผู้ป่วยส่งต่อ แต่รถส่งต่อประสบอุบัติเหตุพยาบาลเสียชีวิต” “แพทย์ให้บริการผู้ติดเชื้อวัณโรคแล้วป่วยเป็นวัณโรค” “พยาบาลถูกผู้ป่วยจิตเวชทำร้าย” ไม่เกี่ยวกับการบริการตรงไหน งบที่ได้มาก็เพื่อบริการ สนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดบริการ การสร้างหลักประกันความมั่นใจ ความอบอุ่นใจ แก่บุคลากรให้มีกำลังใจในการให้บริการที่ดีมีคุณภาพแก่ประชาชน หากบอกว่าขัดต่อวัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ. ก็ต้องบอกว่า
น่าเสียดายกับ “โอกาสที่หายไป” จริงๆ







