
นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้องไม่สร้างปัญหาใหม่
โดย...สุวิทย์ คุณกิตติ
โดย...สุวิทย์ คุณกิตติ
นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ประกาศออกมาอย่างรวดเร็วและมีการจัดมหกรรมเพื่อประชาสัมพันธ์อย่างยิ่งใหญ่ เป็นการกระตุ้นทางการตลาดครั้งสำคัญหลังจากเงียบเหงามานาน น่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้บ้าง โดยเฉพาะการเร่งรัดผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการในทันที
นโยบายที่ประกาศออกมาน่าจะมาถูกทางแล้ว แต่จะช้าไปหรือไม่ ทำได้หรือเปล่า อยู่ที่หน่วยงานและวิธีการจะทำให้นโยบายเป็นรูปธรรม เพื่อแก้ปัญหาแบบยั่งยืนและไม่สร้างปัญหาให้แย่ไปกว่านี้ ซึ่งต้องมีการพิจารณาให้รอบคอบแทนที่จะเร่งรัดจนอาจทำให้เกิดความเสียหาย
การจะแก้ปัญหาหากไม่เข้าใจหรือไม่ใส่ใจในรายละเอียด ว่า ต้นเหตุของปัญหาคืออะไร ระบบและกลไกที่มีอยู่เป็นอย่างไร ก็คงไม่สามารถที่จะขับเคลื่อนและนำนโยบายไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
เพราะระบบราชการเป็นระบบที่สลับซับซ้อน มีขั้นตอนระเบียบและกฎหมายที่ข้าราชการต้องยึดถือและปฏิบัติ การดำเนินการจึงไม่รวดเร็วเหมือนอย่างภาคธุรกิจเอกชน
การแก้ไขระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างใหม่ที่ออกมาเพื่อป้องกันแก้ไขปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบแล้วกลับไปใช้ระเบียบแบบเดิม เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างรวดเร็วขึ้นเป็นตัวอย่างของการแก้ปัญหาเพื่อสร้างปัญหา เพราะวิธีการแก้ปัญหาแบบรวดเร็วเร่งรัดโดยไม่รู้ว่าต้นเหตุของปัญหาคืออะไร
การแก้ปัญหาของรัฐบาลที่ผ่านมาเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่เคยมองแบบองค์รวม (Holistic Approach) ทำให้การแก้ปัญหาเรื่องหนึ่งจึงไปกระทบอีกหลายเรื่อง จนกลายเป็นการแก้ปัญหาที่คนโบราณเรียกว่า “ลิงแก้แห”
การแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืนจะต้องรู้ต้นเหตุที่แท้จริงของปัญหาแล้วแก้ปัญหาที่ต้นเหตุและทำให้ครบวงจร
ไม่มีรัฐบาลไหนทำได้เพราะไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหมือนอย่างรัฐบาลนี้และรัฐบาลไม่มีพรรคร่วมรัฐบาลให้ลำบากใจ ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องหาเสียงสร้างความนิยม หากไม่ต้องการสืบทอดอำนาจรัฐบาลนี้มีกฎหมายแบบเบ็ดเสร็จที่สามารถใช้อำนาจได้ทั้ง 3 สถาบัน คือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ
ที่สำคัญที่สุด การที่นายกรัฐมนตรีมอบอำนาจการกำกับดูแลกระทรวง ทบวง กรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจทั้งหมดให้รองนายกรัฐมนตรีสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นครั้งแรกที่มีการมอบอำนาจเต็มอย่างนี้ เพราะไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีคนไหนทำอย่างนี้มาก่อน
“กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา” การทำงานและผลงานทั้งหมดของรัฐบาลนี้จะเป็นคำตอบสุดท้ายว่าปฏิวัติรัฐประหารเพื่ออะไร
หากไม่แก้ปัญหาให้เสร็จสิ้นอย่างยั่งยืนก็น่าเสียดาย
