
ดอลลาร์พุ่งติดจรวด มะกันเตรียมเจ็บหนัก
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
หนึ่งในผลกระทบในเชิงลบที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนหากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) วันที่ 16-17 ก.ย.นี้ คงหนีไม่พ้นสถานการณ์ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าอย่างรวดเร็วจนทำให้กระทบต่อสภาพเศรษฐกิจอย่างแน่นอน
การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งถือหมุดหมายหลักของการกลับมาใช้นโยบายการเงินอย่างเข้มงวดอีกครั้ง นับตั้งแต่ความจำเป็นในการอัดฉีดสภาพคล่องสู่สภาพเศรษฐกิจเพื่อเยียวยาผลกระทบจากวิกฤตการเงินโลกปี 2008-2009
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นการปรับทิศทางการไหลของกระแสทุนโลกครั้งใหญ่ จากเดิมที่กระแสทุนต่างไหลออกจากสหรัฐเพื่อไปหาผลตอบแทนที่สูงกว่าในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่แม้จะมีความเสี่ยงก็ตาม เนื่องจากการกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากจนนักลงทุนรู้สึกว่าไม่คุ้มค่าที่จะลงทุน
การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐให้อยู่ในทิศทางขาขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจโลกซบเซาที่ทำให้นักลงทุนเสาะหา “เซฟเฮเวน” จึงเท่ากับเป็นสร้างแรงดึงดูดทุนไหลกลับมาสู่สหรัฐอีกครั้ง
กรณีดังกล่าวทำให้เกิดแรงซื้อสกุลเงินเหรียญสหรัฐอย่างมหาศาล และทำให้ค่าเงินแข็งขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาค่าเงินแข็งขึ้นไปแล้ว 20% หากเทียบกับค่าเงินเยน และแข็งค่าขึ้น 17% เมื่อเทียบกับสกุลเงินยูโร จากการคาดการณ์ว่าค่าเงินเหรียญสหรัฐจะแข็งค่ามากขึ้น
ขณะที่ดัชนีติดตามความเคลื่อนไหวของสกุลเงินเหรียญสหรัฐเมื่อเทียบกับคู่ค้ารายใหญ่ 26 ราย พบว่าปรับเพิ่มขึ้นถึง 18% นับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2013
อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวไม่ได้เกิดจากสถานการณ์การเตรียมปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงปัจจัยจากการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่ใช่ว่าจะส่งผลดีต่อสภาพเศรษฐกิจและสภาพการเงินของสหรัฐสักเท่าไร เนื่องจากสภาพค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่ามากเกินไป
จริงอยู่ที่ว่าการแข็งค่าของสกุลเงินเหรียญสหรัฐทำให้สัดส่วนราคาสินค้านำเข้ามีราคาถูกลง โดยเฉพาะสินค้าที่จำเป็นต้องใช้เพื่อการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างน้ำมัน ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคในสหรัฐ แต่กระนั้น ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ต้องยอมรับว่ายังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ แม้การจ้างงานในระบบเศรษฐกิจจะเพิ่มขึ้น แต่ค่าจ้างกลับไม่เพิ่ม ทำให้ไม่เกิดการใช้จ่ายของผู้บริโภค
ในทางกลับกัน สภาพสกุลเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าจะส่งผลให้ศักยภาพการแข่งขันของสินค้าส่งออก “เมด อิน ยูเอสเอ” ด้อยลง เนื่องจากราคาสินค้าดูแพงขึ้นในสายตาของผู้ซื้อในต่างประเทศ
แน่นอนว่า สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐซึ่งพึ่งพาการเติบโตทางเศรษฐกิจจากการบริโภคภายในถึง 70% การส่งออกที่ซบเซาย่อมไม่ส่งผลกระทบเท่าไรในยามปกติ อย่างไรก็ดี ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวเช่นนี้ การที่เครื่องยนต์ส่งออกไม่สามารถขับเคลื่อนได้ก็ทำให้ความพยายามในการฟื้นฟูเศรษฐกิจเป็นไปอย่างเชื่องช้าเช่นกัน
