
รัสเซียไม่จบศึกน้ำมัน ยืดเยื้อยิ่งได้ประโยชน์
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
หนึ่ง ในข่าวที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั้งโลกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คงหนีไม่พ้นข่าวที่กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันเพื่อการส่งออก (โอเปก) ส่งเทียบเชิญพันธมิตรให้พญาหมีขาว “รัสเซีย” ร่วมมือปรับลดกำลังการผลิตเพื่อบีบให้ราคาน้ำมันโลกปรับขึ้น หลังจากที่เคลื่อนไหวอยู่ในระดับ 40-50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล มาหลายเดือน
รัสเซียเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกพลังงานรายใหญ่ของโลก นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1970 เป็นต้นมา รัสเซียเริ่มขุดเอาทรัพยากรใต้พื้นดินออกมาส่งขายไปทั่วโลก โดยมีตลาดขนาดใหญ่อยู่ในสหภาพยุโรป (อียู) ปัจจุบันยุโรปต้องพึ่งพาพลังงานจากรัสเซีย และรัสเซียมักใช้ทรัพยากรเหล่านี้เป็นเครื่องมือเพื่อบีบบังคับทางการเมืองเสมอ
ตามสถิติแล้วรัสเซียมีศักยภาพในการผลิตน้ำมันเกือบ 700 ล้านตัน/ปี และยังมีปริมาณน้ำมันสำรองอีก 1 หมื่นล้านบาร์เรล ซึ่งความรุ่มรวยพลังงานของรัสเซียเพียงพอที่จะป้อนความต้องการบริโภคน้ำมันของโลกได้กว่า 100 วันเลยทีเดียว
ดังนั้น สำหรับประเทศที่ไม่สามารถผลิตน้ำมันได้เองคงไม่มีข่าวร้ายจนเกินไป การที่รัสเซียกับโอเปกจะรวมหัวกันลดกำลังการผลิตน้ำมันลงเพื่อดันราคาน้ำมันโลกให้กลับขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลอีกครั้ง ซึ่งเป็นระดับราคาที่โอเปกกำหนดไว้เป็นราคาที่รับได้
ต้องยอมรับว่าหากความร่วมมือดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ก็มีโอกาสสูงมากที่โอเปกจะสามารถกระชับการกุมบังเหียนราคาน้ำมันโลกได้อีกครั้ง เนื่องจากในปัจจุบัน สมาชิกโอเปกทั้งหมดมีศักยภาพในการผลิตน้ำมันมากถึง 36.5 ล้านบาร์เรล/วัน หากรวมเข้ากับกำลังการผลิตน้ำมันของรัสเซียที่มีอยู่ 10.8 ล้านบาร์เรล/วัน ก็จะมีกำลังการผลิตน้ำมันถึง 47.3 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่มากกว่าการผลิตของกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันนอกโอเปกที่เหลือ ซึ่งอยู่ที่ราว 41.2 ล้านบาร์เรล/วัน
นอกจากรัสเซียแล้ว โอเปกยังส่งเทียบเชิญสมาชิกเก่าอย่างอินโดนีเซียผู้รุ่มรวยทรัพยากรใต้พื้นดินมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ให้กลับมาร่วมกับสมาคมอีกครั้ง ซึ่งอินโดนีเซียก็ตอบตกลง และจะเข้าร่วมในช่วงเดือน ธ.ค.นี้ ส่งผลให้กำลังการผลิตของโอเปกทั้งหมดเพิ่มขึ้น 3%
เห็นได้ชัดว่าโอเปกกำลังพยายามล่ารายชื่อสมาชิกเข้ามาร่วมสมาคมเพื่อปิดเกมสงครามราคาน้ำมันด้วยการ “เข้าควบคุมกำลังการผลิตน้ำมันส่วนใหญ่ในโลกไว้” หลังจากการผลิตน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (เชลออยล์) ในแหล่งอีเกิ้ลฟอร์ดของเทกซัส และแหล่งบัคเคนในนอร์ทดาโกตาของสหรัฐ เริ่มชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดหลังจากราคาน้ำมันดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ยังถือว่าโชคดีที่ในท้ายที่สุดรัสเซียกลับเลือกที่จะไม่เล่นเกมตามฝ่ายโอเปก และเดินหน้าคงกำลังการผลิตน้ำมันต่อไป ยืนยันได้จากถ้อยแถลงของ อิกอร์ เซชิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของรอสเนฟต์ รัฐวิสาหกิจด้านการกลั่นและผลิตน้ำมันรายใหญ่แห่งรัสเซีย ซึ่งย้ำชัดเจนว่าเคลมลินจะไม่ช่วยโอเปกผ่อนคลายสภาพน้ำมันล้นโลก ถึงแม้ราคาน้ำมันในขณะนี้จะลงไปแตะจุดต่ำสุดนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2009 ก็ตาม