เพราะขณะนี้คนไทยให้โอกาสรัฐบาลทำงานอย่างเต็มที่ไม่มีใครที่จะกล้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งเป็นทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งของรัฐบาล รัฐบาลต้องเปิดใจรับฟังเสียงนกเสียงกา เสียงจิ้งจกทักบ้าง
สิ่งที่รัฐบาลทำมาทั้งหมดเมื่อรัฐบาลนี้พ้นจากอำนาจไปแล้วหากเจตนาดีและทำดี จะมีแต่ผู้คนชื่นชมสรรเสริญ
ความรวดเร็วเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าเร่งรีบรวบรัดจนเกินพอดีอาจทำให้มีปัญหาในระยะยาวได้ เพราะการทำอะไรที่ไม่รอบคอบจะทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี
ในฐานะที่เป็นเจ้าของนโยบาย วางระบบ กลไก และดำเนินการโครงการกองทุนหมู่บ้านมาตั้งแต่ต้น ได้ติดตามมาตลอดเกือบ 15 ปี ต้องขอเตือนและทักท้วงด้วยความเป็นห่วงว่า หากรัฐบาลจะปล่อยเงินลงไปที่รากหญ้าผ่านกองทุนหมู่บ้าน
ควรต้องเข้าใจกลไก หลักการ ปรัชญาและอุดมการณ์ ที่กรรมการกองทุนหมู่บ้านทั่วประเทศ 1.1 ล้านคน และสมาชิกรวมทั้งหมดเกือบ 14 ล้านคน ร่วมกันวางระบบ กลไกมาตั้งแต่แรก คือ
1.กระจายอำนาจลงไปถึงตัวชาวบ้าน ให้ชาวบ้านร่วมกันเรียนรู้ ร่วมกันตัดสินใจ คิดเองทำเอง ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมกันรับผิดชอบ ร่วมกันรับผลประโยชน์
2.กระจายเงินลงไปทุกหมู่บ้านและชุมชนเมือง โดยไม่ผ่านระบบราชการเพื่อให้เงินลงไปถึงชาวบ้านเร็วที่สุด ซึ่งการเพิ่มอัตราความเร็วของเงินที่อัดฉีดลงไปในระบบเศรษฐกิจจะทำให้การหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจหมุนได้มากรอบยิ่งขึ้นกว่าการใช้งบประมาณตามปกติที่ต้องใช้เวลานาน กระจุกและไม่กระจาย
การจัดสรรเงินใช้วิธีโอนเงินจากบัญชีกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติไปเข้าบัญชีของกองทุนแต่ละหมู่บ้านโดยตรง เงินจึงกระจายออกไปทั่วประเทศทุกหมู่บ้านและชุมชน เกือบ 8 หมื่นหมู่บ้าน ถึงชาวบ้านที่ได้รับประโยชน์เกือบ 14 ล้านคนทันที ทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจรวดเร็วขึ้นในการโอนเงินล้านแรก ช่วงที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากวิกฤตต้มยำกุ้ง
3.เป็นเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ลดรายจ่าย โดยรัฐบาลไม่เอาคืนแต่เงินที่รัฐบาลจัดสรรให้ยังเป็นเงินของรัฐอยู่ นอกจากนี้ยังมีเงินออมและเงินฝากที่เป็นของสมาชิกและชาวบ้าน รวมทั้งเงินกู้ต่อยอดที่ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และธนาคารกรุงไทยเห็นว่ากองทุนนั้นผ่านการประเมินและมีความสามารถในการใช้หนี้คืนได้
4.การกำหนดกฎกติกามารยาทก็ให้ชาวบ้านได้ร่วมกันคิดร่วมกันทำ ร่วมตัดสินใจ ภายใต้กรอบกติกาใหญ่ คือระเบียบกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ที่คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติกำหนดระเบียบที่ออกมาเป็นเพียงกรอบที่ไม่มีรายละเอียด ชาวบ้านจะไปกำหนดกฎกติกาการบริหารจัดการกันเองเป็นระเบียบของแต่ละกองทุนที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน โดยผ่านการทำประชาคมและลงมติของสมาชิกในหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ ระยะเวลาการกู้ วงเงิน ดอกเบี้ย การค้ำประกัน