นอกจากนี้ สภาพค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่ายังส่งผลต่อสภาพขาดดุลการค้าของสหรัฐอย่างมาก ซึ่งจะกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินในที่สุด
กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นแล้วในช่วงทศวรรษที่ 1980 ซึ่งเมืองลุงแซมต้องเผชิญกับสภาพค่าเงินเหรียญสหรัฐที่ทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทำให้เกิดสภาพการดุลคู่ ทั้งดุลการค้าและการบริการ จนในที่สุดทำให้สกุลเงินเหรียญสหรัฐไหลออกจากสหรัฐมากขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายสหรัฐต้องบีบให้เกิดข้อตกลงพลาซ่าปี 1985 (พลาซ่า แอคคอร์ด) เพื่อหาทางอ่อนค่าเงินเหรียญสหรัฐ
ส่งผลให้คู่ค้ารายใหญ่ของสหรัฐอย่างญี่ปุ่นต้องยอมปล่อยให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นจากเดิมที่ราว 250 เยน/เหรียญสหรัฐ เป็น 150 เยน/เหรียญสหรัฐ หรือเท่ากับมูลค่าเงินเยนพุ่งขึ้นถึง 70% ภายในเวลาเพียง 10 เดือนเท่านั้น
ธุรกิจในญี่ปุ่นต้องปรับตัวครั้งใหญ่ด้วยการย้ายฐานการผลิตออกมานอกประเทศ โดยจุดหมายหลักอยู่ที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ทำให้อาเซียนกลายเป็นฐานการลงทุนที่สำคัญของญี่ปุ่นจนถึงทุกวันนี้
ด้าน มาโคโตะ อูซึมิ อดีตอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำสหรัฐ ซึ่งดำรงตำแหน่งในช่วงที่มีการทำพลาซ่า แอคคอร์ด แสดงความเห็นว่า การที่เฟดใกล้จะปรับขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ผู้ส่งออกของสหรัฐต้องเตรียมรับมือให้ดี
ขณะที่ โทโมมิสุ โอบะ ซึ่งเป็นหัวหน้าการเจรจาพลาซ่า แอคคอร์ด ของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า หากค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น ก็เป็นเรื่องยากที่จะใช้กลไกแบบพลาซ่า แอคคอร์ด เพื่อแทรกแซงค่าเงินในปัจจุบัน เนื่องจากในปัจจุบันกลุ่มที่ตกลงทำพลาซ่า แอคคอร์ดไม่ใช่กลุ่มที่กุมบังเหียนเศรษฐกิจโลกอีกต่อไป
นอกจากนี้ สภาพเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่ายังจะทำให้สัดส่วนกำไรของบรรษัทข้ามชาติสัญชาติสหรัฐซึ่งออกไปลงทุนในต่างแดนปรับตัวลดลงอย่างมากอีกด้วย เนื่องจากรายได้ส่วนใหญ่ซึ่งอยู่ในรูปแบบสกุลท้องถิ่นเมื่อแลกเป็นสกุลเงินเหรียญสหรัฐได้น้อยลง
ทั้งนี้ บลูมเบิร์กรายงานว่า สัดส่วนกำไรของภาคเอกชนในสหรัฐปรับลดลงถึง 1.4% เมื่อไตรมาสสุดท้ายของปี 2014 และถลำลึกลงถึง 5.2% ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ นำโดยไมโครซอฟท์ แอปเปิ้ล อิงค์ กูเกิล อิงค์ ซึ่งมีสัดส่วนกำไรลดลงอย่างมากนับตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา จากสภาพค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่า เนื่องจากธุรกิจเหล่านี้ส่วนใหญ่มีสัดส่วนรายได้กว่า 45% อยู่ในต่างประเทศ
ด้านเฟดเองก็เคยแสดงความกังวลต่อสภาพสกุลเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าอย่างรวดเร็วต่อการส่งออกและกำไรของภาคเอกชนเช่นกัน
แน่นอนว่าสภาพค่าเงินเหรียญสหรัฐไม่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจสหรัฐอย่างแน่นอน สหรัฐต้องเตรียมเจ็บตัวอย่างหนักหากตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ยจริงๆ จึงน่าจับตามองอย่างมากว่า เฟดจะกล้าเสี่ยงที่จะประกาศปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้หรือไม่ หรือสภาพค่าเงินแข็งค่าจะกลับมามีอิทธิพลเหนือที่ประชุมเฟดอีกครั้ง







