
Fed จะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ ในการประชุมวันที่ 16–17 ก.ย.นี้
โดย...ดร.บันลือศักดิ์ ปุสสะรังษี
โดย...ดร.บันลือศักดิ์ ปุสสะรังษี
บทความนี้เป็นบทความฉบับแรกของผมที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ผมจึงเลือกเขียนเรื่องที่กำลังเป็นที่สนใจในปัจจุบัน คือ ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed (Federal Reserve System) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Federal Funds Rate) ในการประชุมวันที่ 16-17 ก.ย.นี้หรือไม่?
โดยปกติในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ธนาคารกลางสหรัฐจะพิจารณา 3 ปัจจัยเศรษฐกิจสำคัญประกอบกัน คือ อัตราการว่างงาน สภาวะเศรษฐกิจ และอัตราเงินเฟ้อ สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐในปัจจุบันนั้น ตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆ ส่วนใหญ่บ่งชี้ว่า เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง คือ อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาส 2-2558 สูงถึงร้อยละ 3.7 การใช้จ่ายในการบริโภคฟื้นตัวขึ้น ยอดขายรถยนต์เพิ่มขึ้นสูงเท่ากับก่อนวิกฤตปี 2551 (วิกฤต Subprime) ยอดขายบ้านมือสองและราคาบ้านเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงรวมไปถึงการก่อสร้างโดยรวมก็เพิ่มขึ้นสูงที่สุดตั้งแต่ปี 2551 ขณะเดียวกันอัตราการว่างงานก็ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 5.1 ในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ในระดับที่ Fed ประเมินว่าเหมาะสม (ระหว่างร้อยละ 5-5.2) อีกทั้งอัตราการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างก็เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 2.2 ซึ่งสูงกว่าที่เคยเพิ่มร้อยละ 2 ในช่วงที่ผ่านมา
นอกจากนี้ จากรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจของ Fed หรือที่เรียกว่าเบจบุ๊ก (Beige Book) ยังพบว่าตลาดแรงงานของสหรัฐอยู่ในสภาวะตึงตัวและมีแนวโน้มว่าค่าจ้างจะปรับตัวสูงขึ้นอีก การเพิ่มขึ้นของอัตราค่าจ้างจะทำให้รายได้และการบริโภคจะขยายตัวในอัตราที่สูงขึ้นในอนาคต ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะโตได้ต่อเนื่อง ทว่าก็ยังมีตัวแปรอีกหลายอย่างที่ชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐอาจจะฟื้นตัวยังไม่มั่นคง เช่น ยอดขายบ้านใหม่ที่ยังคงซบเซา ภาคอุตสาหกรรมยังขยายตัวช้า (จากเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นและการซบเซาของเศรษฐกิจคู่ค้า) รวมไปถึงอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับต่ำ
อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมมีสัญญาณที่ชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวแน่นอนและการว่างงานก็อยู่ในระดับต่ำ จึงมีการคาดการณ์ว่า Fed น่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16-17 ก.ย.นี้ โดยจากการสำรวจของหนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal (WSJ) เมื่อต้นเดือน ส.ค. พบว่า นักเศรษฐศาสตร์ร้อยละ 82 คาดว่า Fed จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ก.ย.นี้ ทว่าหลังจากนั้นไม่นานภาวะเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกเริ่มเห็นผลกระทบชัดเจนขึ้นจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการแตกของฟองสบู่หุ้นในจีน ซึ่งส่งผลอย่างรุนแรงต่อประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ที่เป็นกลุ่มที่พยุงเศรษฐกิจโลกเมื่อครั้งที่เศรษฐกิจของสหรัฐและยุโรปมีปัญหา จึงเริ่มเกิดคำถามว่าเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวอย่างเข้มแข็งเพียงพอที่จะสามารถรองรับความผันผวนต่อผลกระทบจากจีนได้หรือไม่? ทำให้มีการคาดการณ์ว่า Fed อาจจะเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยออกไปก่อนเพื่อประเมินสถานการณ์ใหม่ โดยการสำรวจล่าสุดของ WSJ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า สัดส่วนของนักเศรษฐศาสตร์ที่คาดว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ก.ย. ลดลงมาเหลือร้อยละ 46 จากเดิมที่ร้อยละ 82
