
ทางออกผู้ลี้ภัยเร่งสร้างงานพยุงชาติ
ปัญหาการอพยพหรือลี้ภัยในต่างประเทศ กระทั่งในประเทศไทยที่ต้องเผชิญจากปัญหาชาวโรฮีนจา
โดย...เอกชัย จั่นทอง
ปัญหาการอพยพหรือลี้ภัยในต่างประเทศ กระทั่งในประเทศไทยที่ต้องเผชิญจากปัญหาชาวโรฮีนจา จนนำไปสู่การขยายผลของขบวนการค้ามนุษย์ ทำให้คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสำนักสื่อสาธารณะ ไทยพีบีเอส จัดสัมมนาหัวข้อ “การเมืองแห่งความอาทร วิกฤตผู้ลี้ภัยในเอเชียและยุโรป” โดยมีการแสดงทัศนะต่อปัญหาการลี้ภัยอย่างน่าสนใจ
นฤมล ทับจุมพล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศไทยไม่มีสัญญารับรองผู้ลี้ภัยจากต่างประเทศ แต่ในทางกฎหมายประเทศไทยก็ไม่มีศักยภาพที่จะรับผู้อพยพได้ เห็นได้จากกรณีชาวโรฮีนจาที่ลอยลำเรืออยู่กลางทะเล
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาประเทศไทยไม่ใช้คำว่า “ค่ายผู้ลี้ภัย” แต่ใช้คำว่า “พื้นที่พักพิงชั่วคราวของผู้หนีภัยจากการสู้รบ” มากว่า 27 ปี และไม่ใช้คำว่า “ผู้ลี้ภัย” แต่ใช้คำว่า “ผู้หนีภัยจากการสู้รบ” ซึ่งแปลว่าคนเหล่านี้หากอยู่นอกเขตพื้นที่ที่ระบุไว้ก็จะกลายเป็นผู้หลบหนีเข้าเมือง มีสิทธิถูกจับกุมและส่งตัวกลับประเทศในที่สุด
นฤมล กล่าวอีกว่า การเมืองแบบความอาทรของไทยในการให้อยู่อาศัยแบบชั่วคราวในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมาเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ในอดีตหากมีการสู้รบเสร็จสิ้นก็จะส่งตัวผู้อพยพกลับประเทศต้นทางทันที เหตุที่รัฐบาลไทยเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ส่วนหนึ่งอาจมาจากเรื่องเศรษฐกิจ
สำหรับประเทศไทยมีพื้นที่พักพิงฯ 9 แห่ง ตามแนวจุดชายแดน แต่สิ่งที่เราเห็นในรอบ 5-10 ปี ที่ผ่านมา คนที่เกิดในพื้นที่พักพิงฯ เหล่านั้นไม่เคยมีชีวิต หรือเห็นหน้าตาประเทศที่พวกเขาหนีภัยสงคราม เป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะให้อะไรคนเหล่านี้“ล่าสุดมีการถกเถียงกันหรืออาจจะเอาเขาเป็นแรงงานข้ามชาติ อย่างไรก็ตาม ท่าทีของไทยพยายามสนับสนุนให้ส่งตัวผู้ลี้ภัยกลับประเทศ โดยมีโครงการต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนเป็นโจทย์ที่ยังไม่ได้มีการพูดอย่างเป็นทางการคือ พื้นที่เขตเศรษฐกิจจะเป็นที่รองรับการแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัยหรือไม่ เพราะการแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัยไม่สามารถจะส่งกลับได้ ถ้าหากว่าไม่เป็นการกลับโดยสมัครใจ”
โรยทราย วงศ์สุบรรณ อดีตเจ้าหน้าที่ International Rescue Committee (IRC) อธิบายว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีคนข้ามชาติอยู่กว่า 3.3 ล้านคน ขณะเดียวกันการอพยพมาของผู้ลี้ภัยนั้นไม่ได้มาจากปัญหาสงครามและพวกที่มาก็มีความรู้ความสามารถสามารถทำงานได้ ทำไมประเทศไทยไม่นำคนเหล่านั้นมาฝึกอาชีพ หรือทำงานเพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศ เพราะเคยมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ระบุว่า ผู้ลี้ภัยสามารถสร้างรายได้ที่ดีในระดับหนึ่ง และเราต้องแยกสถานะผู้ลี้ภัยให้ชัดเจน ซึ่งในหลายประเทศก็ยินยอมให้ผู้ลี้ภัยสามารถทำงานได้
