
อัดเงินกองทุนหมู่บ้านฯ เดิมพันอนาคต คสช.
กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ถูกหยิบมาปัดฝุ่นใช้ใหม่อีกรอบ แถมรอบนี้ยังถือเป็น “เดิมพัน” สำคัญของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ถูกหยิบมาปัดฝุ่นใช้ใหม่อีกรอบ แถมรอบนี้ยังถือเป็น “เดิมพัน” สำคัญของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่หวังว่าจะช่วยกอบกู้เศรษฐกิจให้ก้าวพ้นก้นเหว
ไปได้
แม้กองทุนหมู่บ้านฯ จะเป็นเพียงแค่หนึ่งในแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ จากวงเงินทั้งหมด 1.36 แสนล้านบาท ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา ให้ความเห็นชอบ แต่ถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก
เนื่องจากก่อนหน้านี้ เครื่องยนต์ทั้ง 3 เครื่อง ที่รัฐบาลพยายามปลุกปั้น ไม่ว่าจะเป็นการเบิกจ่ายภาครัฐ การส่งออก และการลงทุน ยังติดหล่มความน่าเชื่อถือจนก้าวหน้าไปไม่ถึงไหน แถมหลายเรื่องกว่าจะเห็นผลต้องใช้เวลาอีกนาน หากปล่อยไว้อย่างนี้โดยไม่ทำอะไรมีแต่จะฉุดให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น
กองอัดฉีดงบ 6 หมื่นล้านบาทลงกองทุนหมู่บ้านฯ จึงเป็น “ทางลัด” ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านเครื่องยนต์ที่ 4 คือ การบริโภคภายในประเทศให้เงินหมุนเวียนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งระบบ ตั้งแต่ฐานรากขึ้นมาถึงยอด และเห็นผลได้อย่างรวดเร็ว
ที่สำคัญเป็นการยิงปืนนัดเดียวที่ได้ทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะส่งผลดีทั้งระบบ สามารถฟื้นความเชื่อมั่นแล้ว อีกด้านหนึ่งยังเป็นการช่วยกอบกู้คะแนนนิยมของรัฐบาล คสช.ผ่านเม็ดเงินที่หว่านลงไปในพื้นที่
หากจำได้ อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ต้นตำรับกองทุนหมู่บ้านฯ เคยใช้นโยบายนี้กวาดเสียงรากหญ้าไปแบบถล่มทลาย ถึงจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับปัญหาเรื่องความโปร่งใสในหลายพื้นที่และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงขึ้น
ดังนั้น หากตัดประเด็นเรื่อง “เกลียดตัวกินไข่” ออกไป จุดเสี่ยงที่จะถูกถล่มจากการนำเอานโยบายทักษิณมาปัดฝุ่นใช้ใหม่รอบนี้ คือ เรื่องการใช้เงินไปผิดวัตถุประสงค์ หรือการปล่อยกู้จนกลายเป็นหนี้เสีย ซ้ำเติมปัญหาเรื่องความเชื่อมั่น และเป็นภาระให้รัฐบาลในอนาคตมาตามแก้ไข
แต่เมื่อไม่มีทางเลือกมากนัก กองทุนหมู่บ้านฯ ย่อมเป็น “กลไก” ที่จะช่วยฟื้นเศรษฐกิจได้เร็วที่สุด
ยิ่งในสถานการณ์ที่ปัญหาเศรษกิจเป็นปัญหาใหญ่ จนประเมินว่าอาจใหญ่กว่าเรื่องความขัดแย้ง หรือปัญหาการเมืองเสียด้วยซ้ำ การปล่อยให้ทุกอย่างช้าออกไปยิ่งจะไปฉุดให้เรื่องอื่นๆ แย่ลงไปด้วย
สะท้อนผ่านผลโพลต่างๆ ในระยะหลังที่เห็นว่าปัญหาเรื่องปากท้องเป็นเรื่องแรกๆ ที่ชาวบ้านต้องการให้แก้ไข แถมยังน่าห่วงจนถึงขั้น พล.อ.ประยุทธ์ ต้องตัดสินใจเปลี่ยนม้ากลางศึกปรับทีมเศรษฐกิจแบบยกแผง