ดังนั้น เวลาสมาชิกมีปัญหาเขาจะช่วยดูแลกันเองไม่ว่าจะพักชำระหนี้หรือปรับโครงสร้างหนี้เพื่อให้สมาชิกสามารถชำระหนี้คืนได้
5.เป็นองค์กรสวัสดิการหมู่บ้านและชุมชน มีการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากกองทุน ที่นำไปเป็นสวัสดิการสำหรับเด็ก คนชรา และคนพิการ ก่อสร้างซ่อมแซมสาธารณูปโภค สาธารณูปการ วัด ศาสนสถาน นำเงินส่วนหนึ่งกลับไปสมทบกับเงินที่รัฐบาลจัดให้เพื่อนำกลับมาให้สมาชิกได้กู้ยืมเพิ่มเติม แบ่งเป็นเงินปันผลให้กับสมาชิกและเงินประกันความเสี่ยง นอกจากนั้นยังมีการตั้งกลุ่มฌาปนกิจสงเคราะห์เพื่อเป็นสวัสดิการและหลักประกันหากสมาชิกเสียชีวิตครอบครัวจะได้มีเงินมาใช้หนี้ เป็นต้น
6.ห้ามไม่ให้ราชการเข้ามาเกี่ยวข้องในการตัดสินใจและการบริหารจัดการ เพื่อตัดตอนเรื่องการหักเปอร์เซ็นต์กินหัวคิวและไม่ให้เป็นเหมือนโครงการและกองทุนอื่นที่รัฐบาลกำหนดนโยบายและมอบให้หน่วยราชการไปดำเนินการตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วให้ชาวบ้านทำตามที่กำหนด สุดท้ายเวลาเกิดปัญหาและเสียหายก็ไม่มีคนรับผิดชอบ ชาวบ้านจะบอกว่าเป็นเพราะทำตามที่ราชการมาแนะนำและสั่งการให้ทำก็ให้ราชการและรัฐบาลรับผิดชอบกันเอง แต่สำหรับกองทุนหมู่บ้านสมาชิกทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบ
เหตุที่รัฐบาลจะต้องหาวิธีการที่จะอัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาปัญหาผลกระทบของชาวบ้านจากภัยแล้งที่เกิดจากการบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาดของรัฐบาลก่อน คงไม่มีระบบและกลไกอะไรที่จะเร็วไปกว่าการใช้กองทุนหมู่บ้านที่รัฐบาลสามารถจะอัดฉีดเงินตรงลงไปที่ฐานรากหรือรากหญ้าได้ในทันที
แต่วิธีการที่จะไปบังคับให้กรรมการกองทุนหมู่บ้านและสมาชิกกู้เงินไปใช้แบบรวดเร็วโดยไม่ดูให้ครบวงจรว่า “ยืมแล้วจะคืนได้หรือไม่”
รวมทั้งการที่คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) รีบประชุมเพื่อกำหนดระเบียบให้กองทุนหมู่บ้านสามารถปล่อยกู้ให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนได้ในวงเงินกลุ่มละ 1–3 แสนบาท เพราะผู้อำนวยการ กทบ.อยากเอาใจนายกรัฐมนตรีที่ได้พูดไว้ว่า อยากให้มีการปล่อยเงินกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลุ่มอาชีพด้วย
สมาชิกและกรรมการกองทุนในหมู่บ้านเขารู้มาตั้งนานแล้ว แต่ผู้อำนวยการ กทบ.และกรรมการบางคนไม่รู้ว่ากองทุนสามารถปล่อยให้กู้เป็นกลุ่มได้อยู่แล้วโดยให้สมาชิกในกลุ่มมากู้เป็นรายบุคคลแล้วนำไปรวมหุ้นกัน เพื่อให้รู้ว่าใครรับผิดชอบเท่าไร เวลากลุ่มมีปัญหาจะได้ไม่โยนกันไปมาจนหาคนรับผิดชอบไม่ได้เพราะไม่รู้ว่าใครรับผิดชอบเท่าไร
ถ้าจะทำกันแบบนั้นจริง จะทำให้เกิดปัญหาการชำระหนี้คืนและเป็นการทำลายระบบที่สมาชิกและกรรมการกองทุนหมู่บ้านได้ร่วมกันทำมา ไม่เพียงแต่จะสูญเงิน 6 หมื่นล้านบาท ที่จะใส่ลงไปเท่านั้นแต่จะทำให้เงินกองทุนหมู่บ้านทั้งหมด 2.29 แสนล้านบาท ที่หมุนเวียนในขณะนี้ต้องสูญเสียไปด้วย
ปล่อยให้ชาวบ้านเขาช่วยคิดช่วยทำช่วยกันบริหารจัดการและรับผิดชอบร่วมกันจะดีกว่าและเร็วกว่าที่จะเข้าไปแทรกแซงอย่างที่กำลังจะทำกัน
โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องทำให้ครบวงจร จึงจะประสบความสำเร็จที่แท้จริง







