posttoday
การกำกับดูแลกิจการ อย่างมีธรรมาภิบาล (จบ)

การกำกับดูแลกิจการ อย่างมีธรรมาภิบาล (จบ)

14 กันยายน 2558

ความเดิมตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้ตอบโจทย์ไขข้อข้องใจของมุมมองบทเรียน “ธรรมาภิบาล” 3 ด้าน ที่จะใช้เป็นหลักในการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานขององค์กรทุกประเภททั้งที่เป็นภาครัฐ บริษัทเอกชน บริษัทจดทะเบียน องค์กรไม่แสวงหากำไร

ความเดิมตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้ตอบโจทย์ไขข้อข้องใจของมุมมองบทเรียน “ธรรมาภิบาล” 3 ด้าน ที่จะใช้เป็นหลักในการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานขององค์กรทุกประเภททั้งที่เป็นภาครัฐ บริษัทเอกชน บริษัทจดทะเบียน องค์กรไม่แสวงหากำไร

สัปดาห์นี้จะกล่าวถึงมุมมองด้านที่สอง คือ ความมีจริยธรรมในการดำรงชีวิต (Ehtic) โดยการที่มนุษย์เราไม่ว่าจะอยู่ในฐานะกรรมการ ผู้บริหาร หรือพนักงาน จะทำงานอะไรที่ขัดหรือแย้งกับหลักความสมเหตุสมผลและความถูกต้องเหมาะสมนั้น มีความเป็นไปได้ เพราะบุคคลแต่ละคนที่มีสภาพแวดล้อมและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของตนแตกต่างกันไปตามความรู้ ประสบการณ์ ลักษณะงานที่ชอบ เช่น งานยาก งานเสี่ยง งานสบาย งานท้าทาย ผลประโยชน์ทั้งที่เป็นตัวเงิน ลาภยศ ความปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน ความมั่นคงเจริญก้าวหน้าในอาชีพการงาน เป้าหมายความสำเร็จของชีวิต ทำให้การตัดสินใจอาจถูกการชักจูง ยั่วยุ ชี้นำ บังคับ ขู่เข็ญ ล่อลวงให้ต้องยอมทำในสิ่งที่วิญญูชนในสถานการณ์เดียวกันเห็นว่าไม่สมเหตุผล

การที่บุคคลคนหนึ่งจะมีแรงต้านกิเลสความอยากได้อยากดี ความกลัวภัยมืดคุกคาม ความไม่รู้นั้น ต้องฝึกตนให้เป็นผู้มี “จริยธรรมโดยแท้” ในเนื้อในของจิตใต้สำนึก คือ แยกแยะความผิดและถูก ความอยากได้กับความไม่สมควรออกจากกันได้ ต้องมีทั้ง “จรรยาบรรณในวิชาชีพ” ปฏิบัติตามธรรมเนียมที่ผู้ประกอบอาชีพหรือทำธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกันหรือเป็นผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิต เป็นผู้มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง เช่น ลูกค้า ลูกหนี้ เจ้าหนี้ ผู้ฝากเงิน ผู้กำกับดูแล (Regulator) ในตลาดเดียวกันถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ยอมรับว่าเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย (Market Practice) ก็จะช่วยให้การใช้วิจารณญาณเยี่ยงวิญญูชนในสถานการณ์เดียวกันพึงกระทำอย่างสมเหตุผลขึ้นและมี “คุณธรรม”

สำหรับด้านที่สาม คือ ความซื่อตรง (Integrity) มีหลักที่ครูบาอาจารย์ที่เป็นตุลาการได้เคยอบรมสั่งสอนไว้ว่า “ไม่ว่าฟ้าจะถล่มดินจะทลาย ความยุติธรรมต้องคงอยู่ได้” ซึ่งหลักนี้แม้จะมีสุภาษิตที่ว่าบุญคุณต้องทดแทน ความแค้นต้องชำระ ก็ไม่อาจอยู่เหนือความยุติธรรมได้ เพราะทำดี 10 ครั้ง ไม่เท่าทำผิดเพียงครั้งเดียว