นอกจากนี้ สภาพความเป็นอยู่ของผู้ลี้ภัยในบางพื้นที่มีการดูแลไม่ทั่วถึง มีการแบ่งแยกกลุ่มชัดเจน เด็ก สตรี ครอบครัว เพื่อเป็นกติกาในการอยู่ร่วมกันของพื้นที่พักพิงฯ แต่ละแห่ง
“ยังมีห้องกักขังคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย อย่างในประเทศไทยมีห้องกักขังของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือ ตม. ซึ่งแย่กว่าคุก เป็นที่รับรู้ว่าใช้สำหรับกักขังคนเป็นเวลานานบางคน 20 ปี แม้จะไม่ต้องโทษคดีอาญา แต่เชิงสุขภาพใครจะทนอยู่ในห้องกักขังได้ หลักการห้องกักขังของ ตม.ไทยนั้นคือการกักขังเพียงชั่วคราวก่อนจะผลักดันกลับประเทศ นโยบายไทยขาดความทันสมัยใน อย่าง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522” โรยทราย ระบุ
โรยทราย ยังเป็นห่วงว่าประเทศไทยต้องรับมือกับผู้ลี้ภัยเช่นนี้ต่อไปอีก อย่างชนกลุ่มน้อยตามแนวชายแดนไทยก็ยังเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย ในลักษณะแรงงานข้ามชาติ อีกกลุ่มที่เห็นปัญหาคือกลุ่มชาวโรฮีนจาที่เข้ามาอย่างผิดกฎหมาย มีขบวนการค้ามนุษย์ขึ้น กลายเป็นอุตสาหกรรมขนคน มีนายหน้าถืออาวุธควบคุมดูแล
“ประเทศไทยไม่ได้มองเรื่องการจัดการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ และไม่สามารถตอบคำถามได้เลยว่าจะดำเนินการอย่างไร เพียงแค่ผลักดันคนเหล่านั้นออกไปก็จบ แต่เมื่อพรมแดนมันเปลี่ยน การเดินทาง
ยิ่งสะดวกและง่ายกว่า เราก็ต้องหาวิธีแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง”
โรยทราย กล่าวว่า ในประเทศตุรกี เลบานอน จอร์แดน หากผู้อพยพเดินทางเข้าไปจะไม่มีการสอบถามถึงเหตุผลต่างๆ ที่เดินทางเข้ามา แต่จะเป็นการช่วยเหลือดูแลบุคคลเหล่านั้นทั้งหมด หรือคุ้มครองแบบชั่วคราว ก่อนจะมาสอบถามและทำประวัติผู้ลี้ภัยในภายหลัง
ขณะที่ในแถบยุโรปจะใช้กระบวนการทางศาลเป็นผู้สอบถาม สัมภาษณ์เพื่อพิจารณาสถานะของผู้ลี้ภัยนั้นๆ ว่าจะให้สถานะผู้อาศัยชั่วคราวในประเทศได้หรือไม่ ทั้งนี้ ประเทศไทยค่ายผู้ลี้ภัยมากสุดอยู่ที่ประมาณ 5 หมื่นคน ส่วนในต่างประเทศจะมีผู้ลี้ภัยอยู่ประมาท 5 แสนคน มีเขตเศรษฐกิจพิเศษมีการปกครองแบบเฉพาะ
จันจิรา สมบัติพูนศิริ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า วิกฤตผู้ลี้ภัยเป็นผลพวงมาจากสงคราม โดยมีสงครามอัตลักษณ์ที่เป็นตัวประกอบ ดังนั้น หากพื้นที่ในประเทศที่เราอาศัยอยู่มีสงครามกลางเมืองขึ้นตลอดเวลาเรายังเลือกที่จะอาศัยอยู่ในพื้นที่เหล่านั้นหรือไม่ และเป็นไปได้หรือไม่ที่บุคคลเหล่านี้จะไม่ถูกกระทำจากกลุ่มอาชญากรข้ามชาติหรือผู้ค้ามนุษย์ หากบุคคลเหล่านี้สามารถไปอยู่ในประเทศที่ปลอดภัยและยอมรับบุคคลเหล่านี้ได้ เชื่อว่าจะสามารถช่วยให้ปลอดภัยมากขึ้น