เซชิน ก็ไม่ใช่ชายธรรมดาที่ไหน แต่ถือเป็นหนึ่งในผู้ใกล้ชิดประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน และเคยเป็นถึงรองนายกรัฐมนตรีมาแล้ว ก่อนปูตินจะมอบหน้าที่ให้มาบริหารรอสเนฟต์
ถ้อยแถลงดังกล่าวยังสอดคล้องกับด้าน อเล็กซานเดอร์ โนวัก รัฐมนตรีพลังงานรัสเซีย ที่เปิดเผยว่า รัฐบาลเครมลินปฏิเสธคำเชิญดังกล่าวอย่างรวดเร็ว โดยถึงแม้รัสเซียจะเข้าร่วมกับโอเปกเพื่อกำหนดทิศทางราคาน้ำมันโลกในอนาคต ทว่ารัสเซียก็ไม่มีความสามารถที่จะปรับเพิ่มหรือลดกำลังการผลิตน้ำมันได้อย่างรวดเร็วเหมือนโอเปก เนื่องจากฤดูหนาวที่รุนแรงและสภาพทางธรณีที่ซับซ้อนของแหล่งน้ำมันในไซบีเรีย
“โอเปกแสดงเจตจำนงให้เรา (รัสเซีย) เข้าเป็นสมาชิก แต่ต้องยอมรับว่ายุคทองของโอเปกได้ผ่านพ้นไปแล้ว” เซชิน กล่าวพร้อมพูดเชิงเสียดสีว่า รัสเซียไม่สามารถควบคุมบรรดาบริษัทน้ำมันในประเทศได้เหมือนกับโอเปก เนื่องจากบริษัทเหล่านั้นเป็นของเอกชน
ทั้งนี้ รัสเซียซึ่งเป็นประเทศที่มีน้ำมันเป็นสินค้าส่งออกหลัก โดยมีมูลค่าถึง 60% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ได้รับบาดเจ็บจากสภาพราคาน้ำมันโลกดิ่งในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาเช่นกัน โดยส่งผลให้ค่าเงินรูเบิ้ลรูดลงอย่างเร็ว ประเทศอยู่ในสภาพขาดเสถียรภาพทางการเงิน
อย่างไรก็ตาม ก็มีเหตุผลเช่นกันที่รัสเซียไม่ยอมเข้าร่วมกับโอเปกในการขยับราคาน้ำมันให้ปรับเพิ่มขึ้น ถึงแม้จะเป็นประโยชน์ต่อสภาพเศรษฐกิจของรัสเซียในขณะนี้
ก็ตาม โดย นอร์ดีน แอต์ โลซีน ประธานของนัลคอซา บริษัทที่ปรึกษา และอดีตรัฐมนตรีพลังงานของแอลจีเรีย กล่าวว่า ในอดีตมีความพยายามที่จะสร้างความร่วมมือระหว่างรัสเซียกับโอเปกมาหลายครั้งแล้ว และกลับไม่สามารถบรรลุข้อตกลงระหว่างกันได้
บลูมเบิร์กระบุว่า เหตุผลที่รัสเซียไม่ยอมให้ความร่วมมือกับกลุ่มโอเปก เนื่องจากในความเป็นจริงแล้วรัสเซียมีสถานะทางการเงินที่ยังแข็งแกร่ง และสามารถทนต่อสภาวะราคาน้ำมันตกต่ำได้มากกว่ากลุ่มโอเปกเสียอีก จากถ้อยแถลงของ อันโตน ซิลัวนอฟ ขุนคลังแดนหมีขาว ที่ระบุว่ารัสเซียขาดดุลงบประมาณเพียง 3% เท่านั้น เมื่อเทียบกับผลผลิตทางเศรษฐกิจในปีนี้
ขณะที่ซาอุดิอาระเบียซึ่งถือว่าเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโอเปก และเป็นผู้นำของโอเปกทางพฤตินัย กลับเผชิญกับสภาพงบประมาณขาดดุลถึง 20% ภายในปีนี้ ตามการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)
ทั้งนี้ รัสเซียเปิดเผยว่าสามารถทนต่อสภาพราคาน้ำมันที่ราว 60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ได้อย่างสบายๆ ขณะที่ราคาโดยเฉลี่ยของกลุ่มโอเปกจะอยู่ที่ราว 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลขึ้นไป จึงไม่มีเหตุผลที่รัสเซียจะเข้าร่วมกับโอเปกในตอนนี้