ตัวอย่างเช่น คดีกรุงไทย แม้ว่าผู้ถูกลงโทษไม่ใช่นักการเมือง แต่มีนักการเมืองกดดันสั่งการและรับประโยชน์ ก็ถือว่าร่วมกันกระทำความผิดไปด้วย จึงต้องโทษไปตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ ไม่มีโอกาสโต้แย้งอุทธรณ์ เพราะนำหลักว่านักการเมืองเป็นผู้แทนประชาชนในการออกและใช้กฎหมายที่ได้รับความคาดหวังว่าจะไม่เป็นผู้ละเมิดกฎหมาย จึงกำหนดโทษสถานหนักไว้

กรณีคดีนี้ได้ผ่านการสอบสวนของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้วข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติที่ศาลพิจารณาความผิดได้ ฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และมีส่วนได้ส่วนเสีย ผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 152 และ 157 จึงเป็นบทเรียนอันสูงค่าของกรรมการรัฐวิสาหกิจ ผู้บริหาร พนักงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ว่า แม้กรรมการและหรือผู้บริหารระดับสูง เช่น กรรมการผู้จัดการ ผู้ว่าการ เลขาธิการ ผู้อำนวยการสำนักงานของรัฐวิสาหกิจ จะได้รับการแต่งตั้งเข้ามาจากการเมือง เป็นผู้แต่งตั้งหรือได้รับมติการแต่งตั้งจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นใหญ่ที่มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ลงมติ หากกรรมการไปยึดหลักบุญคุณต้องทดแทน จะทำให้การตัดสินใจขาดความเป็นอิสระ ไม่สามารถให้เหตุผลตามหลักจริยธรรม และทำหน้าที่ Fiduciary Duty ไม่ครบถ้วนได้ จนทำให้ไม่มีโอกาสชำระความแค้นที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือของนักการเมืองที่ทุจริต เพราะต้องติดคุกยาวนาน

หลักธรรมาภิบาลที่จะช่วยให้กรรมการ ผู้บริหาร พนักงานรัฐวิสาหกิจรอดพ้นคุกตะราง อีกเรื่องที่สำคัญจะต้องมีหลักยืนให้ยึดมั่นไว้ไม่สั่นคลอนไหวติง ไม่เป็นหลักปักเลนด้วย คือ หลักความซื่อตรง คือซื่อตรงกับตนเอง สติบอกความสมเหตุผล ใจมีจริยธรรมนำทาง และมีจุดยืนที่มุ่งมั่นในทำนองคลองธรรม ไม่ให้อำนาจมืดมาเหนือความยุติธรรม การเป็นกรรมการต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน รู้ว่ากิจการตนเองทำอะไรเพื่อประโยชน์ของผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของ ซึ่งถ้าเป็นรัฐวิสาหกิจก็คือรัฐ ก็คือประชาชนมีส่วนรวม ผู้บริหาร พนักงานระดับรองลงมา อาจตกอยู่ในอาณัติถูกบีบ กดดันกลั่นแกล้งจนหมดอนาคต ก็ขอให้มีสติมีที่ยืนอยู่ที่บ้านในสังคมแม้อาจจะต้องตกงาน ดีกว่าไปมีแต่ที่ยืนอยู่ในตะราง

การทำงานใดๆ คนไทยเราต้องเรียนรู้และยอมรับที่จะให้ความเคารพ ความเป็นมืออาชีพของกันและกันแม้จะตำแหน่งเล็กใหญ่ให้มากขึ้น ภาครัฐควรปรับปรุงระเบียบหลักเกณฑ์ที่ให้ความคุ้มครองความมั่นคงแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ป้องกันคุ้มครองพนักงานผู้น้อย ผู้ที่ถูกสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ถูกกฎหมาย หรือไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ตัวผู้เขียนเองมีประสบการณ์นั้นมาก่อน จึงพอจะให้ความเชื่อมั่นได้ว่าหลักความซื่อตรงต่อความถูกต้อง ต่อตนเอง ต่อกติกาของสังคม และจรรยาบรรณทางวิชาชีพนี้ นี่จะเป็นหลักประกันที่ทำให้มีที่ยืนในที่ถูกที่ควร ไม่ตกเป็นแพะรับบาปโดยแน่แท้ 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท