posttoday
ใต้เข้มแข็งไทยยั่งยืน

ใต้เข้มแข็งไทยยั่งยืน

14 กรกฎาคม 2553

....วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ

เมื่อวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสติดตามการดำเนินงานแผนพัฒนาพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนใต้ ที่ประกอบไปด้วย ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สตูล และสงขลา โดยจะว่าไปแล้วงานพัฒนาพื้นที่พิเศษฯ ดังกล่าวเป็นงานที่รัฐบาลทุ่มเทภาษีอากรไปจำนวนมาก โดยเฉพาะในปี 2553 ที่รัฐทุ่มงบลงไปกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท ที่ครอบคลุม 346 โครงการ มุ่งเน้นเป้าหมาย 696 หมู่บ้านในระยะแรก เพราะภายใน 3 ปีนี้รัฐบาลก็จะกระจายการพัฒนาไปหมู่บ้านอื่นๆ ด้วย ซึ่งผู้เขียนมีข้อสังเกตดังนี้

1.การแก้ปัญหาความไม่สงบชายแดนภาคใต้ที่ผ่านมาได้ใช้เวลาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ และใช้กำลังพลและทรัพยากรทุ่มเทลงไปจำนวนมาก โดยยังไม่มีการยอมรับอย่างชัดแจ้งว่า “ใต้เข้มแข็งไทยยั่งยืน” ได้เกิดขึ้นแล้ว เพราะที่ผ่านมาคนไทยมักคุ้นเคยรับรู้แค่ปัญหาเรื่องการใช้ความรุนแรงของฝ่ายตรงข้ามว่าจะนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดน แต่จะไม่คุ้นเคยมิติเรื่องการพัฒนาที่ขณะนี้รัฐบาลได้ทุ่มเทสรรพกำลังและทรัพยากรจำนวนมาก เพื่อมุ่งเน้นเรื่องการพัฒนารายได้ สร้างงาน สร้างอาชีพ เพื่อเอาชนะความยากจน

โดยจากการที่ผู้เขียนได้มีโอกาสลงพื้นที่บ่อยครั้ง สามารถตกผลึกได้ว่า ประชาชนในพื้นที่ต้องการเอาชนะความยากจนมากกว่าที่จะมาแบ่งแยกดินแดนแล้ว

2.การพัฒนาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ได้ใช้กลไกสำคัญ คือ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพื่อทำงานการบูรณาการร่วมกันในหลายหน่วยงานที่ทำงานในพื้นที่ โดยเน้นเรื่องการพัฒนาที่เป็นมิติใหม่มากๆ ซึ่งเป็นตามสโลแกนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ประกาศว่า “ประชาชนต้องมาก่อน” โดยการใช้กระบวนการ “ประชาคม” ที่ให้ชาวบ้านเสนอความเห็น เพื่อคิดริเริ่มการพัฒนาด้วยตนเอง โดยให้ชาวบ้านเป็นแกนกลางในการสะท้อนข้อเท็จจริงว่าความยากจนที่เขาจะเอาชนะนั้นเขาควรได้รับสิ่งใดหรือมีข้อเรียกร้องใดที่จำเป็นในการยกระดับรายได้เข้าบ้าน โดยการทำประชาคมได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อาจจะกล่าวได้ว่า ในขณะที่คนกรุงเทพฯ กำลังสนใจเรื่องความไม่สงบทางการเมืองอยู่นั้น แต่คนในภาคใต้ได้สนใจเรื่องการเอาชนะความยากจน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าท้าทายและเหมือนจะขัดแย้งกันเองว่า ในขณะที่เรามีปัญหาบ้านเมืองอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่คนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นพื้นที่ไม่สงบนั้น พวกเขาได้มองข้ามปัญหาแบ่งแยกเรื่องความแตกต่างไปแล้ว

ทุกฝ่ายทั้ง ทหาร ตำรวจ ที่ได้หันหน้าเข้าหาประชาชน เพื่อทำการสำรวจความต้องการที่แท้จริงร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ว่าใครคือผู้ยากจนที่สมควรได้รับการดูแลเพื่อแก้ปัญหาความไม่เสมอและความเหลื่อมล้ำที่กำลังเป็นวาทกรรมอยู่ในตอนนี้ ในพื้นที่ชายแดนใต้ได้แก้ไขปัญหานี้กันแล้ว โดยมีชาวบ้านเข้ามาอยู่ในโครงการนี้มากกว่า 3 หมื่นครัวเรือน