ต้องยอมรับว่าในประเด็นด้านการเงิน รัสเซียสามารถกระจายความเสี่ยงได้ดีกว่ากลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน โดยบริษัทด้านพลังงานของรัสเซียแบ่งเป็นหลายบริษัท ทั้งรอสเนฟต์ ก๊าซพรอม รวมถึงลูกออยล์ ฯลฯ ซึ่งต่างจากกลุ่มบริษัทน้ำมันในตะวันออกกลางอย่างซาอุดิอาระเบียน ออยล์ คอมพานี ของรัฐบาลซาอุดิอาระเบีย หรือเนชั่นแนล อิหร่านเนียน ออยล์ คอมพานี ซึ่งเป็นบริษัทเดียวแต่ดูแลกิจการน้ำมันทุกอย่างของประเทศ ทำให้มีขนาดใหญ่เทอะทะ
ธุรกิจน้ำมันในรัสเซียยังมีผลประกอบการที่ดีกว่าบริษัทน้ำมันในมุมอื่นของโลกมาก โดยยังคงสามารถรักษาสภาพคล่องและสัดส่วนกำไรไว้ได้ โดยสัดส่วนกำไรของกลุ่มธุรกิจพลังงานแดนหมีขาวมีผลประกอบการที่ดีกว่าธุรกิจจากโลกตะวันตกอย่างบีพีของอังกฤษ และเอ็กซอนของสหรัฐเสียอีก
ทั้งนี้ ก๊าซพรอม ธุรกิจก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลกสัญชาติรัสเซีย รายงานผลกำไรสุทธิเมื่อไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ปรับเพิ่มขึ้นถึง 47% ส่วนรายได้เพิ่มขึ้นถึง 25% ขณะที่ลูกออยล์ผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่เป็นอันดับ 2 สามารถลดค่าใช้จ่ายได้ถึง 31% ลงมาอยู่ที่ 5,320 ล้านเหรียญสหรัฐ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้น โดยปฏิเสธไม่ได้ว่าการอ่อนค่าอย่างรุนแรงของค่าเงินรูเบิ้ลถือเป็นปัจจัยสำคัญเช่นกัน เนื่องจากบริษัทธุรกิจเหล่านี้รับรายได้ส่วนใหญ่ในรูปสกุลเงินเหรียญสหรัฐ แต่ใช้จ่ายในรูปสกุลเงินรูเบิ้ลของรัสเซีย สภาพค่าเงินรูเบิ้ลที่อ่อนอย่างรุนแรง ทำให้ส่วนต่างรายได้กับค่าใช้จ่ายขยายตัวมากขึ้น ผลลัพธ์คือผลประกอบการของธุรกิจในรัสเซียที่ปรับขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สวนทางกับผู้ผลิตน้ำมันในประเทศอื่น
ในช่วงต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา โกลด์แมน แซคส์ ปรับมุมมองต่อหุ้นของก๊าซพรอม โดยแนะนำให้ลูกค้าเข้าซื้อ ส่วนมุมมองต่อลูกออยล์ให้ถือเป็น “ควรเลือกที่สุด” ในกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทั่วโลก
สภาพความมั่งคั่งของรัสเซียจากปัจจัยด้านความทนทานต่อราคาน้ำมันที่ตกต่ำ และส่วนต่างของค่าเงินรูเบิ้ลจึงทำให้รัสเซียไม่มีเหตุผลที่รีบเร่งปิดเกมสงครามราคาน้ำมันในขณะนี้ ตราบใดที่ยังได้รับประโยชน์อยู่
นอกจากนี้ รัสเซียและกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางยังถือเป็นคู่แข่งกันในอุตสาหกรรมน้ำมันมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยื้อแย่งส่วนแบ่งการตลาดในเอเชียซึ่งแรงซื้อน้ำมันขยายตัวขึ้นตลอดเวลาเช่นเดียวกัน ด้วยระบบการปกครองที่แตกต่างกันในโลกของศาสนาและโลกของสังคมนิยม ทำให้ทั้งสองยากที่จะร่วมมือกันได้
ดูเหมือนว่าผู้ชนะในสงครามราคาน้ำมันในครั้งนี้ อาจไม่ใช่สหรัฐหรือกลุ่มโอเปก สามารถทนทานต่อราคาน้ำมันตกต่ำได้อย่างยาวนาน โดยที่แทบไม่ต้องยื่นมือเข้าไปแทรกแซงราคาน้ำมันด้วยซ้ำ เมื่อโอเปกชิงตลาดน้ำมันคืนจากสหรัฐได้ และตลาดน้ำมันโลกเข้าสู่ช่วงปกติอีกครั้ง โอเปกจะไม่ใช่ผู้เดียวที่กุมบังเหียนตลาดน้ำมันไว้ แต่เป็นมือของรัสเซียที่กุมบังเหียนไว้ด้วยเช่นกัน