ที่ผ่านมาการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน การลดค่าเงินหยวน และการแตกของฟองสบู่ตลาดหุ้นจีน มีผลต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินของ Emerging Markets ทั่วโลกอย่างมาก โดยเฉพาะประเทศที่ส่งออกโภคภัณฑ์เป็นหลัก ในภาวะเช่นนี้การขึ้นดอกเบี้ยของ Fed จะยิ่งซ้ำเติมให้สถานการณ์เศรษฐกิจของ Emerging Markets แย่ลงมากไปอีก ทั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลกต่างเสนอว่าFed ควรจะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยไว้ก่อน
นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของโลก เช่น Lawrence Summers รวมถึง Martin Wolf (นักวิจารณ์ด้านเศรษฐศาสตร์ประจำหนังสือพิมพ์ Financial Times ที่ได้รับการยอมรับอย่างมาก) ได้ให้ความเห็นว่า ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงและผันผวน และ Fed อาจประเมินความเสี่ยงจากจีนต่ำกว่าความเป็นจริง บวกกับสหรัฐยังมีอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำ Fed จึงยังไม่ควรปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายตอนนี้ และ Martin Wolf ยังบอกต่อด้วยว่าเศรษฐกิจสหรัฐเองก็ยังไม่อยู่ในสภาวะปกติหรือพร้อมที่จะเผชิญกับการขึ้นดอกเบี้ย
คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ FOMC ยังไม่แสดงทีท่าอย่างชัดเจนในเรื่องนี้ ในยามปกติการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินที่สำคัญ เช่น การขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย FOMC มักจะส่งสัญญาณที่ชัดเจนกับตลาดการเงินล่วงหน้า แต่ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณใดๆ ออกมา ในบันทึกการประชุมครั้งล่าสุดของ Fed ก็ไม่มีความชัดเจนของทิศทางของอัตราดอกเบี้ยนโยบายแต่อย่างใด โดยมีเพียงกรรมการ 3-4 คน (จากทั้งหมด 12 คน) ที่แสดงจุดยืนว่าจะปรับเพิ่มดอกเบี้ยในการประชุมที่จะถึงนี้ ส่วนคนอื่นที่เหลือซึ่งรวมถึงประธานและรองประธาน Fed ยังไม่แสดงท่าทีใดๆ ดังนั้นในการประชุมที่จะถึงนี้จึงคาดเดาได้ยากว่าผลการประชุมจะออกมาเป็นอย่างไร คล้ายกับการโยนเหรียญซึ่งโอกาสที่เหรียญจะออกหัวหรือก้อยมีเท่าๆ กัน เหมือนกับที่ Alan Blinder อดีตรองประธาน Fed ให้ความเห็นว่ามีความเป็นไปได้ร้อยละ 50 เท่าๆ กันที่ Fed จะขึ้นหรือไม่ขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมรอบนี้
ผมมีความเห็นว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้มีความสำคัญมากต่อเศรษฐกิจสหรัฐและโลก เพราะปัจจุบันเกิดความไม่แน่นอนใหม่ที่เป็นผลจากจีน จึงมีความเป็นได้สูงว่า Fed อาจจะรอดูสถานการณ์ให้ชัดเจนก่อนที่จะเปลี่ยนทิศทางของนโยบายการเงินครั้งใหญ่ อย่างไรก็ตามถ้าไม่เกิดเหตุการณ์ที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐอย่างรุนแรง ในที่สุด Fed ก็จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ดี ถ้าไม่ในปลายปีนี้ก็เป็นต้นปีหน้า ซึ่งจะเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 6 ปี
ดังนั้น คำถามว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ในเดือนนี้จึงไม่สำคัญ เพราะว่า Fed ต้องขึ้นดอกเบี้ยแน่ๆ เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น และเมื่อดอกเบี้ยของสหรัฐขยับตัวขึ้นก็จะดึงให้ประเทศอื่นๆ เริ่มปรับทิศทางนโยบายอัตราดอกเบี้ยของตนเองเช่นกัน ดังนั้น ถ้า Fed ยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยคราวนี้ ทุกท่านก็อย่าเพิ่งตายใจว่าอัตราดอกเบี้ยโลกจะอยู่ในระดับต่ำแบบนี่ี้้้ี้ไปอีกนาน แต่ต้องเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นแน่ๆ จากแนวโน้มดอกเบี้ยจะปรับทิศทางขึ้น เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งขึ้นและดัชนีตลาดหุ้นผันผวนทั่วโลก