แถมระยะหลังดูจะให้ความสำคัญกับแนวนโยบายเรื่องเศรษฐกิจเป็นพิเศษ ถึงขั้นเรียกตัวใครต่อใครที่เปิดหน้าถล่มการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไปปรับทัศนคติ ทั้งที่เป็นเรื่องที่ควรจะเปิดให้ได้แสดงความคิดเห็นเพื่อให้ได้เห็นข้อมูลในหลากหลายแง่มุม เป็นประโยชน์ในการแก้ปัญหามากกว่า
ระหว่างนี้จึงต้องติดตามดูว่า ขั้นตอนการพิจารณาให้เงินกู้ของธนาคารออมสินกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งรับผิดชอบวงเงินธนาคารละ 3 หมื่นล้านบาท ปล่อยกู้แก่กองทุนหมู่บ้านฯ ที่ได้รับการจัดชั้นเป็นกองทุนระดับ A และ B หมู่บ้านละ 1 ล้านบาท มีระยะเวลาดำเนินการ 7 ปี โดยใน 2 ปีแรก เป็นระยะปลอดดอกเบี้ยจะเป็นอย่างไร
เมื่อการปล่อยกู้รอบนี้ย่อมเข้มงวดกว่ารอบก่อนๆ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา อีกด้านหนึ่งย่อมจะทำให้เม็ดเงินที่คาดว่าจะอัดฉีดลงไปในพื้นที่ค้างเติ่ง จนไม่อาจขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจได้อย่างที่หวัง
ประเด็นถัดมาเรื่องคะแนนนิยมในพื้นที่ซึ่งลดน้อยถอยลงไป เช่นเดียวกับบรรดาแนวร่วมที่เหลืออยู่ไม่มากนั้น ทำให้เสถียรภาพของรัฐบาล คสช.ง่อนแง่นมากขึ้นเรื่อยๆ
การให้งบหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท จึงถือเป็นการซื้อใจที่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากทั้งราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ หรือช่วยแก้ปัญหาปากท้องให้กลับมาดีขึ้นไม่มากก็น้อย
แม้จะไม่ได้ช่วยให้คะแนนนิยมกลับมาดีขึ้นมากมาย แต่อย่างน้อยก็ไม่ทำให้ทุกอย่างย่ำแย่ไปกว่าเดิม ยิ่งหากผลลัพธ์ของแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาดีอย่างที่หวังไว้ สถานการณ์ด้านอื่นๆ ย่อมดีขึ้นไปด้วย
ยิ่งงานนี้ สมคิด วางแผนร่วมกับ พลเดช ปิ่นประทีป เลขาธิการสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา ถึงแนวทางขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก เพื่อเตรียมจัดงาน “สานพลังประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก” ในวันที่ 20 ก.ย. ร่วมกับภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม
สะท้อนถึงการแสวงหาแนวร่วมสร้างพันธมิตรที่ร่อยหรอลงไป เพราะต้องยอมรับว่าเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่ถือเป็นฐานสำคัญที่จะค้ำยันและประคองเสถียรภาพของรัฐบาล คสช. หากฐานมวลชนเข้มแข็งย่อมส่งผลให้รัฐบาลเดินหน้าไปสู่เป้าหมายปลายทางได้โดยไม่สะดุดกลางทาง
ปัญหาอยู่เพียงแค่ต้องระวังไม่ให้กองทุนหมู่บ้านฯ ถูกโจมตีว่าเป็นประชานิยมที่ขาดการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือสร้างหนี้สาธารณะมากกว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ
ทั้งหมดนี้เป็นเดิมพันที่จะชี้ชะตาอนาคตรัฐบาล คสช.ว่าจะลงหลังเสือแบบไหน