โดยขณะนี้ชาวบ้านได้สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพวกเขาแล้ว อาทิ การเลี้ยงไก่ เป็ด แพะ การปลูกปาล์ม ยางพารา ทำนาร้าง รวมทั้งการสร้าง ซ่อมแซม ต่อเติม ที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้เป็นมิติการพัฒนาที่น่าสนใจ เพราะเป็นความต้องการของชาวบ้านในพื้นที่อย่างแท้จริง โดยกระบวนการประชาคมที่เกิดขึ้นมี 4 เสาหลักที่ช่วยกันตรวจสอบถ่วงดุล ประกอบด้วย ผู้นำศาสนา 1 คน ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 1 คน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน 1 คน และปราชญ์ชาวบ้าน 1 คน ซึ่งเป็นการใช้ครั้งแรกในพื้นที่ นอกจากนี้ในส่วนภาคราชการยังทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง” ที่เข้าไปดูแลและให้คำแนะนำประชาชนในพื้นที่ที่อาจจะติดขัดปัญหาเรื่องอ่านภาษาไทยไม่ได้ เพื่อให้การปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ต่างๆ เป็นไปอย่างถูกต้อง โดยที่ไม่ต้องลองผิดลองถูกกันเอง

3.หลังจากที่ประชาชนได้ปัจจัยการผลิตทั้งแพะ เป็ด ไก่ ปลา นับแสนตัวที่ถึงมือชาวบ้านแล้วในขณะนี้ ถือเป็นความท้าทายต่อนักคิดการพัฒนาต่อไปว่า ชาวบ้านจะประคับประคองการพัฒนาตนเองด้วยการเลี้ยงสัตว์ ปลูกพืช ไปสู่การมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ จึงเป็นความท้าทายของส่วนราชการต่างๆ ที่ต้องประคับประคองประชาชนกลุ่มนี้ให้มีวินัยที่จะรักษาทรัพยากรและปัจจัยการผลิตตรงนี้เพื่อนำไปสู่การตลาดที่ยั่งยืน เช่น เลี้ยงไก่แล้วสามารถนำไปขายได้เงิน หรือสามารถนำมาเป็นอาหารให้ตนเองมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง ตรงนี้ต้องให้กำลังใจชาวบ้านในพื้นที่ที่จะเริ่มมีอาชีพเป็นของตัวเอง เพราะเดิมที่เขาไม่คิดว่าจะได้จากรัฐ เราอาจจะถอดบทเรียนตรงนี้ได้ว่าประชาชนอยากหลุดพ้นความยากจน แต่การหลุดพ้นอย่างเป็นระบบด้วยการทำงานสุจริตเพื่อให้มีรายได้อย่างแท้จริง

4.รัฐบาลได้มีวางแผนเรื่องการพัฒนาอย่างเป็นระบบโดยตั้งเป้าหมายมากกว่า 696 หมู่บ้านที่ทำอยู่ตอนนี้ เพราะขณะนี้ได้มีการทำประชาคมรับข้อเท็จจริงจากประชาชนอีก 2,000 กว่าหมู่บ้านที่เหลือในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ดังนั้นอยากจะบอกว่าวันนี้พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ไม่ได้ล้าหลังเลย

ทั้งหมดนี้เป็น “โมเดลการพัฒนา” ที่น่าสนใจ ว่าการที่รัฐ “ให้” แบบ “ประชานิยม” ที่กำลังมีการวิพากษ์วิจารณ์กันตอนนี้ไม่ใช่การให้แบบ “ให้เปล่า” อีกต่อไปแล้ว แต่เป็นการ “ให้อย่างเป็นระบบ” และมีความรับผิดชอบร่วมกัน เพราะผ่านประชาคมที่มีความศักดิ์สิทธิ์ โดยให้เห็นว่าเป็นเรื่องของพระผู้เป็นเจ้าที่กำหนดมาให้และกำลังสนับสนุนให้ประชาชนหลุดพ้นจากความยากจน เป็นการพัฒนาที่ผสมผสานวิถีชีวิตทางด้านศาสนาอิสลามเข้ามาใส่ด้วย นั่นคือ หลักสันติภาพและสันติสุขนั่นเอง

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน